สลัดมันฝรั่ง สลัดที่ชาวญี่ปุ่นคุ้นเคยและชื่นชอบที่สุด

เมนูสลัดมันฝรั่ง ไม่ว่าจะทำเองหรือซื้อมา ก็ถือว่าเป็นอาหารญี่ปุ่นสุดคลาสสิคทั้งนั้น และเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เรื่องของสลัดมันฝรั่งได้ขึ้นมาเป็นประเด็นในทวิตเตอร์ของญี่ปุ่น

เรื่องมีอยู่ว่า ในขณะที่ผู้เขียนทวิตเตอร์อยู่ในซูปเปอร์มาร์เก็ต ก็ได้ยินเสียงคนพูดว่า

“นี่เธอ เป็นแม่คนนะ ทำไมไม่ทำสลัดมันฝรั่งเองล่ะ?!”

เธอหันไปมอง เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกับเด็กเล็กที่โซนอาหารพร้อมทาน โดยมีชายสูงวัยผู้พูดประโยคนั้นเดินตึงตังจากไป หญิงคนนั้นยื่นนิ่ง มองกล่องสลัดมันฝรั่งในมือโดยไม่พูดอะไร ผู้เขียนและลูกสาวจึงเดินไปหยิบกล่องสลัดมันฝรั่งมาสองกล่องเพื่อสื่อถึงความเข้าอกเข้าใจ

หลังจากทวิตไป ก็ได้ยอดไลก์มากกว่า 390,000 คน และรีทวิตไปกว่า 133,000 ครั้ง ซึ่งทำให้เกิดกระแสต่อต้านจากกลุ่มคนโดยเฉพาะผู้หญิงต่อชายผู้พูดประโยคนั้นและคนที่คิดเหมือนกับเขา ถึงขั้นเป็นเรื่องที่หยิบไปถกกันในรายการต่างๆ

เหตุการณ์นี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของวาระแห่งชาติเรื่องความขัดแย้งทางด้านวัยและเพศ โดยปฏิกิริยาของผู้คนก็เป็นไปในทางนั้น แต่ในอีกมุมหนึ่งก็แสดงให้เห็นว่า สลัดมันฝรั่งคืออาหารที่คนญี่ปุ่นคุ้นเคย กินได้ทุกวัน ทานได้ในทุกมื้ออาหารแม้แต่อาหารเช้า และมักเห็นอยู่ในข้าวกล่อง ทำให้คิดไปว่าจะต้องเป็นเมนูที่แม่บ้านชาวญี่ปุ่นทำเองได้ง่ายๆ

 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

 

โพสต์ที่แชร์โดย 🐒&👩‍🍳 (@kskandakn) เมื่อ

การทำสลัดมันฝรั่งนั้นไม่ยาก แต่ค่อนข้างใช้เวลา นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ชาวทวิตเตอร์หยิบยกมาพูดคุยกันหลายคนแสดงความเห็นว่าชายสูงวัยในซูปเปอร์มาร์เก็ตคนนั้นคงจะไม่เคยลองทำเมนูนี้เองเลยสักครั้ง

 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

 

โพสต์ที่แชร์โดย @uuuuumai เมื่อ

สลัดมันฝรั่งกลายมาเป็นอาหารญี่ปุ่นได้เมื่อไหร่อย่างไร หรือมาจากอาหารยุโรปจานไหนนั้นไม่ปรากฏแน่ชัด แต่เมนูนี้กลายเป็นที่รู้จักโด่งดังขึ้นมาจากโฆษณามายองเนสของ บริษัท คิวพี โดยในปี 1950 สลัดมันฝรั่งกลายมาเป็นเมนูคู่ครัวญี่ปุ่น และปี 1972 นิตยสารอาหารก็เรียกมันว่า

“สลัดที่ชาวญี่ปุ่นคุ้นเคยและชื่นชอบที่สุด”

สิ่งที่ทำให้สลัดมันฝรั่งแบบญี่ปุ่นแตกต่างจากที่อื่นในโลกคือ ความนุ่มของมันฝรั่งและปริมาณมายองเนสแบบไข่ๆ หวานๆ แบบญี่ปุ่นที่ใช้ในเมนูนี้นั่นเอง

สลัดมันฝรั่งแบบทำเองนั้นอร่อยมาก แต่ถ้าไม่มีเวลา คุณก็ซื้อแบบสำเร็จพร้อมทานได้เช่นกัน ไม่ผิด!

สรุปเนื้อหาจาก: japantimes
ผู้เขียน: มิโดริ