เหตุผลที่วันที่ 16 ของทุกเดือนเป็น “วันโทโร่” หน้าซูชิยอดนิยม

คนญี่ปุ่นมักมีวันสำคัญแปลกๆ ที่ได้รับการบัญญัติอย่างเป็นทางการจากสมาคมวันที่ระลึกแห่งประเทศญี่ปุ่น เช่น วันแห่งแกงกระหรี่ (Curry No Hi) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 มกราคมของทุกปี วันแห่งชาเขียว (Matcha No Hi) ซึ่งตรงกับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ของทุกปี และวันแห่งนม (Milk No Hi) ซึ่งตรงกับวันที่ 9 มิถุนายนของทุกปี เป็นต้น นอกจากวันเหล่านี้แล้วก็ยังมีวันโทโร่ ซึ่งตรงกับวันที่ 16 ของทุกเดือน มารู้จักวันโทโร่และความเป็นมาของเนื้อปลาดิบมากุโระส่วนโทโร่กันนะคะ

ทำไมวันที่ 16  ของทุกเดือนถึงเป็นวันโทโร่?

เหตุผลวันที่ 16 ของทุกเดือนในญี่ปุ่นเป็นวันโทโร่ ไม่ใช่วันหวยออกนั้นเป็นเพราะว่า วันนี้เป็นวันที่ถูกตั้งขึ้นโดยบริษัท Kappa Create Co., Ltd., ซึ่งทำธุรกิจ Kappa Sushi โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ลูกค้ามีความสุขและอร่อยกับเนื้อปลามากุโระส่วนโทโร่ ซึ่งเป็นส่วนของเนื้อปลาที่คนญี่ปุ่นนิยม โดยวันนี้มาจากตัวเลข 16 ที่มี 10 คือ โท (T0) และเลข 6 คือ โระคุ (Roko) เมื่อรวมเอาเฉพาะคำหน้า คือ โทโระหรือโทโร่ ซึ่งพ้องเสียงกับเนื้อส่วนโทโร่ของปลามากุโระ

รู้จักเนื้อส่วนต่างๆ ของปลามากุโระ

โดยทั่วไปปลามากุโระที่คนญี่ปุ่นนำมารับประทานเป็นปลาดิบนั้นได้มาจากปลาทูน่าครีบน้ำเงิน (Blue Fin หรือ Hon Maguro) โดยเนื้อปลาที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานเป็นซูชิมี 3 ส่วน ดังนี้คือ

・เนื้อแดงหรือาคามิ (Akami, 赤身) เป็นเนื้อที่อยู่บริเวณส่วนกลางด้านข้างของตัวปลา มีสีแดงสด มีเนื้อสัมผัสแน่น มีแคลอรี่ต่ำแต่มีโปรตีนสูงจึงดีต่อสุขภาพ อีกทั้งยังรับประทานได้ง่ายและไม่มีมันติดในปากหลังรับประทานเสร็จ

・ชูโทโร่ (Chutoro, 中トロ) เป็นเนื้อติดมันปานกลาง อยู่บริเวณส่วนท้องและส่วนหลังของตัวปลา ชูโทโร่เป็นเนื้อปลาที่มีไขมันแทรกในปริมาณที่พอเหมาะ เมื่อรับประทานเข้าไปไขมันในปลาจะละลายในปากและมีความหวานนุ่ม เป็นที่นิยมของคนญี่ปุ่น โดยชูโทโร่มักมีราคาแพงกว่าเนื้อแดงอาคามิ

・โอโทโร่  (Otoro, 大トロ) เป็นเนื้อมันส่วนท้องซึ่งเป็นเนื้อปลาทูน่าส่วนที่ติดมันเยอะที่สุด โอโทโร่มีรสสัมผัสเนียนนุ่ม เมื่อรับประทานเข้าไปให้ความรู้สึกราวกับว่าเนื้อนั้นละลายในปากและมีรสชาติที่หวานละมุน ในญี่ปุ่นโอโทโร่เป็นเนื้อส่วนที่มีราคาแพงมากที่สุดและมักถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในซูชิสุดหรู

ความเป็นมาของการรับประทานเนื้อปลามากุโระส่วนโทโร่

ในสมัยเฮอัน (ค.ศ. 794-1185) ปลาทูน่าหรือมากุโระถูกเรียกว่า Shibinouo (しびのうお)  ซึ่งคำว่า Shibi (しび) พ้องเสียงกับ 死日 ซึ่งแปลว่าวันตายอันเป็นความหมายที่ไม่เป็นมงคล ทำให้ซามูไรและคนสามัญในยุคนั้นไม่กินปลาชนิดนี้ ต่อมาเมื่อเข้าสู่สมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603-1868) คนญี่ปุ่นสามัญชนเริ่มรับประทานปลามากุโระเพราะถูกนำไปทำซูชิราคาถูก แต่ในสมัยนั้นยังกินเนื้อปลาส่วนที่เป็นเนื้อแดงเท่านั้น และทิ้งส่วนที่ติดมันไปเพราะว่าส่วนที่ติดมันมักเน่าเสียได้ง่าย

จนเข้าสู่สมัยเมจิ (ค.ศ. 1868-1912) ซึ่งเป็นช่วงเวลาอาหารมันๆ จากชาติตะวันตกเข้ามาในญี่ปุ่นมากขึ้น คนญี่ปุ่นก็หันมารับประทานส่วนที่เป็นมันของปลาทูน่าหรือส่วนโทโร่มากขึ้น และปัจจุบันนี้เนื้อปลามากุโระส่วนโทโร่ก็ได้กลายเป็นอาหารหรูที่ปรากฏในเมนูซาชิมิและซูชิให้คนเลือกรับประทาน

โดยสรุปคือวันโทโร่ซึ่งตรงกับวันที่ 16 ของทุกเดือนนั้นมาจากไอเดียทางการตลาดเพื่อให้ลูกค้าได้มีความสุขและอร่อยกับเนื้อปลาส่วนโทโร่และก็เพิ่มยอดขายให้แก่เจ้าของกิจการซูชินั่นเองค่ะ

สรูปเนื้อหาจาก: ielove