“หัวลิลลี่” ผักมีคุณค่าของคนญี่ปุ่นกับเรื่องน่ารู้ที่คาดไม่ถึง

ในช่วงฤดูหนาวในญี่ปุ่น อีกหนึ่งผักประเภทหัวที่คนญี่ปุ่นชื่นชอบนำมารับประทานมาก คือ หัวลิลลี่ มารู้จักหัวลิลลี่ คุณค่าสารอาหารต่อร่างกาย และวิธีการนำมารับประทานแบบคนญี่ปุ่นกันค่ะ

รู้จักหัวลิลลี่

หัวลิลลี่หรือยูริเนะ (ユリ根) เป็นผักประเภทหัวที่มีลักษณะเป็นกลีบซ้อนกันหลายชั้นคล้ายกระเทียม เวลานำมารับประทานก็แยกแต่ละกลีบออกจากหัว แม้จะมีลิลลี่หลากหลายสายพันธุ์แต่มีเพียง 4 พันธุ์ที่นำหัวมารับประทานได้ ได้แก่

พันธุ์โอนิยูริ (オニユリ) หรือชื่อวิทยาศาสตร์  Lilium lancifolium ดอกลิลลี่พันธุ์นี้มีดอกสีส้มแต้มลายจุดสีน้ำตาล มีแหล่งกำเนิดจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และทางตะวันออกของรัสเซีย

พันธุ์โคะโอนิยูริ  (コオニユリ) หรือชื่อวิทยาศาสตร์ Lilium leichtlinii พันธุ์นี้ขึ้นได้ทั่วตามภูเขาและที่ราบลุ่ม มีดอกสีส้มคล้ายพันธุ์โอนิยูริ แต่ลำต้นมีขนาดเล็กกว่า

พันธุ์ยามะยูริ (ヤマユリ) หรือชื่อวิทยาศาสตร์ Lilium auratum ลิลลี่พันธ์ุนี้มีถิ่นกำเนิดในญี่ปุ่น ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในป่าและนำมาปลูกได้ง่าย

พันธุ์คาโนะโคะยูริ (カノコユリ) มีชื่อวิทยาศาสตร์ Lilium speciosum เป็นพันธุ์ที่พบได้มากทางตอนใต้ของจีนและญี่ปุ่น

กว่าจะเป็นหัวลิลลี่ที่รับประทานได้

การเพาะปลูกลิลลี่เพื่อนำหัวมารับประทานต้องใช้เวลาถึง 6  ปี โดย 3 ปีแรกเกษตรกรจะปลูกต้นลิลลี่ในแปลงปลูกบนดินในช่วงที่อากาศอบอุ่น และขุดขึ้นมาเปลี่ยนที่ปลูกทุกฤดูใบไม้ร่วงเพื่อหลีกเลี่ยงอากาศหนาว และอีก 3 ปีหลังก็ปลูกลงแปลงปลูกบนดินตลอดทั้งปี หลังการเก็บเกี่ยวก็วางหัวลิลลี่ไว้อีกประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้แป้งในหัวลิลลี่เปลี่ยนเป็นน้ำตาล และนำมาจำหน่ายในช่วงฤดูหนาว เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจะไม่สามารถปลูกต้นลิลลี่บนแปลงปลูกเดิมได้อีก 7 ปี ดังนั้นหัวลิลลี่จึงเป็นผักที่คนญี่ปุ่นถือว่ามีคุณค่าเป็นอย่างสูง

คุณค่าสารอาหารในหัวลิลลี่

หัวลิลลี่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายดังนี้

โพแทสเซียม

หัวลิลลี่ได้ชื่อว่าเป็นผักที่มีโพแทสเซียมสูงที่สุด (740 มิลลิกรัมต่อหัวลิลลี่ 100 กรัม)  โพแทสเซียมมีบทบาทสำคัญในการช่วยขับเกลือส่วนเกินออกจากร่างกาย ส่งผลในการช่วยบรรเทาอาการบวมน้ำของร่างกายได้ดี

กรดโฟลิก

หัวลิลลี่ 100 กรัมมีปริมาณกรดโฟลิกถึง 77 ไมโครกรัม ผักชนิดนี้ดีต่อหญิงมีครรภ์ซึ่งต้องการกรดโฟลิกเพื่อการเจริญเติบโตของทารกในท้อง

เส้นใยอาหาร

หัวลิลลี่ 100 กรัม มีเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ 3.3 กรัม และเส้นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ 2.1 กรัม เส้นใยอาหารที่ละลายน้ำจะช่วยกดการเพิ่มของระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหาร อีกทั้งยังช่วยจับคอเลสเตอรอลที่รับประทานเข้าไปและขับออกทางอุจจาระ นอกจากนี้เส้นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำจะช่วยป้องกันและบรรเทาอาการท้องผูกได้ดี

วิธีการนำมารับประทาน

หัวลิลลี่มีรสชาติหวานมันคล้ายเกาลัดและลูกบัวต้มสุก คนญี่ปุ่นนิยมนำมารับประทานในช่วงปีใหม่ในเมนูต่างๆ เช่น ซุปมิโซะ ใส่ไข่ตุ๋นญี่ปุ่นหรือชาวังมูชิแทนแปะก๊วย หุงกับข้าว ผัด อบเนยหรือชีส และนำมาทอดเทมปุระ เป็นต้น

ข้าวหุงหัวลิลลี่
เทมปุระหัวลิลลี่
ไข่ตุ๋นญี่ปุ่นใส่หัวลิลลี่

ผู้เขียนเองก็เพิ่งเคยลองรับประทานหัวลิลลี่ บอกเลยค่ะว่าหวานมันอร่อย เหมาะที่จะนำมาทำอาหารคาวหวานหลายชนิด ไว้สถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น หากมาเยือนญี่ปุ่นในช่วงฤดูหนาวก็ลองหาเมนูจากหัวลิลลี่รับประทานดูค่ะ

สรุปเนื้อหาจาก: macaro-ni