พูดถึง “คินาโกะโมจิ” ของชอบสำหรับคนรักถั่วเหลือง

พูดไปแล้วขนมญี่ปุ่นอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนชอบมากตอนอยู่ที่ญี่ปุ่นคือ “วาราบิโมจิ” ชอบตรงที่มันโรยผงที่ทำจากถั่วเหลือง เรียกว่า ผง “คินาโกะ” (きな粉) และผงคินาโกะก็เอาใส่แป้งโมจินุ่มๆ กินได้ด้วย กลายเป็น “คินาโกะโมจิ” ทั้งนุ่มทั้งหอมทั้งหวาน อร่อยจริงๆ ทุกวันนี้อยู่เมืองไทยต้องไปตามร้านอาหารญี่ปุ่นบางที่ในห้างถึงจะได้กิน วันนี้เลยจะขอพูดถึงผงคินาโกะและคินาโกะโมจิหน่อยนะครับ

ประวัติคินาโกะโมจิ

คินาโกะโมจิ

กล่าวกันว่าต้นกำเนิดของคินาโกะโมจิคืออะเบะกาวะโมจิ (安倍川餅) ซึ่งเป็นของท้องถิ่นจังหวัดชิสึโอกะ คือเอาผงคินาโกะ (ซึ่งทำจากถั่วเหลือง) โรยบนโมจิที่ใส่น้ำตาลลงไปแล้ว เมื่อครั้งที่โตกุกาวะ อิเอยาสึ (徳川家康) ได้แวะที่ร้านน้ำชาใกล้แม่น้ำอะเบะ เจ้าของร้านยกขนมนี้มาประเคน ก็เลยเรียกว่า “อะเบะกาวะโมจิ” (โมจิแม่น้ำอะเบะ)

สมัยก่อนขนมที่ใส่น้ำตาลทรายนี่ถือว่าเป็นของหรู ทุกวันนี้อาจทำคินาโกะโมจิได้ง่ายๆ คือจุ่มโมจิที่หั่นแล้วในน้ำร้อนหรือจุ่มโมจิย่างลงในน้ำร้อนแล้วโรยด้วยผงคินาโกะ หรือจะพลิกแพลงราดคุโรมิตซึ (黒蜜) คือน้ำเชื่อมดำลงไปอีกก็ได้ แต่ต้องอย่าเผลอใส่น้ำตาลลงในผงคินาโกะนะครับมันจะหวานเกินไป หรือจะใส่ถั่วแดงบดกวนจะยิ่งหรูหนักขึ้นไปอีก

ที่จังหวัดนารามีวิธีกินโอโซนิ (โมจิต้มซุปใส่มิโซะ) โดยตักแป้งโมจิที่ต้มแล้วในโอโซนิออกมาแล้วใส่ผงคินาโกะกินด้วย

ต้นกำเนิดผงคินาโกะ

พูดเรื่องการเอาผงคินาโกะใส่โมจิกินมามากแล้ว ว่าแต่ผงคินาโกะมีมาแต่เมื่อไหร่?

ผงคินาโกะนั้นมันก็คือผงถั่วเหลือง (ถั่วเหลืองผง) นี่แหละครับ “ถั่วเหลือง” นั้นปรากฏมีในแผ่นดินญี่ปุ่นมาแต่ยุคยาโยอิ แต่ยังเป็นแค่การเอาถั่วเหลืองมาปิ้งหรือต้มกิน มาถึงยุคนาราจึงเริ่มมีการเอาถั่วเหลืองมาทำโชยุ ซึ่งยุคนั้นก็มีการใช้ถั่วเหลืองในรูปของผงอยู่แล้ว ในสมัยเฮอันมีคำศัพท์ “มาเมะสึกิ” (未女豆岐) ที่หมายถึงถั่วเหลืองที่แปรรูปเป็นผง (โดยการเอาไปคั่ว ตำด้วยครก แล้วร่อนผง) ปรากฏในพจนานุกรม “วะเมียวรุยจุโช” (和名類聚抄) แล้ว

แต่ถ้าจะถามว่า คนญี่ปุ่นเอาผงถั่วเหลืองมาใช้ใส่ขนมกินตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็ตั้งแต่ยุคเอโดะนั้นล่ะครับ (ย้อนกลับไปที่เรื่องเล่ากำเนิดของ “อะเบะกาวะโมจิ”)

สมัยนี้ ผงคินาโกะ (ผงถั่วเหลือง) นอกจากจะชอบเอามาใส่โมจิกินแล้ว ยังอาจเอาใส่นมหรือโยเกิร์ต และถือว่าเป็นอาหารเสริมเพื่อบำรุงสุขภาพด้วย เพราะมีโปรตีนสูง (ก็มันมาจากถั่วเหลือง) มีไขมันและน้ำตาลในปริมาณที่สมดุล อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยอาหาร

ส่วนชื่อเรียกที่ว่าทำไมถึงเรียกว่า “คินาโกะ” นั้น สันนิษฐานว่าเป็นคำที่บรรดาสาวสีสาวใช้ในบ้านขุนน้ำขุนนางสมัยก่อนเรียกกันมาแต่ยุคมุโรมาจิ ซึ่งบ้างก็ว่า กร่อนมาจากคำว่า “คินารุโกะ” (黄なる粉) คือ “ผงสีทอง” พอพูดไปๆ คำก็กร่อน พยางค์ “รุ” หาย กลายเป็น “คินาโกะ” (黄な粉) ไป

…เห้อ พูดแล้วก็อยากได้กินขนมที่โรงผงคินาโกะอีกจังเลยครับ

สรุปเนื้อหาจาก Collaborative Reference Database, olive-hitomawashi และ tsubumaru