พาไปหลงเสน่ห์อาคิตะ จังหวัดที่ธรรมชาติและวัฒนธรรมมาบรรจบกันอย่างสวยงาม

ถ้าเอ่ยถึงชื่อจังหวัดอาคิตะ หลาย ๆ คนคงจะนึกถึงน้องหมาแสนรู้น่ารักที่มีต้นกำเนิดที่จังหวัดอาคิตะ แต่นอกจากน้องหมาแล้ว จังหวัดอาคิตะยังมีธรรมชาติที่สวยงามมากมายอย่างหุบเขาดาคิกาเอริ และคาคุโนะดาเตะหมู่บ้านซามูไรที่ไม่ว่าจะไปเยือนฤดูไหนก็สวยงดงามเสมอ

และเรายังได้สัมผัสกับวัฒนธรรมอาหารจากเมนูท้องถิ่นเลื่องชื่ออย่างคิริทัมโปะ และ ไก่บ้านฮิไนจิโดริ ที่ถ้ามาเยือนอาคิตะแล้วต้องหาชิมให้ได้ รวมถึงมาเงะวัปปะสินค้าท้องถิ่นอันทรงคุณค่าทำจากต้นซีดาร์อาคิตะ ที่ว่ากันว่าเป็นไม้เนื้อหอมที่ดีที่สุด ถ้าเพื่อน ๆ พร้อมแล้วก็ไปอ่านบทความกันต่อได้เลยค่ะ

บทความนี้เป็นบทความที่ 2 ในซีรีย์ทริปท่องเที่ยวชมใบไม้แดงในโทโฮคุที่มี 3 ตอนด้วยกัน สำหรับเพื่อนๆ ที่เพิ่งเข้ามาติดตาม สามารถกลับไปอ่านบทความตอนที่ 1 ที่พวกเราไปยามากาตะกันได้ค่ะ และรออ่านตอนที่ 3 กันต่อไปด้วยนะคะ

ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่หมู่บ้านซามูไรคาคุโนะดาเตะ

Kakunodate_201208_11
หมู่บ้านซามูไรคาคุโนะดาเตะ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

วันต่อมาพวกเราไปเที่ยวกันต่อที่ถนนหมู่บ้านซามูไรคาคุโนะดาเตะ (角館武家屋敷通, Kakunodate Bukeyashiki Dоri) หรือบางคนก็เรียกว่าลิตเติ้ลเกียวโต (Little Kyoto) นอกจากที่นี่จะมีชื่อเสียงในฐานะจุดชมซากุระแล้ว ใบไม้เปลี่ยนสีก็เป็นอีกช่วงที่มีสีสันไม่แพ้กัน ..พิกัดนี้แนะนำว่าต้องปักหมุดเลยค่ะ

สีสันของฤดูใบไม้ร่วงที่สะกดทุกสายตา (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ตลอดเส้นถนนบุเคะยาชิกิ (Bukeyashiki Street) ของหมู่บ้านซามูไรคาคุโนะดาเตะนั้นมีเป็นย่านหมู่บ้านซามูไรอายุหลายร้อยปีที่ได้รับการอนุรักษ์และยังคงไว้ซึ่งกลิ่นอายประวัติศาสตร์ ด้านข้างถนนจะเต็มไปด้วยต้นซากุระที่เป็นสายพันธุ์มาจากเกียวโต ต้นเมเปิ้ล ต้นแปะก๊วย และต้นสนที่แต่ละต้นอายุหลักร้อยปีขึ้นไป บรรยากาศและสไตล์ที่มีกลิ่นอายคล้ายกับเกียวโตทำให้ที่นี่ได้รับการขนานนามว่าเป็นลิตเติ้ลเกียวโตแห่งโทโฮคุนั่นเองค่ะ

บรรยากาศบ้านซามูไร (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ด้านถนน 2 ข้างทางก็ยังคงหลงเหลือบ้านซามูไรให้เราได้ชมกันด้วยค่ะ บ้านซามูไรบางหลังยังมีลูกหลานเชื้อสายซามูไรอาศัยอยู่จนถึงปัจจุบัน บนถนนเส้นนี้จะมีบ้านซามูไรจำนวน 6 หลังที่เปิดให้เข้าชม มีทั้งเข้าชมฟรี และที่มีค่าเข้า ภายในบ้านแต่ละหลังก็จะมีการจัดแสดงวิถีชีวิตของซามูไรในสมัยก่อนรวมถึงวัตถุโบราณ อาทิ ชุดเกราะซามูไรและดาบที่เราสามารถลองสัมผัสหรือยกได้ (ช่วงโควิด-19 ต้องสวมถุงมือและฉีดแอลกอฮอล์ก่อนจับดาบค่ะ)

นอกจากนี้ยังมีสวนญี่ปุ่นงามๆ และบ้านซามูไรบางแห่งที่เปิดเป็นคาเฟ่ให้นั่งพักกันอีกด้วย ซึ่งภาพใบไม้แดงที่ตัดกับอาคารบ้านซามูไรเก่าแก่เป็นภาพที่สวยงามมาก ใครที่ชอบถ่ายรูปคงจะฟินกับที่นี่แน่นอนค่ะ

สัมผัสบรรยากาศพิเศษด้วยการนั่งรถลากไปรอบๆ คาคุโนะดาเตะ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ถ้าอยากเพิ่มความฟิน อินกับบรรยากาศย้อนยุคเข้าไปอีก แนะนำนั่งรถลากซึ่งมีบริการหลายเจ้าเลยค่ะ คนลากรถก็จะคอยอธิบายที่มาที่ไปและไฮไลท์ของหมู่บ้านซามูไรให้เราได้ฟังด้วย แต่เป็นเวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่นนะคะ โดยมีค่านั่ง 3,000 เยน (15 นาที), 5,000 เยน (30 นาที), 9,000 เยน (60 นาที)

Kakunodate Samurai Residence Street (角館武家屋敷通 Kakunodate Bukeyashiki Dori)
ที่อยู่: Higashi-katsurakucho, Omotemachi, Kakunodate-machi, Semboku-shi, Akita 014-0331
การเดินทาง : ลงรถไฟที่สถานี JR Kakunodate แล้วเดินต่อ 20 นาที

แวะชิมอินานิวะอุด้งและไก่ฮิไนจิโดริ เมนูท้องถิ่นห้ามพลาดที่คาคุโนะดาเตะ

นั่งทานมื้อกลางวันที่ Sakura no Sato (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

สำหรับมื้อกลางวัน วันนี้เราไปที่ร้าน Sakura no Sato (桜の里) ที่ตั้งอยู่ที่ถนนบุเคะยาชิกิของคาคุโนะดาเตะ ตัวร้านเป็นบ้านเก่าสไตล์ญี่ปุ่นให้อารมณ์แบบลิตเติ้ลเกียวโต ร้านนี้เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 2015 มีที่นั่งภายในร้าน 12 ที่นั่งแบบโต๊ะ และ 12 ที่นั่งแบบเสื่อทาตามิ

sakura no sato lunch set
เซ็ตมื้อกลางวันที่รวมอินานิวะอุด้งและฮิไนจิโดริโดยาโกะด้ง (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ไฮไลท์ของอาหารท้องถิ่นที่นี่คือ อินานิวะ อุด้ง (稲庭うどん, Inaniwa Udon) อุด้งเส้นนวดมือที่ทำสด ๆ ทุกวัน และฮิไนจิโดริโอยาโกะด้ง (比内地鶏親子丼, Hinaijidori Oyakodon) ที่มีชิ้นไก่เนื้อแน่นและราดซอสรสชาติกลมกล่อม ฮิไนจิโดริเป็นไก่บ้านที่ถูกเลี้ยงตามธรรมชาติและมีไขมันในเนื้อต่ำ ใครมาเยือนจังหวัดอาคิตะ บอกเลยว่าต้องห้ามพลาดกับเมนูไฮไลท์เหล่านี้

inaniwa udon
อินานิวะอุด้งเส้นนุ่มลื่น (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม: อินานิวะอุด้งเป็นเมนูอุด้งขึ้นชื่อของจังหวัดอาคิตะที่สืบทอดต่อ ๆ กันมาแบบรุ่นต่อรุ่น กว่า 160 ปี จุดเด่นอยู่ที่การนวดเส้นให้มีความนุ่ม ลื่นคอ และที่สำคัญก็คือ อุด้งทุกเส้นที่จำหน่ายนั้นไม่ได้ผ่านการนวดด้วยเครื่องจักร แต่เป็นการนวดด้วยมือเท่านั้น โดยใช้เทคนิคการผลิตแบบดั้งเดิมที่ยังคงอนุรักษ์เอาไว้ ทำให้อินานิวะ อุด้งมีเสน่ห์และอร่อยไม่เหมือนใคร

สำหรับร้าน Sakura no Sato เป็นร้านฮอตฮิตร้านดังของถนนบุเคะยาชิกิ ถ้ามาช่วงเวลามื้อกลางวันพอดีอาจจะมีคิวยาวสักหน่อย แนะนำให้มาช่วงบ่าย ๆ คิวจะน้อยและรอไม่นานค่ะ เดินเล่นถ่ายรูปไปก่อนพอหิวโซแล้วค่อยแวะมากินอีกที

Sakura no Sato (桜の里)
ที่อยู่: 9 Higashi-katsurakucho, Omotemachi, Kakunodate-machi, Semboku-shi, Akita 014-0367
การเดินทาง : ลงรถไฟที่สถานี JR Kakunodate แล้วเดินต่อ 15 นาที
เวลาทำการ : 9.00 น. – 17.00 น.

ชมใบไม้เปลี่ยนสีสุดว้าวที่ หุบเขาดาคิกาเอริ

สีสันแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่หุบเขาดาคิกาเอริ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

หุบเขาดาคิกาเอริ (抱返り渓谷, Dakigaeri Valley) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติของเมืองเซมโบกุ เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักชมใบไม้เปลี่ยนสี เพราะเอกลักษณ์ของที่นี่คือแม่น้ำทามะ (Tama River) ที่ไหลผ่านช่องเขาจะเป็นสีฟ้าสด ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงสีของน้ำกับแมกไม้จะตัดกันอย่างงดงาม หรือหากเดินทางมาในฤดูร้อนสีเขียวของเหล่าพรรณไม้ที่แตกยอดอ่อนก็ให้ความรู้สึกสดชื่นมาก

วิวสีสันฤดูใบไม้ร่วงที่หุบเขาดาคิกาเอริ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ดาคิกาเอริ มีความหมายว่า การโอบกอดและหันกลับ ที่มาของชื่อนั้นมาจากริมหุบเขาที่สูงชันนั่นเอง ในอดีตทางเดินนั้นแคบและชันมากจนหากมีคนสองคนเดินสวนทางกันเพื่อที่จะผ่านไปได้พวกเขาจะต้อง “ดาคิกาเอริ” ซึ่งหมายถึง “โอบกอดและหันกลับ” เส้นทางเดินป่าที่นี่จะพาเราเข้าป่าในหุบเขา โดยมีจุดชมแม่น้ำทามากาวะและน้ำตกหลายแห่ง เช่นน้ำตกมิคาเอริโนะทากิที่มีม่านน้ำหนาไหลตกลงมาตามแนวหินที่ล้อมรอบด้วยใบไม้เขียวชอุ่มเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของหุบเขา

เส้นทางชมธรรมชาติยาว 1.5 กม. ที่จะพาเพื่อนๆ ไปชมธรรมชาติสุดสวยงาม (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น) 

จากสะพานคามิโนะอิวะฮาชิ (Kami no Iwahashi) สีแดงสด เดินลึกเข้าไปยังเส้นทางเดินธรรมชาติที่มีความยาว 1.5 กิโลเมตรลัดเลาะป่า อุโมงค์หิน แล้วเราจะพบกับบริเวณที่สองข้างทางมีวิวมุมสูงที่มองเห็นแม่น้ำทามากาวะอยู่เบื้องล่าง เดินผ่านพ้นอุโมงค์ก็จะพบกับน้ำตกมิคาเอริ (Mikaeri-no-taki) ซึ่งอยู่ทางด้านขวามือพอดิบพอดี ได้ยินเสียงน้ำตกที่ไหลกระทบเบื้องล่าง ได้ชมใบไม้เปลี่ยนสีไปด้วย วิวนี้คุ้มมาก ๆ ค่ะ

mikaeri waterfall
น้ำตกมิคาเอริ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

น้ำตกมิคาเอริ (見返りの滝. Mikaeri-no-taki) เป็นน้ำตกหนึ่งในจุดชมวิวที่มีชื่อเสียงที่สุดของหุบเขาดาคิกาเอริ ตัวน้ำตกมีขนาดใหญ่และไหลลงมาตามหินผาที่ล้อมรอบด้วยป่าเขียวขจี โดยมีความสูง 30 เมตรเหนือหน้าผาของหุบเขาดาคิกาเอริ เมื่อได้เห็นน้ำตกมิคาเอริ จะเข้าใจความหมายของชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า “กาเอริ (หันกลับไปมองอีกรอบ)” เพราะน้ำตกนั้นสวยมากจนต้องหันกลับไปมองแล้วมองอีกนั่นเองค่ะ

Dakigaeri Gorge (抱返り渓谷)
ที่อยู่: Tazawako Sotsuda, Semboku-shi, Akita, 014-1113
การเดินทาง: จากสถานี JR Kakunodate ให้ต่อแท็กซี่ประมาณ 15 นาที (ช่วงฤดูชมใบไม้แดงจะมีรถ Shuttle Bus บริการรับส่งฟรี)
ค่าเข้าชม: เข้าฟรี
ฤดูกาลที่แนะนำ: ฤดูใบไม้ร่วง (ตุลาคม-พฤศจิกายน), ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม)

คิริทัมโปะ เมนูท้องถิ่นของอาคิตะ มาเยือนถึงถิ่นต้องห้ามพลาด

มื้อเย็นนี้มาทานคิริทัมโปะกัน (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

สำหรับมื้อเย็น เราจะไปลองอีกเมนูพื้นเมืองชื่อดังของอาคิตะกัน นั่นคือคิริทัมโปะ (きりたんぽ, ข้าวที่ถูกตำให้เป็นแป้งแล้วปั้นพันรอบไม้ซีดาร์ก่อนจะนำไปย่าง) มื้อนี้เราไปที่ร้าน Akita Kiritanpoya ร้านอาหารที่มีอาหารพื้นเมืองของจังหวัดอาคิตะเกือบทุกเมนูรวมถึงคิริทัมโปะ ภายในร้านจะจัดธีมเป็นเหมือนกับบ้านนายพราน (マタギの家, matagi no ya) โดยภายในร้านตกแต่งด้วยเครื่องมือทำนา เครื่องมือล่าสัตว์ และหนังหมีต่างๆ ซึ่งนักล่าสัตว์ในอดีตออกล่าในพื้นที่ภูเขา เช่น ฮอกไกโด โทโฮคุ คันโตเหนือ บรรดานักล่าสัตว์มักจะออกล่าเป็นกลุ่มและใช้วีธีล่าสัตว์แบบโบราณ

คิริทัมโปะ ที่ย่างร้อน ๆ ภายในร้าน (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

นอกจากจะได้อร่อยกับคิริทัมโปะแล้ว เรายังจะได้เห็นคิริทัมโปะตอนย่างในเตาร้อนๆ ด้วยค่ะ และนอกจากเมนูทั่วไปอย่างคิริทัมโปะนาเบะแล้ว ยังมีอีกเมนูนั่นคือมาตางิคิริทัมโปะนาเบะ เมนูนี้จะเป็นการนำคิริททัมโปะไปต้มในซุปมิโสะ โดยว่ากันว่าเป็นวิธีอร่อยกับคิริทัมโปะแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ในซุปยังมีเนื้อสัตว์ป่าเช่นเนื้อกระต่ายและเนื้อหมูป่าด้วย

มื้อค่ำนี้เป็นอาหารท้องถิ่นอาคิตะล่ะค่ะ! (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

นอกจากคิริทัมโปะแล้ว พวกเรายังสั่งฮิไนจิโดรินากิโทริ (เมนูไก่ย่างเสียบไม้) และยากิโซบะ (เส้นโซบะผัด) สไตล์โยโกเตะที่จะเสิร์ฟพร้อมกับไข่ดาวที่โปะลงบนจานด้วย ทั้งหมดนี้เป็นเมนูที่อร่อยและเข้าถึงรสชาติได้ไม่ยากเลย

ถ้าเพื่อนๆ อยากรู้จักร้านนี้อย่างไว สามารถชมคลิปรีวิวร้านนี้ได้ที่นี่ค่ะ

Akita Kiritanpoya Akita-ekimae Honten (秋田きりたんぽ屋 秋田駅前本店)
ที่อยู่: 2-7-6 Nakadori, Akita-shi, Akita 010-0001
การเดินทาง:ลงรถไฟที่สถานี JR Akita (秋田駅) เดินต่อ 2 นาที
เวลาทำการ:

จันทร์-เสาร์: 17:00–23:00 น.
คืนก่อนวันหยุดราชการ: 17:00–0:00 น.
อาทิตย์ และวันหยุดราชการ: 11:30–15:00 น. / 17:00–0:00 น.

แวะเยี่ยมสุนัขสายพันธุ์อาคิตะที่เมืองโอดาเตะ

Akita Dog Visitor Center (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ถ้าคุณเป็นคนรักน้องหมา เมืองโอดาเตะเป็นเมืองที่คุณห้ามพลาด เพราะเมืองนี้เป็นเมืองต้นกำเนิดของน้องหมาพันธุ์อาคิตะ โดยเมืองนี้มี “Akita Dog Visitor Center (秋田犬の里, Akita inu no sato)” เป็นแหล่งรวมคนรักน้องหมาอาคิตะ ซึ่งฮาจิโกะ สุนัขผู้ภักดีที่รอคอยเจ้านายกลับมาจนถึงวันสิ้นลมเองก็เป็นสายพันธุ์อาคิตะเช่นกัน ภายในอาคารมีมุมนิทรรศการบอกเรื่องราวเกี่ยวกับน้องหมาฮาจิโกะให้เราได้ชมกันด้วย

มาพบน้องหมาอาคิตะตัวจริงเสียงจริงกัน (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

นอกจากนี้ภายในยังมีของฝากต่าง ๆ รวมถึงสินค้าไอเทมน้องหมาอาคิตะให้ซื้อติดไม้ติดมือกลับไปด้วย เชื่อว่าทาสน้องหมาต้องฟินแน่นอนค่ะ

บรรดาของฝากธีมน้องหมาอาคิตะ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ที่ Akita Dog Visitor Center นี้ นอกจากพบน้องหมาอาคิตะตัวจริงเสียงจริงแล้ว เรายังสามารถซื้อของที่ระลึกต่างๆ ได้ด้วย รวมถึงของที่ระลึกธีมน้องหมาอาคิตะที่คนรักหมาต้องเลิฟแน่นอน

แวะถ่ายรูปกับรถรางสีเขียวน่ารัก (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

บริเวณใกล้ ๆ กัน ก็มีรถรางสีเขียวที่เคยเป็นแลนด์มาร์กจุดนัดพบที่หน้าสถานีชิบุย่า ซึ่งตอนนี้ไม่มีแล้วเพราะถูกย้ายมาตั้งที่เมืองโอดาเตะ ในจังหวัดอาคิตะ บ้านเกิดของน้องหมาฮาจิโกะ สุนัขสายพันธุ์อาคิตะ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2020 ที่ผ่านมาค่ะ สาวแซ่บ & อปลุง ขอเก็บภาพมาฝากทุกคนนะคะ ถ้ามาญี่ปุ่นครั้งหน้าอย่าลืมแวะมาถ่ายรูปเช็กอินกับเจ้ารถรางสีเขียวกันนะคะ ตั้งอยู่หน้าสถานีรถไฟ บริเวณ Akita Dog Visitor Center เดินได้ 2 นาทีถ้วนค่ะ และที่นี่ก็มีรูปปั้นน้องหมาฮาจิโกะด้วยนะคะ

Akita Dog Visitor Center (秋田犬の里)
ที่อยู่: 13-1 Onaricho, Odate City, Akita
การเดินทาง: ลงรถไฟที่สถานี JR Odate (大館駅) แล้วเดินต่อ 2 นาที
เวลาทำการ: 09:00–18:00 น. (เม.ย. – ต.ค.) / 09:00–17:00 น. (พ.ย.–มี.ค.) / ปิดทำการวันที่ 31 ธ.ค. และ 1 ม.ค.
ค่าเข้า: เข้าฟรี

ทดสอบฝีมือกันกับเวิร์คช็อปงานไม้ “มาเงะวัปปะ”

มาเงะวัปปะ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

มาเงะวัปปะ (曲げわっぱ) เป็นไอเทมท้องถิ่นชื่อดังของจังหวัดอาคิตะที่จัดได้ว่าเป็นงานคราฟต์ชั้นสูงที่ขึ้นชื่อและก็มีราคาสูงด้วย เพราะเป็นไอเทมที่ทำจากไม้ซีดาร์อาคิตะที่มีอายุหลายร้อยปีเท่านั้น โดยจะนำมาทำเป็นภาชนะใส่อาหารต่าง ๆ ซึ่งเป็นวิธีการทำที่มีมานานกว่า 150 ปีแล้ว

วันนี้สาวแซ่บ & อปลุง ได้มีโอกาสเปิดประสบการณ์ทำงานฝีมือทำถาดมาเงะวัปปะด้วยตัวเอง ที่ Odate Kougeisha บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการทำมาเงะวัปปะที่เปิดกิจการมาตั้งแต่ปี 1959 โดยพนักงานทุกคนในบริษัทต่างมีจุดประสงค์เดียวร่วมกัน คือการส่งต่องานคราฟต์อันทรงคุณค่าไปให้ถึงคนรุ่นหลังได้สืบสานต่อ ๆ กันไป

magewappa
ถาดมาเงะวัปปะที่พวกเราจะทำกัน (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

สำหรับการทำมาเงะวัปปะถาดไม้ใส่ขนมขนาด 18 ซม. ใช้เวลาทำประมาณ 1.5 ชั่วโมง ดูเหมือนจะเป็นงานที่ง่าย แต่จริง ๆ แล้วไม่ง่ายอย่างที่คิด และจากการทำเวิร์คช็อปนี้ เราเพิ่งจะรู้ว่าไม้ซีดาร์อาคิตะมีกลิ่นหอมด้วยค่ะ และลายเส้นของไม้ยังบ่งบอกถึงฤดูกาลที่ลายเส้นบนเนื้อไม้เกิดขึ้นด้วย โดยเส้นสีดำคือเกิดขึ้นช่วงฤดูหนาว ส่วนสีขาวคือช่วงฤดูร้อน ลักษณะเด่นของไม้ซีดาร์อาคิตะคือ ผิวเรียบและลื่น มีกลิ่นหอม มีความเงา และไม่มีรอยตา ยิ่งอายุเกิน 100 ปีจะมีลายไม้ที่สวยงาม ดังนั้นมูลค่าของมาเงะวัปปะจึงสูงมาก ๆ ค่ะ

magewappa set
ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ในเซ็ตทำมาเงะวัปปะ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ภายในเซ็ตที่จะทำถาดใส่ขนมมีการประกอบเป็นวงกลมมาให้แล้วเพื่อประหยัดเวลาค่ะ เพียงแค่เรานำทั้ง 3 ส่วนมาประกอบติดกันด้วยกาว แล้วตอกไม้ในแต่ละจุดเพื่อเพิ่มความแน่น หลังจากที่ประกอบเรียบร้อยแล้วก็ต้องขัดเงา ลบกาวออก ขั้นตอนนี้ใครมีฝีมือในการทำงานประดิษฐ์คงไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ

magewappa workshop
ถาดขนมมาเงะวัปปะที่เสร็จเรียบร้อย (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

เมื่อทำเสร็จแล้วอาจารย์ก็จะมอบใบประกาศให้ด้วยค่ะ ดีงามมาก ๆ เลย อาจารย์ที่ใจดีของเรายังสาธิตวิธีการดัดไม้ให้เป็นรูปวงกลมให้ชมอีกด้วยค่ะ เทคนิคนี้จะอาศัยการแช่ไม้ในน้ำ แล้วนำขึ้นมารีดน้ำออก จากนั้นค่อยงอให้เป็นรูปวงกลมแล้วใช้ไม้หนีบทีี่อาจารย์ประดิษฐ์ขึ้นเองมาหนีบไว้ให้คงรูป ขั้นตอนทั้งหมดนี้ต้องใช้ทักษะขั้นสูงเป็นอย่างมาก

ไม้มาเงะวัปปะที่กำลังถูกดัดให้เข้ารูป (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

การดูแลรักษามาเงะวัปปะทำได้โดยการล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างจานชนิดอ่อน ๆ เมื่อล้างเสร็จแล้วให้ทำให้แห้งด้วยการคว่ำ หรือนำไดร์เป่าผมมาเป่าให้แห้ง ซึ่งจะยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น และควรหลีกเลี่ยงซอสสีเข้มต่าง ๆ เพราะอาจจะทำให้ชิ้นงานเป็นรอยด่างได้ นอกจากนี้ก็ไม่ควรนำเข้าไมโครเวฟหรือเครื่องล้างจานค่ะ

magewappa souvenirs
บรรดาของฝากมาเงะวัปปะ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ก่อนกลับพวกเราแวะช้อปปิ้งซื้อสินค้าคุณภาพเป็นที่ระลึกกลับบ้าน สินค้าทุกชิ้นมีดีไซน์ดี คุณภาพสูง เพราะเป็นงานที่ทำด้วยมือทุกชิ้น พวกเราได้ซื้อตะเกียบไม้กลับมาเป็นที่ระลึกค่ะ เพราะมีน้ำหนักเบามาก ๆ และขัดเกลามาอย่างสวยงาม

Odate Kogeisha Handicraft Studio (大館工芸社ハンディクラフトスタジオ)
ที่อยู่:29-15 Ieushiro, Shakanai, Odate-shi, Akita 017-0012
การเดินทาง : นั่งรถไฟ JR ลงที่สถานี Odate แล้วนั่งรถต่อ 10 นาที
เวลาทำการ: 10.00 – 16.00 น.
สำหรับการทำเวิร์คช็อปนั้น ผู้สนใจต้องติดต่อจองล่วงหน้า

การเดินทาง

• อาคิตะ: นั่งรถไฟชินกันเซ็นสาย Akita Shinkansen จาก สถานี JR Tоkyо (東京駅) ไปสถานี Akita (秋田駅) ใช้เวลา 230 นาที
• โอดาเตะ: นั่งรถไฟ Limited Express Tsugaru (90 นาที) จากสถานี Akita ไปสถานี JR Оdate (大館駅)
• คาคุโนะดาเตะ: นั่งชินกันเซ็นสาย Akita Shinkansen ใช้เวลา 45 นาทีจากสถานี Akita ไปสถานี Kakunodate (角館駅) หรือถ้าเดินทางมาจากโตเกียว สามารถนั่งชินกันเซ็นสาย Akita Shinkansen ได้เช่นกัน โดยใช้เวลา 190 นาที

หากเพื่อน ๆ กำลังวางแผนท่องเที่ยวจังหวัดอาคิตะกันอยู่ หวังว่าบทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์นะคะ และคิดว่าเพื่อน ๆ ก็คงจะหลงเสน่ห์จังหวัดอาคิตะไม่แพ้พวกเราแน่ ๆ ค่ะ ใครไปตามรอยมาแล้วแวะมาเล่าให้ฟังด้วยนะคะ สำหรับบทความหน้า มาติดตามการท่องเที่ยวชมวิวฤดูใบไม้ร่วงแบบเต็มอิ่มกับเราในท้องที่ไอสึ จังหวัดฟุกุชิม่ากันค่ะ