ชม ชิม ชิว 10 ประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่โทโฮคุ

10 Experiences in Tohoku Cover
Last updated:

โทโฮคุ (Tohoku) เป็นดินแดนฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นที่หลายท่านอาจจะยังไม่ค่อยรู้จักหรือคุ้นเคยสักเท่าไหร่ โดยโทโฮคุประกอบไปด้วย 6 จังหวัดได้แก่ มิยางิ (Miyagi) ฟุกุชิมะ (Fukushima) ยามากาตะ (Yamagata) อิวาเตะ (Iwate) อาคิตะ (Akita) และอาโอโมริ (Aomori) ซึ่งนอกจากแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมให้เราได้สนุกอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการล่องเรือ การทำตุ๊กตาโคเคชิ และการนั่งรถไฟภัตตาคารหรู ในโอกาสที่ผู้เขียนมีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดมิยางิ อาโอโมริ และอิวาเตะมา ผู้เขียนได้เลือก 10 ประสบการณ์สุดประทับใจที่ห้ามพลาดมาแนะนำกันค่ะ

ชมและสัมผัสวัฒนธรรมเฉพาะตัวของโทโฮคุ

10 Exp Tohoku See

ตุ๊กตาโคเคชิ ตุ๊กตาไม้ที่มีเอกลักษณ์ของโทโฮคุ

ทฤษฎีที่มาของตุ๊กตาโคเคชิ (Kokeshi Doll) นั้นมีหลายทฤษฎีด้วยกัน ทฤษฎีหนึ่งเล่าว่าช่างไม้ผู้ผลิตถ้วยและภาชนะต่าง ๆ นั้นได้ใช้ไม้ที่เหลือมาทำเป็นตุ๊กตา โดยช่างไม้นิยมประดิษฐ์โคเคชิเพื่อจำหน่ายเป็นของฝากตามแหล่งอนเซ็นในภูมิภาคโทโฮคุเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดมิยางิที่ถือเป็นแหล่งผลิตใหญ่ของภูมิภาค และนอกจากจะชมตุ๊กตาโคเคชิดีไซน์ต่าง ๆ แล้ว ยังมีแหล่งกิจกรรมระบายสีตุ๊กตาโคเคชิอยู่มากมายอีกด้วยนะ!

สำหรับที่มาของชื่อตุ๊กตาโคเคชินั้นมีหลายทฤษฎีด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือทฤษฎีที่ว่าชื่อโคเคชิมาจากการที่ตุ๊กตามีทรงผมคล้ายกับทรง “เคชิโบสุ (芥子坊主, Keshibousu)” ทรงผมที่นิยมกันในหมู่เด็กชายและเด็กหญิงญี่ปุ่นยุคเอโดะ (Edo Period) แม้ตุ๊กตาโคเคชิจะมีทั้งหมด 10 แบบที่ต่างกันไปตามดีไซน์ท้องถิ่นต่าง ๆ แต่จุดเด่นที่มีร่วมกันคือหัวที่กลมและลำตัวเป็นทรงกระบอก นอกจากนี้ แม้เดิมทีจะตกแต่งด้วย 3 สีเท่านั้น (สีแดง สีดำ สีเหลือง) แต่ปัจจุบันตุ๊กตาโคเคชิมีสีสันที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้เป็นของดีท้องถิ่นที่สามารถชมได้ไม่มีเบื่อ และเป็นหนึ่งในงานฝีมือที่เป็นสัญลักษณ์ของภูมิภาคโทโฮคุ

สถานที่หนึ่งในจังหวัดมิยางิที่จะสามารถชมและสัมผัสกับตุ๊กตาโคเคชิได้ ก็คือ Miyagi Prefecture Matsushima Rikyu แหล่งคอมมูนิตี้ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปี 2020 โดยโซนที่ห้ามพลาดภายในพื้นที่ Matsushima Rikyu มีเช่นสวน Rikyu Garden สวนญี่ปุ่นที่ถูกออกแบบมาอย่างสวยงามให้เราสามารถชมความงามของแต่ละฤดูได้ ไม่ว่าจะเป็นซากุระในฤดูใบไม้ผลิและใบไม้แดงในฤดูใบไม้ร่วง อีกส่วนที่เด่นคือหอ Letzel Tower ที่บูรณะขึ้นใหม่จากหอเดิมที่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวเช็ก Jan Letzel โดยมีลักษณะเป็นเจดีย์ญี่ปุ่นที่มีสิบด้านและมีความสูงสามชั้น ทำให้หอ Letzel Tower เข้ากับภูมิทัศน์ของมัตสึชิมะได้อย่างกลมกลืน

Matsushima Rikyu มีคอนเซ็ปต์คือการเป็นจุดท่องเที่ยว แหล่งพักผ่อนหย่อนใจ และแหล่งทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น เวิร์คช็อป บาร์บีคิวบนชั้นดาดฟ้า เป็นต้น โดยพื้นที่ภายในมี 2 ขั้นและแบ่งออกเป็นโซนเข้าฟรีและโซนที่ต้องเสียค่าเข้า พื้นที่ชั้น 1 มีร้านอาหาร Hamayaki Grill Rikyu ที่เสิร์ฟหอยและปลาสด ๆ ให้เราปิ้งย่างอย่างจุใจ และร้านจำหน่ายขนมของฝาก รวมถึงมีจุดบริการให้เช่าจักรยานปั่นเที่ยวได้ โดยไฮไลท์ของชั้น 1 คือสวน Rikyu Garden นั่นเอง ซึ่งที่สวนจะมีการเปิดไฟประดับทุกวันตลอดทั้งปี

สำหรับพื้นที่ชั้น 2 เองก็มีทั้งร้านอาหารอย่าง Jimoto Kaisen Syokudo และร้านจำหน่ายสินค้าของฝากเช่นเดียวกัน แต่ที่เป็นไฮไลท์ของชั้น 2 คือ Rikyu Hall ที่มีกิจกรรมเวิร์คช็อป อีกทั้งยังมีร้าน Rental Kimono Umeluv ให้เช่าชุดกิโมโนลงไปเดินถ่ายรูปบริเวณสวน Rikyu Garden ที่ชั้น 1 ได้ และสำหรับใครที่สนใจรู้จักมัตสึชิมะเพิ่มเติม ที่ชั้นสองก็มีพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมเพื่อรู้จักประวัติศาสตร์ของมัตสึชิมะได้

นอกจากร้านค้าต่าง ๆ ที่ชั้น 1 และ 2 แล้ว Matsushima Rikyu ยังมีโซนดาดฟ้าให้ขึ้นไป “ปิกนิกลอยฟ้า” และชมวิวอ่าวมัตสึชิมะและสวน Rikyu Garden ได้พร้อม ๆ กัน

ที่นี่เราสามารถเดินดูตุ๊กตาโคเคชิดีไซน์หลากหลายรูปแบบ พร้อมทั้งเข้าร่วมเวิร์คช้อประบายสีตุ๊กตาโคเคชิ อีกทั้งในวันสุดสัปดาห์จะมีช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญในการทำตุ๊กตาโคเคชิแต่ละแบบเวียนกันมาสาธิตการทำตุ๊กตาโคเคชิให้เราได้ชมกันแบบใกล้ชิดอีกด้วย

ผู้เขียนได้ลองทำตุ๊กตาแบบยะจิโรโคเคชิ (Yajirou Kokeshi Doll) ซึ่งเป็นแบบที่มีที่มาจากหมู่บ้านยะจิโร (Yajirou Kokeshi Village) ในเมืองชิโรอิชิ (Shiroishi City) ของจังหวัดมิยางิที่เป็นสถานที่จัดงานแข่งขันตุ๊กตาโคเคชิแห่งชาติญี่ปุ่นในทุก ๆ วันที่ 3-5 พฤษภาคม โดยจุดเด่นของยะจิโรโคเคชิคือหน้าตาจิ้มลิ้มอ่อนโยน และการระบายสีลำตัวด้วยสีที่สดใสสวยงาม

ครั้งนี้เป็นการลองทำตุ๊กตาโคเคชิเป็นครั้งแรกแต่ก็ได้ผู้สอนมาคอยดูแลกำกับเป็นอย่างดีจนได้น้องโคเคชิน่ารัก ๆ กลับบ้าน จุดหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกสนุกเป็นพิเศษคือการได้ออกแบบลวดลายเสื้อผ้าของตุ๊กตาเอง ถ้ามีโอกาสมาที่นี่ ลองมาทำกิจกรรมนี้แล้วพาตุ๊กตาโคเคชิหนึ่งเดียวในโลกของเรากลับบ้านกัน!

Miyagi Prefecture Matsushima Rikyu
ที่อยู่: 18 Namiuchihama, Matsushima, Matsushima-machi Miyagi-gun, Miyagi 981-0213
เวลาทำการ: 9:00–22:00
ค่าเข้า: เริ่มต้นที่ผู้ใหญ่ 600 เยน (ค่าตั๋ว 1 Day Passport ที่รวมกิจกรรมทำตุ๊กตาโคเคชิ 2,000 เยน)
เว็บไซต์: rikyu-m.com

ชมโคมไฟยักษ์และทำกระดาษสาจากต้นแอปเปิ้ลอาโอโมริ!

พูดถึงการชมโคมไฟยักษ์และกิจกรรมเวิร์คช้อป คุณอาจจะนึกถึงการไปตามพิพิธภัณฑ์หรืออีเว้นท์งานคราฟท์ แต่รู้ไหมว่าคุณสามารถหาประสบการณ์แบบเดียวกันนี้ได้ที่ Hoshino Resorts Aomoriya ที่พักสุดพิเศษในจังหวัดอาโอโมริ เพราะที่นี่จะมีลานกิจกรรมในชั้นใต้ดินที่มีโคมไฟต่าง ๆ นานาประดับให้ชมกันจนรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในงานเทศกาลญี่ปุ่นก็ว่าได้ โดยมีตัวชูโรงเป็นโคมไฟเนบุตะ (Nebuta) โคมไฟยักษ์งานประณีตที่พบเห็นได้ในเทศกาลเนบุตะ-เนปูตะ (Nebuta / Neputa Festival) ของจังหวัดซึ่งจัดเป็นเทศกาลฤดูร้อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของโทโฮคุ การได้มาเดินดูโคมไฟเนบุตะในบรรยากาศแบบนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้วาร์ปไปร่วมงานเทศกาลฤดูร้อนของอาโอโมริก็ไม่ปาน

แต่นอกจากชมโคมไฟประดับเพลิน ๆ แล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมให้เราทำแผ่นกระดาษจากจากต้นแอปเปิ้ล (สัญลักษณ์ของดีอาโอโมริ) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโคมไฟกระดาษยักษ์ของโรงแรมอีกด้วย ซึ่งการทำกิจกรรมกระดาษสานี้จะมีพนักงานมาอธิบายและสอนให้ ดังนั้นมือใหม่ไม่ต้องห่วงเลย ฟังเผิน ๆ แล้วกิจกรรมทำกระดาษสาอาจจะฟังดูไม่มีอะไรมาก แต่การได้เห็นกระดาษค่อย ๆ เป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาในที่ร่อนในมือของเราเป็นอะไรที่เพลิดเพลินได้อย่างคาดไม่ถึงทีเดียว

ในกิจกรรมนี้จะมีการทำกระดาษสาทั้งหมดสองแผ่นด้วยกัน โดยแผ่นหนึ่งจะถูกนำไปแปะเป็นส่วนหนึ่งของโคมไฟยักษ์ที่รวมกระดาษสาฝีมือแขกของโรงแรม โดยโคมดังกล่าวนี้จะเป็นโคมกระดาษสาแอปเปิ้ลที่สื่อถึงความเป็นหนึ่งเดียวและจะถูกนำไปตกแต่งต่อไป ส่วนอีกแผ่นนั้นเราสามารถเก็บกลับบ้านเป็นที่ระลึกได้

ชมการแสดง “Scoop Shamisen” เครื่องดนตรีพื้นบ้านของอาโอโมริ

“Scoop Shamisen” (ชามิเซ็งพลั่ว) เป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านของอาโอโมริที่มีต้นกำเนิดที่แปลกนิดนึง เรื่องมีอยู่ว่าในปี 1985 ณ วงสังสรรค์หนึ่ง มีชายคนหนึ่งนำพลั่วที่ตักหิมะและที่เปิดจุกขวดมาเคาะประกอบจังหวะพร้อมทำท่าเลียนแบบเครื่องดนตรีชามิเซ็ง (Shamisen, เครื่องดนตรีประเภทดีดดั้งเดิมของญี่ปุ่น) จึงเป็นที่มาของ “Scoop Shamisen” เครื่องดนตรีท้องถิ่นของจังหวัดอาโอโมริ และด้วยความที่เครื่องดนตรีนี้ประกอบจากของที่หาได้ทั่วไป จึงไม่แปลกที่ Scoop Shamisen จะเป็นที่แพร่หลายอย่างรวดเร็ว และยังมีการจัดงานแข่งขัน “Scoop Samisen World Tournament ครั้งที่ 1” ขึ้นที่ศูนย์การค้าของเมืองโกโชกาวาระ (Goshogawara City) ในปี 2007 ด้วย โดยมีผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งคนญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ

แม้ปกติเราจะหาชม Scoop Shamisen ได้ในช่วงฉลองสิ้นปีและตามกิจกรรมต่าง ๆ แต่ที่ Hoshino Resorts Aomoriya แห่งนี้มีโชว์ให้เราได้ชมกันด้วย โดยจะมีนักดนตรี 4 คนมาเล่น Scoop Shamisen ให้เข้ากับจังหวะเพลงที่เปิดคลอ ถ้าดูเผิน ๆ อาจจะดูเหมือนนักดนตรีเหล่านี้กำลังเล่นชามิเซ็ง แต่จริง ๆ แล้วพวกเขากำลังเคาะจุดต่าง ๆ ของพลั่วที่ทำให้ได้เสียงต่างออกไป และพวกเขาเล่นอย่างพร้อมเพรียงและเท่มาก ๆ จนทุกคนที่ได้ดูต่างตื่นเต้นตามได้ไม่ยากเลย แถมนักดนตรีที่มาแสดงที่นี่มีดีกรีได้รับรางวัลชนะเลิศมาแล้วด้วย! ตอนท้ายจะมีให้แขกของโรงแรมเข้าไปทดลองเล่นได้ด้วย ถือเป็นมุมหนึ่งของดนตรีพื้นบ้านญี่ปุ่นที่หาได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น ไม่แน่ว่ากลับบ้านแล้วผู้เขียนอาจจะหาพลั่วมาเคาะเล่นแบบนี้บ้างก็ได้ เพราะมันน่าสนุกจริง ๆ (ฮา)

Hoshino Resorts Aomoriya
ที่อยู่: 56 Furumagiyama, Misawa-shi, Aomori-ken, Japan 033-0044
เวลาทำการ: (ชั่วโมงกิจกรรมเทศกาล) กันยายน-พฤศจิกายน 18:00 -22:00, ธันวาคม-มีนาคม 16.00 – 21:00
ค่าเข้า: 100 เยน
เว็บไซต์: hoshinoresorts.com

ชิมของอร่อยที่จะพาคุณเข้าถึงรสชาติแห่งโทโฮคุ

10 Exp Tohoku Gourmet

กินพายแอปเปิ้ล พร้อมชมวิวทะเลสาบชิว ๆ

ถ้าพูดถึงแอปเปิ้ลของญี่ปุ่นแล้ว อย่างแรกที่ทุกคนต้องนึกถึงคือแอปเปิ้ลของจังหวัดอาโอโมริ เพราะที่นี่เป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อว่าผลิตแอปเปิ้ลที่อร่อยที่สุดของญี่ปุ่น เมื่อก่อนผู้เขียนเองก็แอบเฉย ๆ กับเมนูเช่นพายแอปเปิ้ล จนกระทั่งมาใช้ชีวิตในโทโฮคุและได้ชิมพายแอปเปิ้ลของที่นี่ก็กลายเป็นติดใจในทันที เพราะพายเนื้อแอปเปิ้ลของที่นี่ไม่เหมือนที่เคยชิมมาเลย ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น รสชาติ และรสสัมผัส โดยร้านหนึ่งที่ผู้เขียนขอแนะนำคือร้าน Towadako MarineBlue ร้านคาเฟ่ริมทะเลสาบโทวาดะ (Towada Lake) ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่คาบเกี่ยวพื้นที่จังหวัดอาโอโมริและอาคิตะ

ตัวร้านเป็นบ้านไม้เล็ก ๆ ที่มีทั้งที่นั่งในร้านและที่นั่งริมระเบียงที่เหมาะสำหรับวันที่อากาศดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะเราจะได้ชมวิวทะเลสาบสีน้ำเงินสวยงามพร้อมอร่อยกับพายแอปเปิ้ลที่เป็นเมนูขึ้นชื่อของร้าน โดยพายแอปเปิ้ลของร้านนี้มีแป้งรสสัมผัสกำลังดี ไม่ได้นิ่มเละหรือกรอบเกินไป และจะเสิร์ฟแบบเพิ่งทำเสร็จใหม่ร้อน ๆ จากเตา ส่วนแอปเปิ้ลที่เป็นตัวชูโรงนั้นจะเป็นแอปเปิ้ลพันธุ์ฟูจิเนื้อแน่น ๆ รสชาติไม่หวานโดด ซึ่งเป็นแอปเปิ้ลสายพันธุ์ที่โด่งดังที่สุดสายพันธุ์หนึ่งของอาโอโมริก็ว่าได้ ที่สำคัญคือไม่มีการใส่อบเชย (ซินนาม่อน) เพราะเจ้าของร้านอยากให้พายนี้ได้รสธรรมชาติของแอปเปิ้ลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเป็นจุดที่ผู้เขียนชอบมากเป็นการส่วนตัว

ความฮิตและชื่อเสียงของพายแอปเปิ้ลที่นี่จะเห็นได้จากการที่มีลูกค้าเดินเข้า-ออกร้านตลอด ดังนั้นถ้ามาช่วงบ่ายมีสิทธิ์ว่าพายแอปเปิ้ลในวันนั้นจะหมดเสียก่อน ดังนั้นขอแนะนำว่าให้มาช่วงเช้าหรือก่อนเที่ยงจะดีที่สุด

Towadako MarineBlue
ที่อยู่: Yasumitai, Towadako Kosaka, Kazuno District, Akita
เวลาทำการ: 8:00 -18:00
เว็บไซต์: marineblue.jp

jnto banner 1

แอปเปิ้ลไซเดอร์ เครื่องดื่มหอมยั่วยวนจากแอปเปิ้ลอาโอโมริ

อีกของดีที่ผลิตจากแอปเปิ้ลอาโอโมริที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือแอปเปิ้ลไซเดอร์ (เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่หมักจากแอปเปิ้ล) ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเครื่องดื่มที่มีต้นกำเนิดจากยุโรป แต่ก็สามารถสื่อถึงความอร่อยของแอปเปิ้ลอาโอโมริที่มีความเป็นมายาวนานถึง 130 ปีได้เป็นอย่างดี และที่หนึ่งที่เพื่อน ๆ จะหาชิมแอปเปิ้ลไซเดอร์ได้คือที่ A-FACTORY ศูนย์การค้าในเมืองอาโอโมริที่รวมของดีทุกอย่างจากอาโอโมริไว้ในที่เดียว โดยเฉพาะสารพัดของดีจากแอปเปิ้ล

แอปเปิ้ลไซเดอร์ของที่นี่จะเป็นแอปเปิ้ลไซเดอร์ที่ผลิตและกลั่นในโรงงานของ A-FACTORY เองเลย กระบวนการผลิตหลัก ๆ จะเป็นการนำแอปเปิ้ลไปหมักในแท้งค์ขนาดใหญ่และนำมากลั่นเมื่อถึงเวลา โดยภายในอาคารจะมีแท้งค์กลั่นทั้งหมด 8 แท้งค์ด้วยกัน สำหรับตัวเครื่องดื่มที่ได้จะมีฟองที่ละเอียดนุ่ม หอมกลิ่นแอปเปิ้ล จิบแล้วละมุนลิ้น แถมดื่มง่าย ซึ่งบริเวณชั้น 2 จะมีสตูดิโอ A-FACTORY AOMORI CIDRE ให้เราเข้าไปเลือกชิมแอปเปิ้ลไซเดอร์ได้มากถึง 8 ชนิดด้วยกัน วิธีใช้บริการนั้นง่ายมาก เพียงเลือกซื้อบัตรเติมเงินที่ร้านอาหารชั้น 2 (มีให้เลือก 3 ราคา 300 เยน, 600 เยน, 900 เยน) แล้วมาเลือกกดชิมแอปเปิ้ลไซเดอร์ที่อยากลองได้ โดยแอปเปิ้ลไซเดอร์จะมีให้เลือก 3 ราคาเช่นกัน คือ 100 เยน, 200 เยน และ 300 เยน สำหรับครั้งนี้ผู้เขียนซื้อบัตรเติมเงินราคา 900 เยนมาเพื่อชิมแอปเปิ้ลไซเดอร์ให้เต็มที่

ในบรรดาแอปเปิ้ลไซเดอร์มากมายที่มีให้เลือกชิม จะมีแบรนด์มาตรฐานที่วางจำหน่ายตลอดปีคือ AOMORI CIDRE ที่ผลิตที่ A-FACTORY แห่งนี้ แบรนด์นี้มีทั้งหมด 3 รส ด้วยกันคือ STANDARD, SWEET และ DRY โดยตัว DRY เคยคว้าเหรียญทองได้ในการประกวด International Cider Challenge ปี 2021 ส่วน STANDARD และ SWEET เคยได้รางวัลเหรียญเงิน นอกจากยี่ห้อ AOMORI CIDRE แล้วยังมี NIKKA CIDRE และ KIMORI CIDRE ให้เลือกชิมอีกด้วย ทั้งนี้ถ้าสงสัยว่าไซเดอร์ตัวนี้มีรสชาติแบบไหน ตรงเครื่องกดจะมีตารางอธิบายรายละเอียดของแอปเปิ้ลไซเดอร์ต่าง ๆ ให้เราดูก่อนได้ โดยในตารางจะบอกทั้งสายพันธุ์ของแอปเปิ้ลที่ใช้ เปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์ รสชาติ รวมไปถึงอาหารที่ควรจับคู่กัน

ถ้าใครอยากนั่งดื่มชิว ๆ ที่นี่ก็มีที่นั่งและตู้กดถั่วให้ทานเป็นกับแกล้มด้วย ตัวผู้เขียนไม่เคยลองชิมยี่ห้อไหนเลย จึงเลือกที่จะกดดื่มชนิดละแก้ว ในบรรดาทั้งหมดนี้ผู้เขียนชอบยี่ห้อ NIKKA CIDRE รส SWEET เพราะรสชาติกลมกล่อมที่สุดจากทั้งหมด 8 ชนิด ซึ่งผู้เขียนทราบมาทีหลังว่าแบรนด์ NIKKA CIDRE เป็นแอปเปิ้ลไซเดอร์เจ้าแรกของประเทศญี่ปุ่น แถมเป็นรสที่มือใหม่ก็ดื่มง่ายมาก ๆ ด้วย ดังนั้นไม่ว่าใครก็สามารถสนุกกับการชิมเจ้าไซเดอร์ตัวนี้ได้แน่นอน

A-FACTORY
ที่อยู่: 1 Chome-4-2 Yanakawa, Aomori, 038-0012, Japan
เวลาทำการ: 9:00-19:00 (เวลาทำการของร้านอาหารแต่ละร้านจะเปลี่ยนไปตามวัน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเช็คที่เว็บไซต์ทางการอีกครั้ง)
เว็บไซต์: www.jre-abc.com

ร้าน Shiogama Sushi Tetsu ร้านซูชิที่ปั้นด้วยมือที่ใส่ใจ

แน่นอนว่ามาเที่ยวญี่ปุ่น ทุกคนจะต้องมองหาร้านซูชิที่เป็นอาหารญี่ปุ่นสุดคลาสสิก และโทโฮคุเองก็ขึ้นชื่อเรื่องแหล่งอาหารทะเลอร่อย ๆ เช่นกัน เช่นเมืองชิโอะกามะ (Shiogama City) จังหวัดมิยางิ โดยในเมืองนี้มีร้านซูชิสุด Local ร้านนึงที่คนท้องถิ่นรัก นั่นคือร้าน Shiogama Sushi Tetsu (塩釜すし哲 本店) จุดเด่นของร้านนี้คือการใช้ปลาท้องถิ่นของจังหวัดมิยางิและอ่าวมัตสึชิมะ (Matsushima Bay) ทำให้มั่นใจได้เลยว่าซูชิที่นี่ใช้ปลาที่สดอร่อยจากทะเลแน่นอน ที่สำคัญคือทางร้านยังใช้ปลาประจำฤดูกาลอีกด้วย ทำให้ซูชิแต่ละจานสามารถสื่อถึงความอร่อยที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาลนั้น ๆ ได้ด้วย กล่าวได้ว่ามาที่นี่แต่ละครั้งจะได้ชิมซูชิที่อร่อยไม่ซ้ำกันเลยก็ว่าได้

ภายในร้านมีที่นั่งเคาน์เตอร์และที่นั่งแบบโต๊ะธรรมดา แน่นอนว่าเราเลือกนั่งที่นั่งแบบเคาน์เตอร์ซึ่งเป็นที่นั่งที่เราจะได้เห็นลีลาการปั้นระดับมืออาชีพของเชฟประจำร้านผู้คร่ำหวอดในวงการ ซึ่งการได้เห็นเชฟแล่ปลาปั้นข้าวจนซูชิเริ่มเป็นรูปเป็นร่างนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เรายิ่งตื่นเต้นเมื่อซูชิที่เสร็จแล้วมาเสิร์ฟในจานอย่างสวยงาม

ตอนไปเยี่ยมที่ร้าน ผู้เขียนสั่งนิงิริชุดพิเศษ “Sushi Tetsu Monogatari (すし哲物語)” ที่ชื่อแปลตรงตัวได้ว่า “เรื่องราวของ Sushi Tetsu” (ราคา 3,800 เยน) ซึ่งเป็นเมนูขึ้นชื่อของร้านเลยก็ว่าได้ เมนูนี้จะเสิร์ฟซูชิหลากหลายหน้าทั้งหมด 12 คำมาในจานกระเบื้องเนื้อดีจากเมืองอาริตะ (Arita Town) เมืองที่มีชื่อเสียงด้านเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งการรู้รายละเอียดตรงนี้ทำให้เรารู้สึกได้ถึงความใส่ใจของร้าน สมกับคอนเซ็ปต์ของร้านที่ว่า “ปั้นด้วยมือที่ใส่ใจ” (握る手に心) กล่าวได้ว่าถ้าจะมีจานไหนที่เล่าถึงตัวตนของร้าน Shiogama Sushi Tetsu แห่งนี้ได้ เมนูนั้นคงเป็น Sushi Tetsu Monogatari อย่างไม่ต้องสงสัย

ซูชิทุกคำในจานนี้ต่างมีเนื้อสัมผัสที่ทั้งนุ่มลิ้นและสดอร่อยจนแทบละลายในปาก แต่ชิ้นที่ผู้เขียนตั้งหน้าตั้งตารอชิมมากที่สุดคือซูชิหน้ามากุโระ (Maguro, ทูน่าครีบน้ำเงิน) ดองโชยุ ซึ่งเป็นเมนูที่ผู้เขียนรู้จากซีรีย์เรื่องนึงที่เล่าว่าซูชินี้หาทานได้เฉพาะร้านที่เก่าแก่เท่านั้น และเชฟต้องมีความชำนาญในการดองตามวิธีถนอมอาหารแบบโบราณอีกด้วย ดังนั้นการได้มาชิมซูชิหายากในร้านนี้จึงเป็นโอกาสที่พิเศษมาก ๆ และยังตอกย้ำถึงความพิเศษของตัวร้านอีกด้วย

ขณะที่นั่งรับประทานเชฟแนะนำว่าตอนนี้มีจานเงินที่อร่อยมาก ๆ อยากให้ลอง ซึ่งตอนแรกผู้เขียนไม่เข้าใจว่าจานเงินหมายถึงอะไร จนกระทั่งเชฟปั้นซูชิปลาซาบะ (Mackerel)​ และซันมะ (Pacific Saury) จึงได้ทราบว่าจาน “เงิน” ณ ที่นี้หมายถึงปลาครีบเงินแวววาวนี้เอง จานนี้ถือเป็นจานที่อร่อยไม่แพ้ Sushi Tetsu Monogatari เลย โดยเฉพาะปลาซันมะที่มีฉายาว่า “ปลาแห่งฤดูใบไม้ร่วง” เพราะฤดูนี้เป็นช่วงที่ปลาสะสมไขมันสำหรับเตรียมเข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้ช่วงนี้เป็นช่วงที่ปลาซันมะอร่อยที่สุด สุดท้ายนี้เราล้างปากกันด้วยเชอร์เบทองุ่น Homemade หอมสดชื่นที่ทางร้านทำเอง เป็นการปิดมื้ออาหารที่สมบูรณ์แบบสุด ๆ เลยล่ะ

นอกจากจะมีซูชิที่หายากแล้ว ร้าน Shiogama Sushi Tetsu ยังมีความพิเศษในฐานะร้านซูชิที่ตั้งอยู่ในเมืองชิโอกามะ ซึ่งเป็นเมืองที่มีจำนวนร้านซูชิมากเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัด ฟังแบบนี้แล้วการแข่งขันของร้านซูชิที่นี่ต้องดุเดือดแน่นอน แต่ร้าน Shiogama Sushi Tetsu มีจุดขายสำคัญคือหัวใจของร้านที่อยากให้ผู้คน “สามารถลิ้มรสความอร่อยของซูชิที่แท้จริงได้ ในราคาที่สมเหตุสมผล” นั่นเอง ด้วยความที่ราคาเข้าถึงได้และอร่อยแบบนี้ จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมร้านนี้ถึงเป็นร้านในดวงใจของใครหลายคนที่นี่

Shiogama Sushi Tetsu
ที่อยู่: 2-22 Kaigandori, Shiogama, Miyagi 985-0002, Japan
เวลาทำการ: วันปกติ11:00-15:00 และ 16:30-21:00, วันสุดสัปดาห์/วันหยุดนักขัตฤกษ์ 11:00-21:00 (หยุดทุกวันพฤหัส)
เว็บไซต์: shiogama-sushitetsu.com

อร่อยกับพิซซ่าและนานาอาหารอิตาเลี่ยนท่ามกลางหุบเขา

หลายคนอาจจะถือคติว่ามาญี่ปุ่นแล้วต้องกินอาหารญี่ปุ่นให้เต็มที่ แต่ถ้าจู่ ๆ คุณนึกอยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง มาที่ร้านร้านอาหารอิตาเลี่ยน Stone Oven Pizza Ortolana ในจังหวัดอาโอโมริแห่งนี้ได้เลย โดยผู้เขียนรับประกันว่าอาหารอิตาเลี่ยนที่ร้านนี้จะไม่เหมือนอาหารอิตาเลี่ยนที่เคยชิมกันในไทยแน่นอน

Stone Oven Pizza Ortolana เป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยนที่มีจุดขายคือคือพิซซ่าและสลัดผักสด ตัวพิซซ่าของร้านมีความหอมเป็นพิเศษเพราะอบด้วยเตาถ่าน แถมเนื้อแป้งมีความบางกรอบอร่อย และยังมีหน้าพิซซ่าต่าง ๆ ให้เลือกมากมาย แต่ในจำนวนนี้ มีหน้าพิซซ่าที่ผู้เขียนเชื่อว่าหาที่อื่นไม่ได้แน่นอน นั่นคือ Sweet pizza ซึ่งเป็นพิซซ่าหน้าแอปเปิ้ล ผลไม้ของดีอาโอโมรินั่นเอง

ที่นี่ใช้แนวคิด Kamikitan Food (かみきたんフード) แนวคิดที่เกิดจากเมืองคามิคิตะ (Kamikita Town) จังหวัดอาโอโมริ ซึ่งเป็นเมืองที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งวัตถุดิบเกษตรและอาหารทะเลชั้นเลิศ โดยแนวคิด Kamikitan Food มีหัวใจหลัก 3 ข้อ คือ

  1. ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาล
  2. นำวัตถุดิบมาปรุงอาหารให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  3. คำนึงถึงสุขภาพเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการควบคุมปริมาณโซเดียมและไขมันในอาหาร

ในหนึ่งปีทางร้านจะเปิดให้บริการอยู่ 2 ช่วงเวลา ได้แก่ช่วงบุฟเฟ่ต์และช่วง a la carte (สำหรับปีนี้บริการบุฟเฟ่ต์ตั้งแต่ 23 เมษายน – 18 พฤศจิกายน สามารถดูตารางเวลาและรายละเอียดของร้านเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ร้าน) ผู้เขียนไปถึงช่วง 11:30 ซึ่งเป็นช่วงที่คนค่อนข้างแน่นร้านเราจึงยืนรอคิวอยู่สักพัก ขณะรอเราจะได้ยืนดูเชฟนวดแป้งพิซซ่าแล้วนำเข้าเตาอบได้อย่างใกล้ชิดซึ่งเป็นอะไรที่ดูเพลินมากทีเดียว เมื่อได้คิวแล้วพนักงานจะพาไปนั่งที่โต๊ะพร้อมกับให้กระดาษโน้ตที่บอกเวลาเริ่มบุฟเฟ่ต์ กล่องใส่ช้อน ส้อม มีด และ ถุงมือ เท่านี้เราก็พร้อมลุยบุฟเฟ่ต์แล้ว

ณ ที่ตักอาหารมีทั้งสลัดบาร์ขนาดใหญ่ที่รวมผักจากไร่ของคนท้องถิ่น และยังมีกับข้าว พิซซ่า กราแตง แกงกะหรี่ รวมไปถึงซุปร้อน ๆ หอม ๆ ให้ซดแก้หนาวได้ เรียกได้ว่าครบครันจริง ๆ ทั้งนี้หากมาช่วงที่ทางร้านเปิดบริการแบบบุฟเฟต์แต่อยากสั่งเฉพาะพิซซ่า ก็สามารถสั่งแบบ Take out ไปกินพร้อมชมวิวสวย ๆ ของภูเขาโดยรอบได้ ซึ่งการได้อร่อยกับพิซซ่าอิตาเลี่ยนหอม ๆ กลางภูเขาเขียวขจีที่นี่สามารถทำให้เพื่อน ๆ รู้สึกอร่อยเพลินจนลืมเวลาไปเลยทีเดียว

สำหรับราคาบุฟเฟ่ต์ จะแบ่งตามอายุ ดังนี้
ม.ปลายขึ้นไป 1,920 เยน
ม.ต้น 1,660 เยน
ประถม 920 เยน
3 ขวบขึ้นไป 500 เยน
ต่ำกว่า 3 ขวบ ฟรี

Stone Oven Pizza Ortolana
ที่อยู่: Tochikubo-11-253 Okuse, Towada, Aomori 034-0301, Japan
เวลาทำการ: 11:00 15:30
เว็บไซต์: ortolana.jp

ชิวกับสุดยอดวิวของโทโฮคุ

10 Exp Tohoku Scenery

ล่องเรือทะเลสาบโทวาดะ หนึ่งในทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น

ข้างต้นของบทความผู้เขียนได้แนะนำคาเฟ่ริมทะเลสาบโทวาดะไปแล้ว ครั้งนี้เราจะมาแนะนำทะเลสาบแห่งนี้ในด้านจุดชมวิวชั้นเยี่ยมกันบ้าง ทะเลสาบโทวาดะเป็นทะเลสาบที่เกิดจากปล่องภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น มีเส้นรอบวงประมาณ 46 กม. ซึ่งครอบคลุมทั้งจังหวัดอาโอโมริและจังหวัดอาคิตะ และมีความลึกเป็นอันดับ 3 ในญี่ปุ่น ทะเลสาบโทวาดะมีอีกชื่อคือ “ทะเลสาบมหัศจรรย์” เนื่องจากน้ำในทะเลสาบไม่แข็งตัวในฤดูหนาว ทั้ง ๆ ที่อยู่บนเขาสูงทางตอนเหนือของโทโฮคุ

บริเวณรอบ ๆ จะมีแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมให้ทำมากมาย เช่น การเดินเล่นริมทะเลสาบ การถีบเรือเป็ด การพายเรือคายัค ล่องเรือชมทิวทัศน์ ตั้งแคมป์ สักการะศาลเจ้า และนั่งชิวตามคาเฟ่อย่างที่ได้กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้

กิจกรรมหนึ่งที่ห้ามพลาดเมื่อมาถึงทะเลสาบโทวาดะคือการนั่งเรือชมวิวรอบทะเลสาบ โดยเรือที่มีให้บริการคือ Lake Towada Excursion Boat จากบนเรือเราจะได้เห็นวิวผืนน้ำทะเลสาบสีน้ำเงินสวยตัดกับสีเขียวของภูเขาโดยรอบ และถ้ามาในฤดูใบไม้ร่วงล่ะก็เราจะได้เห็นเฉดสีร้อนแรงของใบไม้เปลี่ยนสีตัดกับทะเลสาบสีไพลินนี้แทน ทำให้ที่นี่เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสียอดนิยมแห่งหนึ่งของทั้งภูมิภาคโทโฮคุเลยก็ว่าได้
สำหรับเส้นทางการเดินเรือจะมีให้เลือกทั้งหมด 2 เส้นทาง คือ
คอร์ส A จาก Yasumiya (ท่าเรือใกล้ JR HOUSE TOWADA) ไปยัง Nenokuchi และคอร์ส B เป็นการชม คาบสมุทร Ogura และคาบสมุทร Nakayama โดยออกจาก Yasumiya ล่องเลียบอ่าวแล้ววกกลับไปยังที่เดิม ค่าโดยสาร 1,430 เยน เรือออกทุกชั่วโมง ตั้งแต่ 8:15-14:45 น.

ภายในเรือจะมีที่นั่งให้เลือกทั้งหมด 3 ชั้นด้วยกัน ชั้น 1 จะมีที่นั่งเพียงเล็กน้อย และมีร้านขายขนมเครื่องดื่ม รวมถึงมีรูปถ่ายของจักพรรดิ์องค์ก่อนซึ่งเคยเสด็จมาทัศนศึกษาที่นี่เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ เมื่อขึ้นบันไดมาชั้น 2 จะมีที่นั่งมากมายให้เลือกนั่งได้ตามอัธยาศัย อีกทั้งสามารถออกไปยังพื้นที่ระเบียงด้านนอกเพื่อชมวิวทะเลสาบพร้อมสัมผัสลมเย็น ๆ ได้อีกด้วย ส่วนที่นั่งชั้น 3 จะมีความหรูหราขึ้นมาอีกระดับ จากประสบการณ์ส่วนตัว ผู้เขียนขอแนะนำว่าเมื่อขึ้นเรือแล้วให้รีบมานั่งจองเก้าอี้ติดกระจกบริเวณหัวเรือ ซึ่งเป็นทำเลที่คุณจะได้ชมวิวทะเลสาบแบบพาโนรามาตลอดการเดินทาง นอกจากวิวทะเลสาบและภูเขาแล้ว ระหว่างล่องเรือเราจะเห็นเกาะเล็ก ๆ ชื่อ Ebisu Daikoku Island เกาะที่มีแลนด์มาร์กคือศาลเจ้าเล็ก ๆ และรูปปั้น The Bronze Statue of Maidens รูปปั้นหญิงเปลือยคู่ในท่ายื่นมือเข้าหากัน เป็นผลงานของ คุณโคทาโร ทาคะมูระ กวีและประติมากรชาวญี่ปุ่น

Lake Towada Excursion Boat (ท่าเรือ Nenokuchi)
ที่อยู่: Towadakohannenokuchi-16 Okuse, Towada, Aomori 018-5501, Japan
เวลาเดินเรือ: 8:15 16:50 (เวลาเดินเรือแตกต่างกันไปตามแต่ละคอร์ส/ท่าเรือ)
เว็บไซต์: www.toutetsu.co.jp

ศาลเจ้าโทวาดะ ศาลเจ้าทรงพลังที่สุดในโทโฮคุ

ศาลเจ้าโทวาดะ (十和田神社, Towada Shrine) เป็นศาลเจ้าที่อยู่ใกล้กับ The Bronze Statue of Maidens ซึ่งได้รับแรงศรัทธาจากผู้คนมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องความรักและเรื่องการใช้ชีวิตช่วยชี้นำทางให้เรา ที่มาของศาลเจ้าโทวาดะนั้นมีหลายทฤษฎีด้วยกัน แต่ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางคือโชกุนนามซากาโนะอุเอะ โนะ ทามุระมาโระ (坂上田村麻呂, Sakanoue no Tamuramaro) ได้แวะมาที่ทะเลสาบโทวาดะระหว่างการเดินทางปฏิบัติภารกิจในปี 807 และสร้างศาลเจ้าโทวาดะขึ้นเพื่ออุทิศแด่ยามาโตะ ทาเครุ โนะ มิโกโตะ (ヤマトタケルノミコト, Yamato Takeru no Mikoto) สมาชิกราชวงศ์สมัยญี่ปุ่นโบราณ ทำเลของศาลเจ้าโทวาดะอยู่บนแหลมนาคายามะซึ่งยื่นออกไปในทะเลสาบโทวาดะ

ในเรื่องของความขลังนั้น เชื่อกันว่าศาลเจ้าโทวาดะเป็นศาลเจ้าที่ทรงพลังมากที่สุดแห่งหนึ่งของโทโฮคุ เพราะตั้งอยู่บนทำเลที่พลังของมังกรแห่งดินและพลังของจิตวิญญาณแห่งทะเลสาบมาบรรจบกัน บริเวณศาลเจ้าจะมีเส้นทางพิเศษที่เรียกว่า “เส้นทางแห่งความโชคดี” ซึ่งเป็นเส้นทางที่ตั้งต้นจากรูปปั้นหญิงสาวซึ่งอยู่บริเวณทางเข้าศาลเจ้าแล้วมาสิ้นสุดที่ตัวศาลเจ้าโทวาดะ ตลอดเส้นทางจะมีทั้งป่าไม้ร่มรื่นศาลเจ้าที่สร้างจากหินลาวาซึ่งประดิษฐานเทพเจ้าต่าง ๆ เช่น เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ เทพเจ้าแห่งขุนเขา เทพเจ้าแห่งไฟ และ เทพเจ้าแห่งสายลม เป็นต้นอยู่ด้วย เป็นเส้นทางที่ให้เราชมความงามสงบของธรรมชาติและรับพลังจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปพร้อม ๆ กัน

นอกจากสักการะศาลเจ้าโทวาดะแล้ว ที่หนึ่งที่ห้ามพลาดเลยคือการไป “อุราไนบะ (Uranai-ba)” หรือ “พื้นที่ทำนายดวง” ซึ่งเป็นหินที่หันหน้าไปทางทะเลสาบโทวาดะและเป็นสถานที่ที่หมอดูมักมารับพลังแห่งการทำนาย ส่วนคนทั่วไปมักมาที่นี่เพื่ออธิษฐานเสี่ยงทายกัน ขั้นตอนนั้นมีง่าย ๆ เพียงใช้กระดาษขาวที่ใส่เงินหรือเมล็ดข้าว หรือซื้อกระดาษ “โอโยริกามิ (Oyorigami)” ที่นักบวชของศาลเจ้าปลุกเสกแล้วมาม้วนให้เป็นเส้น จากนั้นหลังอธิษฐานเสร็จให้ปล่อยม้วนกระดาษลงทะเลสาบ หากม้วนกระดาษจมลงไปในทะเลสาบล่ะก็คำอธิษฐานนั้นจะเป็นจริง แต่ถ้าลอยอยู่บนผิวน้ำและถูกพัดออกจากชายฝั่งคำขอจะไม่เป็นจริง โดยสามารถนำไปลอยที่บริเวณชายฝั่งหน้ารูปปั้น The Bronze Statue of Maidens หรือนำกลับไปเสี่ยงทายในอ่างอาบน้ำหรืออ่างล้างมือที่บ้านก็ได้เช่นกัน

ที่พิเศษสำหรับคนมีคู่คือ ศาลเจ้าโทวาดะมีความเชื่อว่าหากคุณไปเยือนศาลเจ้าโทวาดะกับคู่ของคุณและถ่ายรูปภายในบริเวณศาลเจ้าแล้ว ถ้าโชคดีอาจจะมีเทพเจ้ามังกรปรากฏในรูปด้วย และทั้งคู่จะกลายเป็นคู่รักที่อยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต หรือหากคู่สมรสที่แต่งงานแล้วมีบุตรยาก เพียงมาเช่าเครื่องรางขอพรกลับไปโดยแจ้งชื่อของตนกับคู่สมรสพร้อมกับที่อยู่ ก็จะได้ลูกสมความปรารถนา จึงไม่แปลกใจที่จะเห็นคู่รักมาเยี่ยมศาลเจ้ากันอย่างคึกคัก แต่นอกจากนี้ก็ยังมีเครื่องรางสุดขลังอีกมากมายให้ซื้อกลับไปได้ เช่น เครื่องรางด้านการเรียน ความรัก และ สุขภาพ เป็นต้น ใครแวะมาที่ทะเลสาบโทวาดะสามารถมาแวะศาลเจ้าโทวาดะเพื่อชาร์จพลังชาร์จดวงกันได้นะ

ศาลเจ้าโทวาดะ
ที่อยู่: Towadakohanyasumiya-486 Okuse, Towada, Aomori 034-0301, Japan
เวลาทำการ: เปิด 24 ชั่วโมง
เว็บไซต์: towadako.or.jp

นั่งรถไฟ TOHOKU EMOTION รถไฟภัตตาคารหรูเคลื่อนที่

ขึ้นชื่อว่าสังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยรถไฟ การเดินทางเที่ยวญี่ปุ่นด้วยรถไฟจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทั้งสะดวกและให้เราได้สัมผัสชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่นได้ ในบรรดารถไฟมากมายที่มีให้เลือกนั่ง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟทั่วไป รถด่วนพิเศษ หรือชินคันเซ็น มีรถไฟประเภทหนึ่งที่ผู้เขียนอยากแนะนำให้คนไทยได้ลองไปนั่งมาก ๆ นั่นคือรถไฟธีมพิเศษ “Joyful Train” ที่มีให้บริการทั้งในภูมิภาคโทโฮคุและภูมิภาคอื่น ๆ โดยเป็นรถไฟที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างนิยามใหม่ให้กับการเดินทางท่องเที่ยวด้วยรถไฟ และที่สนุกคือรถไฟ Joyful Train ต่างมีธีมที่แตกต่างกันไปตามแต่ละขบวนด้วย

หนึ่งในนั้นที่ผู้เขียนขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งคือรถไฟ TOHOKU EMOTION รถไฟภัตตาคารหรูที่จะได้ชมทั้งวิวทะเลสวยหลักล้านและได้ทานอาหารชั้นเลิศในขบวนเดียว

รถไฟขบวนนี้เริ่มให้บริการครั้งแรกในปี 2013 เพื่อเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวแนวชายฝั่งซันริคุ (Sanriku Coast) ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิครั้งใหญ่เมื่อปี 2011

สิ่งแรกที่จะสัมผัสได้ทันทีที่ก้าวขึ้นรถไฟขบวนนี้คือการตกแต่งภายในที่ผสมผสานความโมเดิร์นและงานศิลปะดั้งเดิมของภูมิภาคโทโฮคุเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตามจุดต่าง ๆ ภายในรถไฟเราจะได้เห็นลูกเล่นเล็ก ๆ ที่เป็นงานฝีมือพื้นบ้านดั้งเดิมเอกลักษณ์โดดเด่นของโทโฮคุ เช่น งานทำลวดลายแบบโคกินซะชิ (Koginzashi) ของจังหวัดอาโอโมริ งานขัดเงาด้วยเทคนิคโอกัตสึ สึสึริ (Oogatsu zuduri, การขัดหินแท่นหมึก) ของจังหวัดมิยางิ หรือ โคมไฟสไตล์วินเทจที่ได้แรงบันดาลใจจากอำพันที่เป็นของขึ้นชื่อเมืองคุจิ (Kuji City) ในจังหวัดอิวาเตะ ซึ่งเป็นสถานีปลายทางของรถไฟขบวนนี้ เป็นต้น

รถไฟ TOHOKU EMOTION ถูกแบ่งออกเป็นตู้รถไฟ 3 ตู้ ซึ่งแต่ละตู้มีฟังก์ชั่นที่แตกต่างกันออกไป ตู้ที่ 1 เป็นห้องอาหารส่วนตัว ตู้ที่ 2 เป็นครัวเปิดที่สามารถเห็นเชฟปรุงอาหารให้เราได้ และตู้ที่ 3 เป็นห้องอาหารรวมที่ให้เรานั่งอร่อยกับอาหารและชมวิวทะเลกับแขกคนอื่นในรถไฟได้ ซึ่งการอร่อยกับอาหารมื้อหรูและชมวิวทะเลชายฝั่งซันริคุสุดยิ่งใหญ่คือที่สุดของไฮไลท์ของรถไฟขบวนนี้ นอกจากนี้ จุดที่สร้างความประทับใจมาก ๆ จุดหนึ่งคือระหว่างการนั่งรถไฟขบวนนี้จะมีกลุ่มคนท้องถิ่นออกมาโบกธงต้อนรับอย่างอบอุ่นเพื่อขอบคุณทุกคนที่มาเที่ยวบ้านของพวกเขา

นอกจากประสบการณ์สุดพิเศษนี้แล้ว อีกเหตุผลที่ใครหลายคนอยากกลับมานั่ง TOHOKU EMOTION อีกเรื่อย ๆ ก็เพราะเมนูบนรถไฟจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและถูกเปลี่ยน 3 ครั้งต่อปี โดยทุกจานล้วนใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของโทโฮคุและปรุงโดยเชฟจากภัตตาคารชื่อดังของจังหวัดต่าง ๆ ในภูมิภาค จนได้คอร์สอาหารสุดพิเศษที่พิถีพิถันทั้งการตกแต่งจานให้สวยงามดีต่อใจและมีรสชาติอร่อยจนลืมไม่ลง

ลูกเล่นอีกอย่างของ TOHOKU EMOTION ที่ผู้เขียนชอบเป็นการส่วนตัวคือของที่ระลึกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ซ่อนไว้ตามที่นั่งไว้เซอร์ไพรส์แขกของรถไฟ โดยจะมีของที่ระลึกทั้งสองแบบที่ต่างกันในขบวนรถไฟขาไปและขากลับ ส่วนจะเป็นอะไรนั้นผู้เขียนขออุบไว้ก่อนนะ เดี๋ยวไม่เซอร์ไพรส์ แต่รับรองว่าน่ารักถูกใจทุกคนแน่นอน

TOHOKU EMOTION
วันให้บริการ: วิ่งให้บริการวันเสาร์-อาทิตย์เป็นหลัก มีบางสัปดาห์ที่ให้บริการวันศุกร์​ (ควรเช็คตารางการเดินรถก่อนเดินทาง)
เวลาวิ่งให้บริการ: ขาไป 11:06-13:02, ขากลับ 14:13-15:59
เว็บไซต์: jreast.co.jp

ทั้งหมดนี้คือ 10 ประสบการณ์ห้ามพลาดในโทโฮคุที่ผู้เขียนรวบรวมมาแบบครบทุกรส โดยหวังว่าจะถูกใจทั้งเพื่อน ๆ สายกิจกรรม สายชิม และสายถ่ายรูปชมวิวนะคะ ทริปญี่ปุ่นครั้งหน้าขอฝากโทโฮคุบ้านของผู้เขียนไว้เป็นตัวเลือกหนึ่งในใจกันด้วยนะคะ รับรองว่าที่นี่มีทุกอย่างที่จะทำให้ทริปญี่ปุ่นของทุกคนเป็นที่น่าจดจำจนอยากกลับมาเที่ยวซ้ำกันแน่นอน!

jnto banner 2

เขียนโดย: พัชรดา เนตรประไพ นักเขียน ANNGLE