10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “ฟุคุอิ” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

เก็บกระเป๋าตะลุยฟุคุอิ จังหวัดเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางเกาะฮอนชู ติดกับชายฝั่งเอจิเซน ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในขุมทรัพย์แห่งอาหารทะเล เนื่องจากความสมบูรณ์ของท้องทะเล อีกทั้งยังถูกโอบล้อมด้วยภูเขาและธรรมชาติมากมาย แถมที่นี่ยังขึ้นชื่อเรื่องข้าวสายพันธุ์โคชิฮิคาริด้วย แหม มาถึงก็พูดเรื่องของกินซะละ จะว่าไปแล้วจังหวัดฟุคุอิมีอะไรน่าเที่ยวบ้างนะ ถ้าอยากรู้ละก็ไปลุยพร้อม ๆ กันเลย !

1. ปราสาทมารุโอกะ (丸岡城)

ปราสาทมารุโอกะ หรือปราสาทคาสุมิกาโจ (ปราสาทหมอกควัน) เนื่องมาจากตามตำนานเล่าว่าหากมีศัตรูบุกรุกเข้ามาในปราสาทจะเกิดหมอกหนาขึ้นมาปกคลุม อีกทั้งตัวปราสาทยังถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในสงครามโดยเฉพาะ ทำให้ปราสาทแห่งนี้มีรูปแบบสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่สุด แม้จะเคยพังทลายลงมาเมื่อครั้งเกิดแผ่นดินไหวในปี ค.ศ. 1948 แต่ก็ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่โดยใช้วัสดุเดิม ซึ่งหอคอยปราสาทถ้ามองจากภายนอกจะมีทั้งหมดสองชั้น แต่ถ้าหากเข้ามาข้างในจะมีทั้งหมดสามชั้นค่ะ เนื่องจากปราสาทแห่งนี้แตกต่างกับปราสาทในสมัยอื่น คือฐานจะไม่ยื่นเกินออกมาจากขอบ ส่วนกันสาดก็จะยื่นออกมาเลียบตรงกับกำแพง เพื่อเป็นช่องว่างให้ทหารยามคอยโยนหินใส่ผู้ที่ต้องการจะบุกรุกเข้ามาภายในปราสาท หรือที่เรียกกันว่า หน้าต่างอิชิโอโตะชิยามา เป็นหน้าต่างบานใหญ่ที่เพื่อน ๆ สามารถมองเห็นวิวได้แบบพาโนรามาเลยละค่ะ รวมถึงบริเวณรอบ ๆ ปราสาทยังมีต้นซากุระโซเมอิโยชิโนะกว่า 400 ต้น ที่แข่งกันผลิดอกบานสะพรั่ง ทำให้บรรยากาศที่นี่สวยงามสุด ๆ เลย

ปราสาทมารุโอกะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 08.30-17.00 น. เสียค่าเข้าชม 300 เยน เพื่อนๆสามารถเดินทางจากสถานีรถไฟฟ้า JR Awara Onsen สายนากายะที่มุ่งหน้าไปฮอนมารุโอกะ ใช้เวลาประมาณ 40 นาที

ข้อมูลเพิ่มเติม maruoka-kanko

2.วัดเออิเฮจิ (永平寺)

เพื่อน ๆ สามารถเดินชมสิ่งก่อสร้าง อาคาร บ้านเรือนต่าง ๆ ทั้งประตูแซนมอน สนามฝึก ศาลากว่า 70 หลัง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่สถานที่ฝึกตนของพระสงฆ์กว่า 200 รูปที่ฝึกอย่างเข้มงวดทั้งกลางวันและกลางคืน ดังนั้นเมื่อเพื่อน ๆ มาถึงที่นี่ไม่ต้องแปลกใจเลยค่ะว่าทำไมบริเวณวัดถึงสะอาดเงาวับ เพราะบริเวณวัดจะถูกทำความสะอาดโดยพระสงฆ์นั่นเอง นอกจากนี้เพื่อน ๆ ยังสามารถเข้าร่วมกิจกรรมกับทางวัดได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นทดลองทำอาหารตามสูตร เข้าฝึกอบรมการใช้ชีวิตของพระสงฆ์ นั่งสมาธิ อีกทั้งยังสามารถนอนพักค้างคืนที่วัดได้ด้วย ใครอยากทำกิจวัตรแบบพระสงฆ์ละก็ ขอแนะนำที่นี่เลยค่ะ ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่หาทำไม่ได้ทั่วไปด้วยนะ

วัดเออิเฮจิเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 5.00-16.30 น. เสียค่าเข้าชม 500 เยน สำหรับค่ากิจกรรมกับทางวัด 8,000 เยน/คืน รวมอาบน้ำ อาหารเย็น การทำสมาธิ และอาหารเช้า หากเพื่อน ๆ คนไหนสนใจต้องลงชื่อจองล่วงหน้าเท่านั้นนะคะ วิธีเดินทางจากสถานี Fukui นั่งรถบัส หรือรถไฟ Echizen Railway ไปลงที่สถานี Eiheiji-guchi แล้วต่อรถบัสอีกประมาณ 10 นาที

ข้อมูลเพิ่มเติม  sotozen

3. พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ (福井県立恐竜博物館)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by maki ❥❥» マッキー (@mcphty) on

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ ที่เมืองคัตสึยาม่า ถือเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การศึกษาและวิจัยสัตว์โลกดึกดำบรรพ์อย่างไดโนเสาร์มากที่สุด เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการวิจัยไดโนเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ภายในมีทั้งหมด 4 ชั้น เมื่อเดินเข้ามาจะพบกับโครงกระดูกเจ้าทีเร็กซ์ที่ยืนต้อนรับอยู่ รวมถึงโครงกระดูกไดโนเสาร์พันธุ์อื่น ๆ ที่ถูกนำมาจัดแสดงด้วย ไม่ว่าจะเป็นแรปเตอร์ และซอรัสที่ถูกพบในเมืองฟุคุอิ เพลิดเพลินกับการเดินชมนิทรรศการเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตบนโลก ความรู้เกี่ยวกับโลก โลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และวิวัฒนาการจากนกเป็นไดโนเสาร์ แถมยังมีวิดีโอสนุก ๆ ให้เพื่อน ๆ ได้รับชมด้วย แน่นอนว่าต้องมีคำบรรยายภาษาอังกฤษให้แน่นอนค่ะ นอกจากนี้เพื่อน ๆ ยังสามารถสัมผัสซากฟอสซิลของจริง รวมถึงเรียนรู้วิธีการดูแลกับรักษาฟอลซิลในห้องปฏิบัติการได้ด้วย

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 9.00-17.00 น. ปิดทำการทุกวันพุธที่ 2 และ 4 ของทุกเดือน ยกเว้นเดือนสิงหาคม และช่วงวันหยุดสิ้นปี เสียค่าเข้าชมคนละ 720 เยน แต่ถ้าหากมีนิทรรศการพิเศษ จะมีค่าใช้จ่ายต่างหาก เพื่อน ๆ สามารถเดินทางจากสถานี Fukui นั่งรถไฟสาย Echizen Railway Katsuyama-Eiheiji ไปลงที่สถานี Katsuyama แล้วต่อรถบัสที่มุ่งหน้าไป Nagaoyama ลงที่ป้าย Kyoryu Hakubutsukan-mae หรือจะต่อแท็กซี่ก็ได้ค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม  dinosaur

4. หน้าผาโทจินโบ (東尋坊)

หน้าผาโทจินโบ คือ หน้าผาหินแกรนิตสูง 20 เมตร และยาวกว่า 1 กิโลเมตร เกิดจากน้ำทะเลกัดเซาะจนมีรูปร่างแตกต่างกัน ถือเป็นหินแอนดีไซต์ที่มีส่วนผสมของแร่ไพรอกซีนขนาดใหญ่ ซึ่งมีเพียงที่นี่ที่เดียวเท่านั้นในญี่ปุ่น จึงทำให้ที่นี่มีชื่อเสียงทางด้านธรณีวิทยาเป็นอย่างมาก รวมถึงเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุด จนได้รับการจดทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานทางธรรมชาติแห่งชาติ ซึ่งนอกจากเพื่อน ๆ จะได้กินลมชมวิวทิวทัศน์ของน้ำทะเลตัดกับสีฟ้าครามของท้องฟ้าแล้ว เพื่อน ๆ ยังสามารถเดินเล่นชมหน้าผาโทจินโบและทะเลรอบ ๆ ได้ แต่ระวังนิดนึงนะคะ เพราะบริเวณหน้าผาลื่นมาก เพื่อน ๆ ควรสวมรองเท้ากันลื่นหรือรองเท้าผ้าใบ และเดินอย่างระมัดระวังกันด้วย นอกจากนี้ที่นี่ยังมีร้านขายของที่ระลึกและร้านอาหารให้เพื่อน ๆ ได้ใช้บริการ รวมถึงยังมีหอคอย Tojinbo Tower ให้ชมวิวทิวทัศน์ของหน้าผาจากมุมสูงได้ด้วย

การเดินทาง เพื่อน ๆ สามารถนั่งรถบัสลงที่ป้าย Tojinbo แล้วเดินต่อมาอีกนิดก็ถึงเลยค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม  mikuni

5. ชายฝั่งเอะจิเซน (越前海岸)

อีกหนึ่งจุดชมวิวที่ถือเป็นตัวแทนของจังหวัดฟุคุอิ ตั้งอยู่ภายในสวนสาธารณะแห่งชาติ เอะจิเซน คะกะ ไคกัง ซึ่งที่สะดุดตาที่สุดคงไม่พ้นโคโจมง หรือ หินโค้งที่คล้ายกับอุโมงค์หินซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สูง 15 เมตร ยาว 30 เมตร ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถเดินเล่นไปจนถึงสุดทางถ้ำได้ด้วย แถมที่นี่ยังเป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับนักตกปลาทั้งหลาย โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่ยังสามารถชมทุ่งดอกนาร์ซิสซัสขนาดใหญ่ที่บานไล่ลงไปตามทางลาดเขาได้ ซึ่งจะบานเต็มที่ในช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคม และในปลายเดือนมกราคมของทุกปี แถมยังตรงกับช่วงเทศกาลดอกนาซิสซัสด้วย นอกจากเพื่อน ๆ จะได้เดินให้ลมทะเลโต้เล่นแล้ว ยังแวะทานอาหารทะเลสด ๆ โดยเฉพาะปูเอะจิเซน สุดยอดเมนูเด็ดประจำฤดูหนาวได้ด้วย

เพื่อน ๆ สามารถเดินทางมาชายฝั่งเอะจิเซน โดยการนั่งรถไฟสาย JR Hokuriku ไปสถานี Fukui แล้วขึ้นรถบัสสาย Keifuku ไปที่  Suisen Land และลงเมื่อสุดสาย แล้วเดินต่ออีกประมาณ 15 นาที

ข้อมูลเพิ่มเติม fuku-e

6.สวนโยโคกัง (養浩館庭園)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by SHO (@s.mori09) on

มาแวะพักผ่อนหย่อนใจที่สวนโยโคกัง หรือที่นิยมเรียกกันอีกชื่อว่า คฤหาสน์บ่อน้ำพุร้อน สวนสไตล์ญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับระดับประเทศ ถือเป็นบ้านพักหลังที่สองของตระกูลมัตสึไดระ ซึ่งสวนโยโกคกังแห่งนี้เป็นสวนญี่ปุ่นสไตล์ไคยุชิกิ รินเซ็นเท ที่มีสระน้ำขนาดใหญ่ ล้อมรอบด้วยหินและต้นไม้มากมาย เพื่อน ๆ จึงสามารถชมวิวทิวทัศน์บริเวณสระน้ำได้จากภายในคฤหาสน์ที่ออกแบบเป็นลักษณะเรือนน้ำชา ให้เข้าไปนั่งจิบชาชมวิวตามฤดูกาลทั้งฤดูใบไม้ผลิ ใบไม้ร่วง ฤดูหนาว และฤดูร้อน ยิ่งช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่นี่จะยืดเวลาให้ได้ชมใบไม้เปลี่ยนสีกันอย่างจุใจเลยละค่ะ แถมไม่ได้นั่งจิบชาสวย ๆ อย่างเดียวนะ เขายังมีการสอนพิธีชงชาและจัดพิธีฉลองน้ำชาให้ด้วย

สวนโยโคกังเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 09:00-17:00 น.และปิดทำการทุกวันหยุดสิ้นปี เสียค่าเข้าชม 210 เยน วิธีเดินทางจากสถานีรถไฟ JR Fukui ผ่านสำนักงานจังหวัดฟุคุอิ แล้วเดินต่ออีกประมาณ 15 นาทีก็ถึงค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม history.museum

7. อาวาระ ออนเซ็น (芦原温泉)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by 山口 良子 (@kaho223toku) on

อาวาระ ออนเซ็น ถูกค้นพบในสมัย 1883 ตั้งอยู่ในเมืองอะวาระ จังหวัดฟุคุอิ ถึงแม้จะเคยประสบปัญหาภัยพิบัติแผ่นดินไหว แต่ที่นี่ก็ยังคงความเป็นเมืองสปาเอาไว้จนถึงทุกวันนี้ ด้วยบรรยากาศที่แตกต่างกันของแต่ละบ่อ เนื่องจากมีปริมาณแร่ธาตุโซเดียม และโพแทสเซียมที่แตกต่างกัน ทำให้คุณสมบัติต่างกันตามไปด้วย น้ำพุร้อนที่นี่จะช่วยคลายความปวดเมื่อยจากกล้ามเนื้ออักเสบ,ผิวหนังเรื้อรัง,โรคประสาท,โรคผิวหนังภูมิแพ้ และอื่นๆอีกมากมาย นอกจากเพื่อนๆจะได้แช่น้ำให้ผ่อนคลายกันแล้ว ยังสามารถทานอาหารทะเลสดใหม่ รวมถึงชมการแสดงของเหล่าเกอิชา ที่จะขับกล่อมเพลงพร้อมร่ายรำให้เพื่อนๆได้ชมกันด้วย แต่สำหรับคนที่ต้องการชมเกอิชาต้องจองคิวล่วงหน้าเท่านั้นนะ แถมที่นี่ยังมีบริการให้เช่าจักรยานปั่นชมรอบเมืองด้วย

แม้ว่าเพื่อนๆบางคนอาจจะไม่ได้วางแผนนอนพักที่อะวาระ ออนเซ็น เพียงแค่จ่าย 1,500 เยน ก็สามารถแช่น้ำพุร้อนได้ถึงสามครั้ง วิธีเดินทาง เพื่อนๆสามารถนั่งรถไฟมาลงที่สถานี Onsen Awara หรือสถานี Awarayuno-machi แล้วเดินต่ออีกนิดก็ถึงแล้วค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม awara

8. พิพิธภัณฑ์ปูเอะจิเซน (越前がにミュージアム)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by はじ吉 (@hajikichi007) on

มาถึงจังหวัดฟุคุอิ แหล่งรวมอาหารทะเลสดๆ ซึ่งโด่งดังด้วยเมนูปูเอะจิเซน ที่ถือเป็นปูท้องถิ่นของที่นี่ ดังนั้นเพื่อนๆต้องไม่พลาดไปชมพิพิธภัณฑ์ปูเอะจิเซน ที่ภายนอกโดดเด่นด้วยตัวอาคารรูปโดมเอเทรียมสามชั้น สร้างขึ้นให้คล้ายกับลักษณะของปูยักษ์ ส่วนภายในจัดเป็นนิทรรศการปูในห้องโถงขนาดใหญ่ ซึ่งจะรวบรวมเหล่าปูที่มีชื่อเสียงทั้งหลายในจังหวัดฟุคุอิ รวมถึงปลา และสัตว์ทะเลท้องถิ่น นอกจากนี้เพื่อนๆยังสามารถศึกษาสายพันธุ์ของปูแต่ละชนิด เรียนรู้เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ สภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัยของปู พร้อมทั้งเพลิดเพลินกับโรงภาพยนตร์ 3D และหุ่นยนต์ยักษ์ปูเอชิเซน  อีกทั้งยังสามารถสัมผัสกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กใต้ท้องทะเลภายในอุโมงค์พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารทะเลและร้านอาหารที่มีปลาตามฤดูกาลในท้องถิ่นของเอะจิเซนให้เพื่อนๆได้ลิ้มลองกันด้วย

พิพิธภัณฑ์ปูเอชิเซนเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 9.00 – 17.00 น. ปิดทำการทุกวันอังคาร เสียค่าเข้าชมคนละ 610 เยน เพื่อนๆสามารถนั่งรถบัสจากฟุคุอิที่สถานีทาเกฟู แต่รอบที่รถบัสออกมีน้อย หรือขึ้นรถบัสจากสถานีรถไฟทาเกฟู และลงที่ป้ายทาเกฟู เอชิเซนไกกันเซนได้เลยค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม  echizen

9. โบราณสถานตระกูลอิจิโจดานิ อาซากุระชิ (一乗谷朝倉氏遺跡)

นี่คือซากปรักหักพังของบ้านเมืองและปราสาทไดเมียว ที่อยู่ภายใต้การดูแลของตระกูลอาซากุระ ในสมัยสงครามกลางเมือง เนื่องจากพ่ายแพ้สงครามแก่โอดะ โนบุนางะ บ้านเมืองที่นี่จึงถูกเผาทำลายไปด้วย เหลือเพียงซากปรักหักพังของอาคาร สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ดังนั้นเมื่อมาถึงที่นี่เพื่อน ๆ จะได้เพลิดเพลินกับการชมบ้านซามูไร วัด ร้านค้า ถนน ในสมัยก่อนที่ยังคงอยู่ในสภาพดี รวมถึงวัตถุโบราณอีกกว่า 2,343 ชนิด ทำให้ที่นี่ได้รับการจดทะเบียนให้เป็นจุดทัศนียภาพพิเศษแห่งชาติ เป็นสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม และได้รับยกย่องในด้านทิวทัศน์สวยงาม โบราณสถานพิเศษ และสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม

โบราณสถานตระกูลอิจิโจดานิ อาซากุระชิ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 09.00-17.00  น. และหยุดช่วงวันสิ้นปี การเดินทางจากสถานี Ichijodani นั่งสาย Etsumi-hoku เดินต่ออีกประมาณ 30 นาที

ข้อมูลเพิ่มเติม  fctv

10. บ้านประวัติศาสตร์ที่บูรณะฟูคุเกน มาชินามิ (復原町並)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by 風鈴 (@windbell63) on

ฟูคุเกน มาชินามิ คือหมู่บ้านประวัติศาสตร์ ในสมัยเซ็นโกคุ ที่เพื่อน ๆ สามารถเดินเล่นชมวิวทิวทัศน์ของบ้านเรือนสมัยโบราณ ทั้งบ้านซามูไร บ้านเรือนของชาวบ้าน ร้านค้า อาคารและสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ซึ่งตั้งเรียงรายทอดตัวยาวกว่า 200 เมตร ถึงแม้ที่นี่จะเป็นหมู่บ้านประวัติศาสตร์ที่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีคนอาศัยอยู่ แต่กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ด้วยหุ่นขี้ผึ้งนั่นเอง ทำให้เราเหมือนได้ย้อนกลับไปในสมัยนั้นจริง ๆ เลยละ เพราะเหล่าหุ่นขี้ผึ้งทั้งหลายจะแต่งตัวเหมือนคนในยุคสมัยนั้น พร้อมทำกิจวัตรประจำวันตามวิถีชาวบ้าน จึงไม่แปลกเลยละค่ะว่าทำไมที่นี่จึงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ฟูคุเกน มาชินามิ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่แต่เวลา 09.00-17.00 น. ปิดให้บริการทุกวันจันทร์ และช่วงวันหยุดสิ้นปี เสียค่าเข้าชม 210 เยน เพื่อน ๆ สามารถเดินทางจากสถานี Ichijodani โดยนั่งสาย JR Mitsumihoku แล้วเดินต่ออีกนิดก็ถึงแล้วค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม fctv

สำหรับเพื่อน ๆ ที่มีโอกาสมาเที่ยวจังหวัดฟุคุอิช่วงฤดูใบไม้ผลิ อย่าลืมแวะไปดูธงปลาคาร์ฟที่แหวกว่ายกลางสายลมเหนือแม่น้ำเมืองสะบาเอะ ที่สองข้างทางรายล้อมไปด้วยต้นซากุระสีชมพู และดอกแดฟโฟดิลสีเหลืองตัดกันสวยงามมาก ๆ นอกจากนี้ที่ฟุคุอิยังเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีหิมะตกหนัก ดังนั้นรับรองได้เลยว่าเพื่อน ๆ จะต้องเพลิดเพลินไปกับทุกฤดูของจังหวัดฟุคุอิเลยละ !