เมืองอิวากิ จ.ฟุกุชิม่า ที่นี่เค้ามีดีอะไร ทำไมถึงต้องไป!?

อิวากิ (いわき) เป็นเมืองที่อยู่ในจังหวัดฟุกุชิม่า และเป็นเมืองชายแดนที่ติดกับจังหวัดอิบารากิ มีพื้นที่ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก ในปี 2011 เมืองอิวากิก็ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เช่นกัน แต่ในปัจจุบันก็กลับมาฟื้นฟู ปรับปรุงเมืองให้กลับมาน่าอยู่เหมือนเช่นเคย เมืองอิวากินี้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจและน่าไปหลายแห่ง เชื่อว่าถ้าอ่านบทความนี้จบแล้ว เพื่อน ๆ คงอยากจะลองไปเที่ยวเมืองอิวากิให้ได้สักครั้งหนึ่งแน่ ๆ

ดินแดนแห่งมะเขือเทศ Wonder Farm

Wonder Farm เป็นฟาร์มท้องถิ่นที่มีพื้นที่กว้างมาก ๆ เทียบเท่าได้กับสนามฟุตบอล 3.5 สนามเลยทีเดียว ภายในมีร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าท้องถิ่นที่รวบรวมจากจังหวัดฟุกุชิม่า มีคาเฟ่จำหน่ายเมนูสุดพิเศษอย่างซอฟต์ครีมมะเขือเทศและพุดดิ้ง เป็นต้น

ที่นี่ยังมีโซนทำบาร์บีคิว โซนเก็บมะเขือเทศสด ๆ จากต้น และมีร้านอาหารภายในฟาร์มที่ชื่อว่า Mori no Kitchen ซึ่งให้บริการอาหารแบบบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวัน (วันธรรมดา 11.00 น. – 15.00 น., วันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุด 11.00น. – 15.30 น.) ภายในเวลา 90 นาที โดยมีอาหารให้เลือกมากกว่า 40 อย่าง ราคาผู้ใหญ่ 1,700 เยน, เด็ก 1,100 เยน เด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี ฟรี

เท่านั้นไม่พอ ฟาร์มแห่งนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับคนรักมะเขือเทศนั่นคือ การเก็บมะเขือเทศสด ๆ จากต้น มะเขือเทศที่ปลูกในฟาร์มนี้ก็มีมากถึง 9 ชนิด ซึ่งมั่นใจได้ว่าสะอาดและปลอดภัยไร้สารเคมี และที่ว้าวกว่านั้นก็คือ มะเขือเทศไม่ได้มีแค่สีแดงเพียงสีเดียวเท่านั้นนะคะ แต่ยังมีสีม่วง สีเหลือง สีเขียวด้วย คัลเลอร์ฟูลสุด ๆ ไปเลยค่ะ

มะเขือเทศ 9 ชนิดที่มีให้เก็บในสวน

▪ Hula girl: ผลยาวสีแดง รสชาติหวาน ให้ความเป็นกรดที่สมดุล มีเนื้อสัมผัสแบบผลไม้และมีน้ำเยอะ

▪ Campari: เป็นพันธุ์ดัตช์ ผลกลมคล้ายลูกบอลขนาดกลาง มีสีแดง นิยมรับประทานเป็นของหวานเพราะเคี้ยวหนึบและมีน้ำตาลสูง

▪ Tuscana Violet: เป็นพันธุ์เมดิเตอร์เรเนียน ผลเป็นทรงกลมสีม่วงแดง มีรสหวานและเปรี้ยวที่สมดุลและอร่อย

▪ Carroll 10: ผลทรงกลมสีแดงสดใส มีน้ำตาลสูง เนื้อหนาและผิวบางจึงรับประทานได้ง่าย

▪ Yellow Carroll: ผลทรงกลมสีเหลืองสดใส ให้ความรู้สึกสดชื่น มีปริมาณน้ำตาลสูง (ระดับ 8 ถึง 10 *ที่ญี่ปุ่นจะมีตัวเลขที่บอกจำนวนความหวานของผักและผลไม้ ยิ่งตัวเลขมากก็หวานมาก)

▪ Orange Carroll: ผลทรงกลมสีส้ม เนื้อมีความหนาและแน่น

▪ Aiko: ผลทรงคล้ายรูปไข่ยาว เนื้อหนาและเนื้อสัมผัสด้านในคล้ายเยลลี่นิด ๆ  ซึ่งจะแตกต่างจากมะเขือเทศที่ผลเป็นทรงกลมเหมือนลูกบอล

▪ Yellow Aiko: ผลเป็นวงรียาว มีสีเหลือง มีกลิ่นเขียวน้อยกว่าและมีรสชาติคล้ายกับ Aiko มีเนื้อสัมผัสคล้ายกับผลไม้

▪ Midorichan (Sun Green): ผลทรงกลม สีเขียวอ่อน มีความหวานและสดชื่น แม้ว่าผลจะสุกเต็มที่แต่ผลก็ยังเป็นสีเขียวอยู่ มะเขือเทศชนิดนี้จึงมีจุดเด่นที่สีเขียวและรสชาติความอร่อยนั่นเอง

ข้อแนะนำ: ไม่ควรใส่เสื้อสีอ่อน เพราะอาจจะเปื้อนน้ำจากผลมะเขือเทศได้ซึ่งล้างออกยาก, ชนิดของมะเขือเทศที่จะไปเก็บนั้นขึ้นอยู่กับช่วงเวลาการเติบโตของมะเขือเทศแต่ละชนิด จึงไม่สามารถเลือกพันธุ์ที่จะเก็บล่วงหน้าได้

ค่าใช้จ่ายในการเข้าไปเก็บมะเขือเทศคนละ 900 เยน (ไม่รวมภาษี) โดยจะได้ถุงใส่มา 1 ใบ ซึ่งเราสามารถกินในฟาร์มเลยก็ได้ หรือจะนำผลมะเขือเทศที่เก็บได้นั้นกลับบ้านก็ได้เช่นกันค่ะ

Wonder Farm
ที่ตั้ง: Hiromachi-1, Yotsukuramachi Nakajima, Iwaki, Fukushima
ช่วงเวลาที่เปิดบริการให้เข้าไปเก็บมะเขือเทศ: วันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดราชการ วันละ 5 รอบ เวลา 10.00 น., 11.00 น., 13.00 น., 14.00 น. และ 15.00 น. (จองล่วงหน้าที่ wonder-farm.resv.jp)
เว็บไซต์: wonder-farm.co.jp

สปารีสอร์ทฮาวายเอี้ยน ยกฮาวายมาไว้ที่อิวากิ

สปารีสอร์ทฮาวายเอี้ยน (Spa Resort Hawaiians, スパリゾートハワイアンズ) เป็นสวนน้ำ ออนเซน และแหล่งบันเทิงครบวงจรที่มาในธีมฮาวาย แรกเริ่มเดิมทีรู้จักกันในชื่อ Joban Hawaiian Center ซึ่งเปิดตัวในปี 1966 นับว่าเป็นสวนน้ำสวนสนุกธีมฮาวายแห่งแรกในประเทศญี่ปุ่น ต่อมาได้พัฒนาขึ้นเป็นรีสอร์ทดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาเยือนและได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Spa Resort Hawaiians ในปี 1990

ในปี 2004 Spa Resort Hawaiians ได้รับความนิยมติดอันดับ 1 ใน 10 ของสวนสนุกในญี่ปุ่นที่มีผู้มาเยือนมากถึง 1.5 ล้านคน และก็เคยถูกนำไปทำเป็นภาพยนตร์เรื่อง Hula Girls ออกฉายในปี 2006 ที่สร้างจากเรื่องราวของการก่อตั้งรีสอร์ท เลยทำให้สปารีสอร์ทฮาวาเอี้ยน ได้รับความนิยมในหมู่คนญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก รวมถึงยังเคยเป็นสถานที่ต้อนรับการประชุมผู้นำสำคัญ ๆ ระดับโลกอีกด้วย

ไฮไลท์ของรีสอร์ทแห่งนี้คือ การแสดงระบำฮาวายจากทีมสาว ๆ ฮูล่า ที่มีมาตั้งแต่เปิดบริการ ในช่วง 1960 เมืองอิวากิเคยประสบปัญหาการทำเหมืองถ่านหินเนื่องจากมีพลังงานน้ำมันเข้ามาแทนที่ ทางการจึงสร้างรีสอร์ทขึ้นมาเพื่อให้ความบันเทิงและให้เป็นแหล่งทำรายได้แห่งใหม่ ภายในรีสอร์ทแห่งนี้ค่อนข้างกว้าง เดินอาจจะหลงได้ ทุกคนจึงจำเป็นต้องมีแผนที่ติดมือระหว่างเดินทาง

Water Park ซึ่งพื้นที่หลักคือ สระว่ายน้ำในร่ม มีสไลด์เดอร์และเวทีการแสดง ที่นี่ให้บรรยากาศเสมือนอยู่ในฮาวาย ตกแต่งด้วยพืชเขตร้อน มีตู้ปลาให้ชมใกล้ ๆ กับสระว่ายน้ำด้วย ทั้งพนักงานและแขกผู้เข้ามาพักก็จะแต่งตัวสไตล์ฮาวายเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศกันด้วยค่ะ

สไลด์เดอร์วน เด็ก ๆ คงจะฟินแน่ ๆ
แวดล้อมไปด้วยบรรยากาศแบบฮาวาย

เวลาทำการ: สระน้ำและสไลด์เดอร์ใช้บริการได้ถึง 19:00 น.

ค่าใช้จ่าย: รวมค่าเข้าชมไว้ในตั๋วเรียบร้อยแล้ว แต่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับเล่นเครื่องเล่น ครั้งละ 200 เยน, 6 ครั้ง 1,050 เยน, เล่นได้ไม่จำกัดจำนวน 2,300 เยน และหากเข้าเล่นหลัง 15:00 น. ราคา 1,300 เยน

การแสดงเต้น (Dance Shows) เป็นโชว์ที่เป็นไฮไลท์ของรีสอร์ทแห่งนี้ สาว ๆ นักเต้นทุกคนเต้นด้วยความตั้งใจ แต่ละโชว์สร้างความสนุกและประทับใจให้กับผู้ชมมาก ๆ

ดาวเด่นประจำรีสอร์ท
ทุกคนหน้าตายิ้มแย้มและเต้นพร้อมเพรียงกันมาก ๆ
พริ้วไหว ดั่งสายน้ำ ไม่ต้องไปไกลถึงฮาวาย มาญี่ปุ่นก็ได้ชมเหมือนกัน

หนุ่ม ๆ ควงไฟก็แซ่บเวอร์มาก ๆ ค่ะ
เครื่องดื่มลิมิเต็ดเฉพาะที่รีสอร์ท

ค่าใช้จ่าย: เข้าชมฟรี หากต้องการสำรองที่นั่งแถวหน้ามีค่าใช้จ่ายประมาณ 720-1,200 เยน

เวลาทำการ: มีโชว์ 2 รอบ / วัน กลางวัน 13:30 น. – 14:15 น.  กลางคืน 20:30 น. – 21:30 น.

นอกจากนี้ภายในรีสอร์ทยังมีร้านขายของฝากเป็นอีกจุดที่คนแวะแล้วต้องมีของติดมือออกมาด้วย เพราะไอเทมแต่ละอย่างน่าซื้อและน่ารับประทานมาก ๆ ค่ะ ดูมีความเป็นฮาวายสไตล์ญี่ปุ่นสุด ๆ

นึกไม่ออกว่าจะซื้ออะไรดี มาดูชาร์ตจัดอันดับไอเทมขายดีแล้วค่อยไปซื้อตามก็ได้ค่ะ เพราะของเยอะมากจริง ๆ

ไอเทมท้องถิ่นอย่างงานประดิษฐ์ก็มีนะคะ ไม่ว่าจะเป็นผ้าเช็ดหน้าพิมพ์ลาย เครื่องเขียน กระเป๋าเครื่องประดับ ของกระจุกกระจิก โดยเฉพาะวัวแดง “อากะเบโกะ” สัญลักษณ์ประจำจังหวัดฟุกุชิม่า

โซนที่จะเดินไปยังออนเซ็นก็มีการตกแต่งกลิ่นอายและบรรยากาศแบบญี่ปุ่นมาก ๆ ค่ะ
โซนนี้สาว ๆ ต้องชอบแน่ ๆ
วัวแดงอากะเบโกะ ไอเทมประจำจังหวัดฟุกุชิม่า เป็นสินค้าแนะนำเลยนะคะ
โซนผ้าญี่ปุ่น มุมนี้ก็น่าซื้อมาก ๆ ค่ะ

นอกจากโซน Water Park และโชว์แล้วก็ยังมีส่วนอื่น ๆ อีกที่น่าสนใจมาก ๆ ค่ะ เพราะรีสอร์ทแห่งนี้กว้างมากจริง ๆ วันเดียวะเดินไม่ทั่วหรือเก็บกิจกรรมได้ไม่ครบแน่ ๆ ค่ะ

Spa Garden Pareo อยู่ในส่วนกลางแจ้ง เป็นที่ตั้งของสนามเด็กเล่น สระน้ำ เก้าอี้อาบแดด อ่างจากุซซี่ และห้องซาวน่า แต่จะปิดให้บริการในช่วงฤดูหนาว

Spring Park คือหนึ่งในแหล่งน้ำพุร้อนที่มาจาก ยุโมโตะออนเซ็น ประกอบด้วยสระว่ายน้ำอุ่นในร่ม สามารถแช่ตัวด้วยชุดว่ายน้ำได้ ปิดทุกวันอังคาร

Edo Jowa Yoichi น้ำพุร้อนเอโดะโจวะโยอิจิ เป็นออนเซนแยกชายหญิง ด้วยสระน้ำขนาดใหญ่ในธีมสมัยเอโดะ นับว่าเป็นสระกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีการแสดงเงา (คาเงะชิบาอิ) ที่จะแสดงทุกคืน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินไปกับการแสดงขณะที่อาบน้ำอยู่ได้

เวลาเปิด-ปิด: สำหรับผู้เข้าพัก 7:00-23:00

Vir Port เป็นสถานที่สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจจะเข้าเรียนระบำฮาวาย นวดตัว นวดหน้า หรือออกกำลังกายในน้ำ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหาร และห้องพักภายในรีสอร์ท (Hotel Hawaiians หรือ Monolith Tower) อีกด้วย

ค่าเข้าชม: เหมาทั้งวัน ราคา 3,240 เยน
เข้าหลังจาก 15:00 ราคา 2,730 เยน
เข้าหลังจาก 18:00 ราคา 2,530 เยน

ค่าใช้จ่ายข้างต้นรวมค่าเข้า Water Park, Spring Park, Spa Garden Pareo และ Edo Jowa Yoichi รวมถึงที่นั่งแบบไม่สำรองในการเข้าชมการแสดง *มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับเครื่องเล่นในสวนน้ำ บริการนวด และสำรองที่นั่งในการชมการแสดง

เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 22:15 น. (วันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดตั้งแต่ 9:00 น.)
วันปิดทำการ: ปิดปรับปรุงปีละ 1-2 วัน

รีสอร์ทมีรถบัสให้บริการฟรี ไป – กลับ Yumoto Station (15 นาที) และบริการรถบัสฟรีสำหรับแขกที่เข้าพักไป กลับโตเกียว (3 ชั่วโมง) และไปกลับโยโกฮาม่า (3.5 ชั่วโมง) ควรสำรองที่นั่งล่วงหน้า

จาก Yumoto Station นั่งรถบัสท้องถิ่นไปยังรีสอร์ท (20 นาที 270 เยน บัสออก 3 – 7 รอบต่อวัน) ผ่าน Sunlife Yumoto bus stop สามารถเดินเท้าจากทางด่วนไปยังรีสอร์ทได้ภายใน 20 นาที

มีรถบัสให้บริการจาก Aquamarine Fukushima aquarium ไปยังรีสอร์ท ทุกวันวันละ 2 รอบ (30 นาที 800 เยน) ควรสำรองที่นั่งล่วงหน้า

Spa Resort Hawaiians
ที่ตั้ง: Warabidaira-50, Jobanfujiwaramachi, Iwaki, Fukushima
การเดินทาง:
・รีสอร์ทมีรถบัสให้บริการฟรี ไป-กลับ Yumoto Station (15 นาที) และบริการรถบัสฟรีสำหรับแขกที่เข้าพักไป กลับโตเกียว (3 ชั่วโมง) และไปกลับโยโกฮาม่า (3.5 ชั่วโมง) (ควรสำรองที่นั่งล่วงหน้า)
・จาก Yumoto Station นั่งรถบัสท้องถิ่นไปยังรีสอร์ท (20 นาที 270 เยน บัสออก 3-7 รอบต่อวัน) ผ่าน Sunlife Yumoto bus stop สามารถเดินเท้าจากทางด่วนไปยังรีสอร์ทได้ภายใน 20 นาที
・มีรถบัสให้บริการจาก Aquamarine Fukushima aquarium ไปยังรีสอร์ท ทุกวันวันละ 2 รอบ (30 นาที 800 เยน) ควรสำรองที่นั่งล่วงหน้า
เว็บไซต์: hawaiians.co.jp

Aquamarine Fukushima พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโทโฮคุ

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Aquamarine Fukushima เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่กล่าวขานกันว่าใหญ่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ ตั้งอยู่ในเมืองอิวากิ หันหน้าออกสู่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ภายในจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำนานาชนิดให้ได้เรียนรู้และเห็นถึงระบบนิเวศในน่านน้ำของจังหวัดฟุกุชิม่าและส่วนต่างๆในโลก ส่วนหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ถูกจำลองให้มีสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติของจังหวัด มีการตกแต่งให้มีแม่น้ำ ทะเลสาบ ภูเขา และแนวชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก รวมทั้งสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ เป็นที่นิยมของเด็ก ๆ วัยรุ่น ครอบครัว และรวมถึงหนุ่มสาวที่มาออกเดทกันที่นี่

กางแผนที่ออกดู อู้ฮู ใหญ่จริง ๆ สมแล้วกับที่ใหญ่ที่สุดในโทโฮคุ

แมงกะพรุนก็มี

คอร์สการเดินชมที่พิพิธภัณฑ์แนะนำมีด้วยกัน 2 คอร์สได้แก่ Family Course และ Couple Course เพราะพิพิธภัณฑ์กว้างมาก ๆ เดินครบอาจจะต้องใช้เวลาเกือบทั้งวัน ไฮไลท์ที่อยากแนะนำอยู่ที่บริเวณ Sea of Tide เป็นจุดถ่ายรูปสามเหลี่ยม ด้านบนเป็นน้ำแทงก์ขนาดใหญ่ที่บรรจุน้ำ 2,050 ตันที่จัดแสดงให้เห็นถึงกระแสน้ำคุโรชิโอะจากทางทิศใต้ และกระแสน้ำโอยาชิโอะ จากทิศเหนือที่ไหลมาบรรจบกันที่ชายฝั่งทะเลจังหวัดฟุกุชิม่า สวยมาก ๆ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็อดใจไม่ไหวต้องหยุดแวะถ่ายรูปกันใหญ่

ไฮไลท์ของที่นี่เลยค่ะ

นอกจากนี้ก็ยังมีโซน Waters of Tropical Asia ที่เป็นการจำลองธรรมชาติริมน้ำของทวีปเอเชียภายในเรือนกระจก ประกอบไปด้วยต้นไม้ พืชพันธุ์ต่าง ๆ รวมถึงสิ่งมีชีวิตที่น่าสนใจ เราจะได้เห็นโซนปลาหายากชนิดต่าง ๆ แมวน้ำ ตัวนาก สิงโตทะเล และยังมีโซนการบอกเล่าเรื่องราวการจับปลาวาฬของคนญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยโบราณอีกด้วยค่ะ ใครเป็นสายอควาเรียมก็คงจะถูกใจและฟินแน่นอน

ทักทายเจ้าแมวน้ำ กันสักหน่อย

Aquamarine Fukushima
ที่ตั้ง: Tatsumicho-50 Onahama, Iwaki, Fukushima
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่  1,800 เยน, เด็กประถม – มัธยม 900 เยน
เวลาเปิด-ปิด: 9:00น.-17:30 น.(วันที่ 1 ธันวาคม – 20 มีนาคม ปิด 17:00) **เข้าชมก่อนเวลาปิด 1 ชั่วโมง (เปิดทุกวัน)
วิธีการเดินทาง: จาก Izumi Station (JR Joban Line) นั่งรถบัสเส้นทาง Onahama/Ena ไปลงที่ Shisho Iriguchi bus stop แล้วเดินต่อไปอีก 10-15 นาที

แวะทานของอร่อยที่ร้าน Urokoichi

Urokoichi เป็นร้านอาหารท้องถิ่นของโอนาฮามะ ในเมืองอิวากิ ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลแปซิฟิก ที่นี่มีเมนูอาหารทะเลสด ๆ ทั้งซาชิมิและข้าวหน้าปลาดิบที่เสิร์ฟมาพร้อมกับซุปมิโสะปู ร้านนี้มีคนดังแวะมาเยี่ยมเยียนบ่อย ๆ ด้วยนะคะ ร้านอาหารจะอยู่บนชั้นสอง ส่วนชั้นล่างเป็นร้านขายผลิตภัณฑ์อาหารทะเลค่ะ

ร้านอาหารอยู่ชั้น 2 ค่ะ
ลายเซ็นต์ของเหล่าคนดังที่แวะเวียนมาชิมที่ร้านนี้
ที่นั่งภายในโซนร้านอาหารค่ะ

เราไปส่องเมนูอาหารกันดีกว่า ร้านนี้แม้จะไม่มีเมนูภาษาอังกฤษแต่เพื่อน ๆ ก็สามารถดูจากภาพแล้วจิ้มสั่งได้เลย เท่าที่สอบถามพนักงานของร้านมาว่าเมนูอะไรที่ขายดี เลยได้คำตอบมาว่า เมนูยอดฮิตอันดับที่ 1 ก็คงจะหนีไม่พ้น โอยาโกะด้ง ที่เป็นปลาแซลมอน และไข่ปลาแซลมอน ที่ส่งตรงจากฮอกไกโด ราคาเซ็ตละ 1,400 เยน และเมนูยอดฮิตอันดับที่ 2 ชิราชิด้ง เมนูรวมอาหารทะเล ราคาเซ็ตละ 1,350 เยน พวกเราไม่รอช้าสั่งมาชิมโดยพลัน

เมนูเข้าใจง่ายแม้ไม่มีภาษาอังกฤษ แต่มีรูปภาพ จิ้มตามภาพแล้วสั่งได้เลยค่ะ

เมนูขายดีอันดับ 1 โอยาโกะด้ง ปลาแซลมอน และไข่ปลาแซลมอนชิ้นโต

ปลาแซลมอนย่างมาให้ด้วยแล้ว คนไม่กินปลาดิบสบายเลยค่ะ
เมนูขายดีอันดับที่ 2 ชิราชิด้ง รวมมิตรซีฟู้ด
กุ้งตัวโต หอยเชลล์ชิ้นใหญ่ ปลาทูน่า ปลาหมึก ฯลฯ
เครื่องเคียงที่ทุกคนจะได้รับพร้อมอาหารจานหลัก เป็นผักดอง
ซุปมิโสะปู ที่หวาน หอม อร่อยมาก ๆ เลยค่ะ

ร้านนี้มีกิมมิคเก๋ ๆ ด้วยนะคะ คือเค้าแจกแก้วฟรีค่ะ ลูกค้าสามารถหยิบแล้วนำกลับบ้านไปได้เลย เป็นแก้วลงสี มีลายน่ารัก ๆ นี่ถ้าไม่ติดว่ากลัวแตกพวกเราก็จะนำกลับมาเป็นที่ระลึกด้วยเช่นกัน เป็นความใส่ใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ของทางร้านจริง ๆ เลยค่ะ

แก้วแจกฟรี ให้คนละ 1 ใบ
มีลวดลายสีสันสดใสมาก ๆ

หลาย ๆ คนอาจจะกังวลใจเรื่องวัตถุดิบภายในร้านว่าสะอาดและปลอดภัยไหม เนื่องจากปลาที่จับได้บริเวณนี้ ต้องส่งนำไปตรวจหาค่ากัมตภาพรังสีที่ปะปนในปลาก่อนที่จะนำมาจำหน่าย ซึ่งใช้เวลาพอสมควร ถ้าปลาไม่มีสารปนเปื้อนก็นำมาบริโภคได้ แต่กว่าจะตรวจเสร็จปลาก็ไม่สดพอที่จะกินทันที ทางร้านเลยตัดสินใจสั่งปลาจากแหล่งขายอาหารทะเลอื่นมาจำหน่ายภายในร้านแทน เพราะต้องการให้ลูกค้าได้กินอาหารที่อร่อย สด สะอาด ปลอดภัยแน่นอน

Urokoichi
ที่ตั้ง: Sakaecho-66-40 Onahama, Iwaki, Fukushima
เวลาทำการ: 9.00 น. – 16.00 น.

Iwaki Lalamew (いわき・ら・ら・ミュウ )

ศูนย์กลางการท่องเที่ยวและรวบรวมสินค้าท้องถิ่นของเมืองอิวากิ เราสามารถซื้อสินค้าและอาหารท้องถิ่นของเมืองนี้ได้จากที่นี่ด้วย นอกจากนี้ Iwaki Lalamew ก็ยังเป็นศูนย์กลางให้ข้อมูลการท่องเที่ยว แนะนำให้เราได้รู้จักกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นของเมืองอิวากิได้เป็นอย่างดี

Iwaki Lalamew ค่อนข้างกว้าง แบ่งเป็นด้านซ้ายและด้านขวา แลโซนด้านในที่เป็นร้านอาหาร ชั้นสองเป็นนิทรรศการ

ภายใน Iwaki Lalamew ประกอบไปด้วยร้านขายปลา 7 ร้าน ร้านขายของที่ระลึก 15 ร้าน และร้านอาหารรวมถึงเครื่องดื่มอีก 12 ร้าน โดยร้านขายปลานั้นทำให้เราได้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ตลาดสดกลางแจ้ง และยังสามารถต่อรองราคาอาหารทะเลได้โดยตรงจากท่าเรือ ซึ่งบรรยากาศแบบนี้ไม่ค่อยหาเจอได้ง่ายนัก ถ้ามาที่นี่แล้วแนะนำว่าห้ามพลาดลองชิมอาหารทะเลสด ๆ ที่จะมาวางจำหน่ายตามฤดูกาลค่ะ

โซนอาหารทะเลสด ๆ เหมือนยกตลาดมาไว้ที่นี่
ปลาสด ๆ น่ากินมาก ๆ
แผงขายอาหารทะเล
Banya BBQ สำหรับคนที่อยากปิ้งย่างอาหารทะเลเอง ราคาน่ารัก ค่าเข้าผู้ใหญ่ 250 เยน, เด็ก 100 เยน อาหารตามราคาในตู้แช่

อาหารที่อยู่ในตู้แช่ เสียบไม้พร้อมนำไปปิ้ง
กุ้งตัวใหญ่มาก
ปูก็มีด้วยจ้า ตัวใหญ่ ๆ
ปลาหมึก

โซนด้านในก็มีร้านอาหารหลายร้านให้เลือกเช่นกันค่ะ

บริเวณชั้น 2 มีห้องจัดนิทรรศการเกี่ยวกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โทโฮคุในปี 2011 ที่ Iwaki Lalamew ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ภายในห้องจัดนิทรรศการมีรูปถ่ายให้ย้อนเวลากลับไปชมกัน ซึ่งคนในชุมชนเองต่างก็ร่วมมือร่วมใจช่วยกันฟื้นฟูสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ให้กลับมาดีดังเดิม

Ganbatpe! ภาษาถิ่นที่บอกว่า สู้ ๆ
บอร์ดให้กำลังใจจากเด็ก ๆ
ภาพตอนที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวเมื่อ 11 มี.ค. 2011 ที่ผ่านมา
ภาพขณะกำลังเข้าฟื้นฟูพื้นที่

Iwaki Lalamew
ที่ตั้ง: Tatsumicho-43-1 Onahama, Iwaki, Fukishima
เวลาทำการ: 9.00 น. – 18.00น.
การเดินทาง:
โดยรถไฟ: ลงรถไฟที่สถานี Izumi station แล้วนั่งรถต่ออีก 15 นาที หรือขึ้นรถบัส ต่อใช้เวลา 20 นาที
โดยรถบัส:
นั่งรถบัสหมายเลข 6 บริเวณหน้าสถานีรถไฟ Iwaki station ที่จะมุ่งหน้าไปยัง Onohama depot ใช้เวลาประมาณ 40-50 นาที
นั่งรถบัสหมายเลข 2 จากหน้าสถานีรถไฟ Izumi station ที่จะมุ่งหน้าไปยัง Iwaki station – Ena ใช้เวลา 20 นาที
เว็บไซต์: lalamew.jp

อาบุคุมะ ถ้ำประดับไฟที่ฟุกุชิม่า

ถ้ำอาบุคุมะ (あぶくま洞) เป็นถ้ำที่ดูลึกลับ มีความงดงามและเสน่ห์ที่น่าค้นหา ว่ากันว่าภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยหลากหลายมากที่สุดและมีจำนวนมากที่สุดในเอเชีย เป็นการท่องเที่ยวสไตล์ธรรมชาติที่มีความแอดเวนเจอร์นิด ๆ ใครชอบเที่ยวแนวนี้แนะนำเลยค่ะ การเดินเข้าชมสำรวจภายในถ้ำจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นทางเดินที่เดินได้ง่าย แต่ก็ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่โรคประจำตัวเช่นโรคหัวใจ ผู้ที่ใช้รถเข็น และผู้ที่ขาไม่แข็งแรงนะคะ

ภายในถ้ำจะมีบริเวณที่เรียกว่า ทากิเนะ โกเต็น เป็นเหมือนห้องโถงขนาดใหญ่ซึ่งมีสิ่งที่น่าสนใจให้ชมมากมาย รวมถึง สึกิ โนะ เซไก ที่เป็นถ้ำหินปูนแห่งแรกที่มีการจัดแสดงไฟของญี่ปุ่น เราสามารถเดินไปตามทางยาวภายในถ้ำเป็นระยะ 600 เมตร เพื่อสำรวจและชมการก่อตัวของหินงอกหินย้อยอันสวยงามที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ขึ้นในช่วง 80 ล้านปีที่ผ่านมาค่ะ

แผนผังของถ้ำค่ะ

ถ้ำอาบุคุมะ เป็นถ้ำหินปูนที่ถูกค้นพบในเดือนกันยายน ปี 1969 ที่เหมืองหินคามายามะ บริเวณนี้เป็นที่ราบสูง เรียกว่า ที่ราบสูงอาบุคุมะ พื้นที่ใกล้เคียงกันในสมัยก่อนที่จะค้นพบถ้ำนั้นเป็นเหมืองหินอ่อนและหินปูนที่ประสบความสำเร็จมาก่อน ซึ่งถ้ำแห่งนี้ถูกค้นพบในขณะที่กำลังขุดเหมืองหินปูนอยู่ และการทำเหมือนต้องถูกระงับลงทันทีที่มีการค้นพบถ้ำอาบุคุมะ

ในเดือนมีนาคม 1970 มีทีมสำรวจจาก Nihon University เข้าไปทำการสำรวจในถ้ำ และได้ค้นพบทางเข้าของถ้ำที่สุดปลายทางทิศเหนือซึ่งเป็นสถานที่หลักของถ้ำอาบุคุมะ และในปี 1973 ถ้ำอาบุคุมะได้ถูกทำการปรับปรุงเพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเยี่ยมชมความงามตามธรรมชาติที่ซ่อนไว้ภายใน ไฮไลท์ของถ้ำแห่งนี้ก็คงจะเป็นการจัดแสดงไฟภายในถ้ำที่ถือว่าเป็นถ้ำแรก ๆ ของประเทศญี่ปุ่นที่ได้จัดแสดงไฟภายในถ้ำไว้อย่างสวยงาม มีการจำลองพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกดินด้วย

พระอาทิตย์ขึ้น ฟีลลิ่งก็จะเป็นแบบในภาพนี้ล่ะค่ะ
พระอาทิตย์ตกดิน ฟีลลิ่งก็จะประมาณนี้

โถงใหญ่ของถ้ำก็สวยงามมากเช่นกัน

ว่ากันว่ารอยบนเพดานด้านบนคือ สนู้ปปี้ มองกันออกไหมคะว่าใช้สนู้ปปี้ไหม
หินต้นคริสต์มาสอยู่ทางนี้ค่ะ
มุมจากด้านบนมองลงไปที่โถงใหญ่ก็สวยเช่นกัน

อุณหภูมิเฉลี่ยภายในถ้ำจะประมาณ 15 องศาเซลเซสตลอดทั้งปี ดังนั้นระหว่างทางเดินจะเห็นมีขวดไวน์วางเอาไว้เพื่อเก็บรักษาอุณหภูมิให้คงที่

อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปี 15 องศาเซลเซียส
เลยนำไวน์มาเก็บเอาไว้ที่นี่

บริเวณทางออกของถ้ำมีบอร์ดให้นักท่องเที่ยวนำสติ๊กเกอร์มาติดตามประเทศของตัวเองด้วยนะคะ หนึ่งในนั้นมีประเทศไทยด้วย ใครมาเที่ยวแล้วก็อย่าลืมแวะมาเช็กอินกันที่บอร์ดนี้ด้วยนะคะ

สีแดงคือ ตัวแทนของผู้หญิง สีน้ำเงินคือ ตัวแทนของผู้ชายค่ะ
แผนผังผู้มาเยือนแบ่งตามประเทศต่าง ๆ คนไทยก็มาเยอะเหมือนกันนะคะเนี่ย
ซื้อตั๋วเข้าชมได้จากที่นี่ค่ะ

ถ้ำอาบุคุมะ
ที่ตั้ง: Higashikamayama−1, Takinemachi Sugaya, Tamura, Fukushima
เวลาทำการ: 8.30 น. – 17.00 น.
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 16 ปีขึ้นไป 1,200 เยน, เด็ก (13 – 15 ปี) 800 เยน, เด็ก (7-12 ปี) 600 เยน
เว็บไซต์: abukumado.com

ก็จบแล้วนะคะสำหรับการพาเที่ยว เมืองอิวากิ จังหวัดฟุกุชิม่า เมืองเล็ก ๆ ริมทะเลที่มีอะไรให้น่าค้นหาอย่างมากมาย น้อยคนนักที่จะรู้จักและได้มาเยือนเมืองนี้ ถ้ามีโอกาสมาเที่ยวญี่ปุ่นและอยากได้ประสบการณ์การท่องเที่ยวธรรมชาติแบบโลคอล ก็ขอฝากเมืองอิวากิไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกนะคะ …แล้วจะรู้ว่า เมืองอิวากิก็มีดีเหมือนกันนะเนี่ย!

ดูคลิปรีวิวฟุกุชิมะ 1 คืน 2 วัน

7 ที่ต้องไปในฟุกุชิมะ เมืองรองริมชายฝั่งทะเลแปซิฟิก เที่ยวญี่ปุ่น Fukushima Soma Iwaki