10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “ฟุกุชิมะ” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

จังหวัดฟุกุชิมะ จังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่ภูมิภาคโทโฮคุ ถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติอันสวยงามมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภูเขา ทะเลสาบ สถานที่ชมซากุระ และใบไม้เปลี่ยนสี รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์อย่างเมืองไอสึ วาคามัตสึ แถมที่นี่ยังขึ้นชื่อเรื่องผลไม้สดที่มีรสชาติหวานอร่อยกำลังดี จนได้รับขนานนามว่าเป็นอาณาจักรผลไม้เลยล่ะ! ถ้าพร้อมแล้วก็เก็บกระเป๋าไปลุยพร้อมๆ กันเลย!

1.ทะเลสาบอินาวาชิโระ (猪苗代湖)

ทะเลสาบน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสี่ของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่บริเวณภูเขาบันได ซึ่งทะเลสาบแห่งนี้เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟข้างๆ ภูเขาบันได ทำให้น้ำในทะเลสาบยังคงความเป็นกรดอ่อนๆ อยู่ และด้วยเหตุนี้เองจึงไม่มีพืช หรือ สัตว์น้ำภายในทะเลสาบแห่งนี้เลย แต่เพื่อนๆ ไม่ต้องกังวลนะคะ ว่าจะเป็นอันตรายต่อร่างกายรึเปล่า เพราะน้ำในทะเลสาบแห่งนี้ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ค่ะ

นอกจากนี้เรายังสามารถสนุกกับกิจกรรมได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกีฬาทางน้ำ เล่นเรือใบ ปั่นจักรยาน ปีนภูเขา หรือแม้แต่ในช่วงฤดูหนาวก็สามารถเล่นสกี และสโนว์บอร์ดได้ด้วย เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน – เดือนเมษายนเพื่อนๆ จะได้พบกับฝูงหงส์กว่า 3,000 ตัว ที่อพยพมาอยู่ทะเลสาบแห่งนี้ เล่นน้ำอย่างสนุกสนานกันด้วย อีกทั้งเพื่อนๆ ยังสามารถเห็นภาพสะท้อนของภูเขาบันไดสะท้อนกับทะเลสาบแห่งนี้ เป็นภาพที่สวยงามราวกับภาพวาดเลยล่ะค่ะ ทำให้ที่นี่เป็นที่รู้จักกันอีกชื่อว่า กระจกแห่งสวรรค์ นั่นเอง

 

View this post on Instagram

 

A post shared by 瀬谷 隆治 ☕️ (@seya.bass.50up) on

เพื่อนๆ สามารถเดินทางมาที่นี่ได้จากสถานี Inawashiro นั่งสาย Banetsu West Line แล้วไปต่อรถไฟ Tohoku Shinkansen Bullet Train สาย Tohoku line ที่สถานี Okoriyama Station

ข้อมูลเพิ่มเติม bandaisan

2. หมู่บ้านโบราณโออุจิ จูกุ (大内宿)

ย้อนเวลากลับสู่สมัยเอโดะ ที่นี่เปรียบเสมือนสถานที่พักแรมของเหล่าซามูไร พ่อค้า นักเดินทางทั้งหลาย ซึ่งเป็นถนนยาวกว่า 500 เมตร ยาวไปถึงจังหวัดนีงาตะเลยละ ตลอดสองข้างทางเพื่อนๆ จะเห็นบ้านแบบโบราณที่เป็นบ้านชาวนาญี่ปุ่นในสมัยก่อน คือมีการมุงหลังคาด้วยหญ้าหนาๆ เรียงรายตลอดสองฝั่ง

แม้ปัจจุบันที่หมู่บ้านโบราณโอะอุชิ จูกุจะได้รับการบูรณะใหม่ จนกลายเป็นสถานที่สำหรับเดินเล่น ชอปปิ้ง ขายของที่ระลึก สินค้าพื้นเมือง รวมถึงร้านอาหารและที่พักแบบญี่ปุ่น ถ้าหากเพื่อนๆ เห็นชาวบ้านกำลังนำผัก หรือเครื่องดื่มไปแช่ในทางน้ำไหลละก็ ไม่ต้องสงสัยเลย เพราะนี่คือวิถีชีวิตจริงๆ ของคนที่นี่ แถมน้ำยังใสสะอาดมากๆ รับรองได้เลยว่าเพื่อนๆ จะได้สัมผัสวิถีชีวิตของคนสมัยก่อนได้อย่างเต็มที่ ยิ่งถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีโอกาสมาเที่ยวช่วงฤดูร้อน ซึ่งจะตรงกับเทศกาลฮันเกะ จะได้เห็นขบวนพาเหรดแต่งตัวแบบโบราณ ซึ่งจัดขึ้นทุกวันที่ 2 ของเดือนกรกฎาคม หรือถ้าฤดูหนาวก็จะตรงกับเทสกาลโออูจิ ยะโดะ ยูกิ มัตสึริ ชาวบ้านจำนำโคมที่ทำเองมาจุดไฟวางไว้หน้าบ้าน มีการจุดพลุฉลอง อลังการสุดๆ ไปเลยละค่ะ ซึ่งงานนี้จะจัดขึ้นทุกปีในสัปดาห์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Kazumi (@pucchii_k) on

หมู่บ้านโบราณโออุจิ จูกุ เปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 09.30 น. – 16.30 น.เสียค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 250 เยน และเด็ก 150 เยน เพื่อนๆ สามารถเดินทางจากสถานี Sendai โดยนั่ง Shinkansen Yamabiko ไปสถานี Koriyama นั่งรถไฟสาย JR Ban etsu Saisen ไปสถานี Aizu wakamatsu  แล้วนั่งรถไฟสาย Aizu ไปสถานี Yunokami Onsen หลังจากนั้นต่อแท็กซี่ไปอีกประมาณ 15 นาที หรือจะเดินก็ได้ค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม misawaya

3. ปราสาทซึรุกะ (鶴ヶ城)

แต่เดิมปราสาทนี้มีชื่อว่าปราสาทคุโระคะวะ มีทั้งหมด 7 ชั้นด้วยกัน ทว่าปัจจุบันมีการปรับให้เหลือเพียง 5 ชั้นเท่านั้น ถึงแม้จะได้รับการบูรณะใหม่ แต่ที่นี่ก็ยังคงความเป็นปราสาทดั้งเดิมของญี่ปุ่นเอาไว้ด้วยการปูกระเบื้องสีแดงบนหลังคา สาเหตุที่มีอีกชื่อหนึ่งว่าปราสาทนกกระเรียน นั่นก็เพราะว่า ซึรุกะภาษาญี่ปุ่นแปลว่านกกระเรียนนั่นเอง

ภายในปราสาทซึรุกะแห่งนี้ยังเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เพื่อนๆ ศึกษาความเป็นมา รวมถึงวิถีชีวิตของเหล่าซามูไร ข้าวของเครื่องใช้ ศิลปะและวัฒนธรรมในสมัยก่อน หากขึ้นไปยังชั้นบนสุดของตัวปราสาท เพื่อนๆ จะได้มาสูดบรรยากาศด้านบน อีกทั้งยังสามารถมองเห็นทัศนียภาพของภูเขาบันไดได้อีกด้วย นอกจากนี้บริเวณสวนภายในปราสาทยังมีเรือนน้ำชารินคะคุ ที่ใช้เป็นสถานที่จัดพิธีชงชา เพื่อนๆ จึงสามารถแวะมาจิบชาที่นี่ได้ รวมถึงแวะทานอาหารท้องถิ่นของที่นี่ได้ที่ Tsurugajo Kaikan ยิ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิเพื่อนๆ จะได้ชมดอกซากุระกว่า 1,000 ต้น ภายในสวนของปราสาทแห่งนี้ด้วย

 

View this post on Instagram

 

A post shared by 日本の絶景風景写真 PASHADELIC (@zekkei_delic_j) on

ปราสาทซึรุกะเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.30 – 17.00 น. เสียค่าเข้าชมคนละ 410 เยน วิธีเดินทาง จากสถานี JR Koriyama ขึ้นรถไฟสาย JR Banetsu Saisen แล้วลงที่สถานี JR Aizuwakamatsu แล้วต่อด้วยรถบัสไปลงที่ป้าย Tsuruga Kitaguchi  แล้วเดินต่ออีกนิดหน่อยก็ถึงแล้วค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม tsurugajo

4. ทะเลสาบโกชิคินุมะ (五色沼)

ที่นี่คือทะเลสาบที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟบันได ทำให้เกิดเป็นบ่อแอ่งเล็กๆ มากมาย รวมถึงทะเลสาบแห่งนี้ด้วย สาเหตุที่ทะเลสาบสามารถเปลี่ยนเป็นสีต่างๆ ได้ เพราะในน้ำมีกรดที่ทำปฏิกิริยากับหินภูเขาไฟทำให้เราสามารถเห็นสีของน้ำเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งสีแดง สีน้ำเงิน สีเขียว โดยเฉพาะแอ่งขนาดใหญ่อย่างทะเลสาบบิชามง ในแต่ละวันจะมีสีสันแตกต่างกันออกไป หากวันไหนฟ้าโปร่งก็จะเป็นสีฟ้าไม่ก็สีเขียวมรกตสวยงามมากๆ ยิ่งวันไหนฟ้าครื้มก็จะเป็นสีน้ำเงินเข้ม ส่วนตอนพระอาทิตย์ตกดินก็เป็นสีแดง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ และการทำปฏิกิริยากับแร่ธาตุในน้ำด้วย

ที่นี่ยังมีชื่อเรียกตามตำนานว่า ทะเลสาบเบ็นเท็น ซึ่งชื่อนี้อิงมาจากเทพเจ้าแห่งอักษร และดนตรี ตามตำนานพื้นบ้านสมัยก่อน หากเพื่อนๆต้องการชมวิวใบไม้เปลี่ยนสี หรือดอกซากุระ ที่นี่ก็เป็นตัวเลือกที่แจ๋วสุดๆ ไปเลยล่ะค่ะ อย่าลืมพกข้าวกล่องมาปิคนิคกันด้วยนะ เพราะบรรยากาศมันน่าปูเสื่อทานข้าวจริงๆ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Shirai Masami (@1min.traveller) on

เพื่อนๆ สามารถเดินทางมาที่นี่โดยรถบัส Bandai Higashi Miyako Bus จากสถานี Inawashiro (JR Ban etsu Saisen Line / Ban etsu West Line) ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ถึง Goshikinuma ที่ป้าย Urabandai kogen eki หรือ ป้าย Goshikinuma Iriguchi eki  ก็ได้ค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม urabandai

5. ศาลเจ้าชินกุ คุโมโนะ (新宮熊野神社)

นี่คือศาลเจ้าของเหล่านักบวชผู้เคร่งครัดในสมัยก่อน ด้วยบรรยากาศอันเงียบสงบ ทำให้รับรู้ได้เลยว่าที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ และเมื่อเพื่อนๆ เข้ามาในศาลเจ้าจะพบกับต้นแปะก๊วยยักษ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาเหลืองอร่ามไปทั่วบริเวณนั้น ซึ่งต้นแปะก๊วยยักษ์นี้มีอายุกว่า 800 ปีเชียวนะ

เมื่อมาถึงที่นี่ก็ต้องเข้าไปสักการะภายในศาลานากาโตโกะ ที่ทำเป็นลักษณะเปิดโล่ง มีเพียงเสาและหลังคาเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมโบราณที่สะท้อนความคิดแบบเรียบง่าย ไม่ยึดติดกับเครื่องประดับตกแต่ง ดังนั้นที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่สำหรับนักบวชผู้มีใจฝักใฝ่ในศาสนาอย่างเคร่งครัดนั่นเอง นอกจากนี้เพื่อนๆ จะได้เห็นหม้อทองแดง ซึ่งในอดีตใช้เป็นอุปกรณ์ในการทำพิธีปลุกเสกข้าว ก่อนที่จะนำไปถวายแด่เทพเจ้า และเนื่องจากสถานที่แห่งนี้มีความสวยงามทางด้านสถาปัตยกรรมโบราณ และเป็นที่ตั้งของต้นไม้ยักษ์เก่าแก่ จึงทำให้ได้รับการยกย่องเป็นสมบัติชาติอีกแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นด้วย

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Akemi (@elle.akemims) on

ศาลเจ้าชินกุ คุโมโนะเปิดให้เข้าชมเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 8.00-17.00 น. เสียค่าเข้าชมคนละ 300 เยน เด็กนักเรียนมัธยมปลาย 200 เยน ส่วนเด็กนักเรียนมัธยมต้นและเด็กเล็กเข้าฟรี วิธีเดินทางจากสถานี JR Kitakata Station ให้ขึ้นรถไฟสาย JR Banetsu Saisen ใช้เวลาประมาณ 15 นาที หรือจะนั่งแท็กซี่ก็ได้ค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม tif.ne.jp

6. สวนสาธารณะฮานะมิยามะ (花見山公園)

เทศกาลชมดอกไม้ ถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญของชาวญี่ปุ่น ในการพบปะสังสรรค์กันของคนในครอบครัว มิตรสหาย หรือคู่รัก ที่พากันมาเดินชมเหล่าดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่ง พร้อมนั่งทานข้าวกล่อง เป็นปิคนิคเล็กๆ และพูดคุยกัน ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ถ้ามาถึงญี่ปุ่นแล้วต้องไม่พลาด โดยเฉพาะที่สวนสาธารณะฮานะมิยามะแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาสูง เพื่อนๆ สามารถเดินชมดอกซากุระมากกว่า 10 สายพันธุ์ ทั้งดอกซากุระสีขาว สีชมพู และดอกไม้ต่างๆอีกกว่า 70 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นดอกบ๊วย ดอกแมกโนเลีย  ที่นี่จึงกลายเป็นหุบเขาดอกไม้ที่สวยงามสุดๆ เลยล่ะค่ะ

ถ้าหากเพื่อนๆ ต้องการมาชมดอกซากุระที่ฮานะมิยามะ สามารถมาได้ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ดอกซากุระกำลังบานสะพรั่ง ถ้าเป็นดอกไม้ชนิดอื่นเพื่อนๆ ก็สามารถมาชมได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงต้นเดือนพฤษภาคมเลยล่ะค่ะ แถมที่นี่ยังเปิดให้เข้าชมฟรี ไม่เสียค่าธรรมเนียมด้วย

 

View this post on Instagram

 

A post shared by yuichi chigasaki (@chigasaki3) on

การเดินทางจาก Fukushima Station มี Shuttle bus หมายเลข 6 ไปยัง Hanamiyama ในช่วงฤดูใบไม้ผลิด้วย โดยรถบัสจะออกทุกๆ 15-30 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม www.hanamiyamakoen.jp

7. อุทยานแห่งชาติโอเซะ (尾瀬国立公園)

เพื่อนๆ คนไหนชื่นชอบธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา ทะเลสาบ น้ำตก ป่าไม้ อุทยานแห่งชาติโอเซะคือสวรรค์ของเพื่อนๆ เลยล่ะ เพราะที่นี่กว้างใหญ่ครอบคลุมถึง 4 จังหวัด คือ จังหวัดฟุกุชิมะ โทจิงิ นีงะตะ และกุนมะ เพื่อนๆ จึงสามารถกางเต้นท์ค้างคืน เดินป่าสำรวจเส้นทางธรรมชาติ ศึกษาพันธุ์พืช และสัตว์ต่างๆ ชื่นชมความงามของเหล่าดอกไม้ธรรมชาติ รวมถึงบึงน้ำที่ว่ากันว่าตั้งอยู่สูงที่สุดในโลก ยิ่งถ้าได้มีโอกาสมาช่วงฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้ที่นี่จะพร้อมใจกันเบ่งบาน ทั้งดอกลิลลี่ ดอกกะหล่ำเป็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมากๆ เลยล่ะค่ะ

เส้นทางการเดินป่าของที่นี่ก็มีให้เลือกถึงสองแบบคือ เส้นทางจาก ฮะโตะมะชิโตะเงะ ที่นิยมมาเพื่อชมดอกไม้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และเส้นทางโอเซะนุมะ ที่เดินเลียบไปรอบบ่อน้ำ หรือใครอยากได้แอดเวนเจอร์กว่านี้ก็มีเส้นทางปีนเขาให้เพื่อนๆได้ไปท้าทายความสามารถกันด้วย

 

View this post on Instagram

 

A post shared by yuki (@yuki.79113) on

การเดินทางจากฟูกุชิมะ เพื่อนๆสามารถนั่งรถบัสจาก Aizu-Tajima Station สาย Aizu Railway Line ที่ผ่านเส้นทาง Miike ไปยัง Numayamatoge รถบัสจะออกวันละ 4 รอบ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม envgo

8. อความารีน ฟุกุชิมะ (環境水族館)

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีอ่างขนาดใหญ่ 2,050 ตัน หรือที่เรียกกันว่า ทะเลชิโอเมะ ซึ่งอ่างน้ำแห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็นรูปสามเหลี่ยม ถือเป็นอ่างน้ำสามเหลี่ยมแห่งแรกของโลกอีกด้วย ส่วนน้ำที่ไหลวนอยู่ภายในทะเลชิโอเมะนั้นมาจากมหาสมุทรคุโรชิโอะทางทิศใต้ และ โอยาชิโอะทางทิศเหนือ ดังนั้นที่นี่จึงแบ่งออกเป็นสองกระแสน้ำ

เพื่อนๆ สามารถเห็นปลาหลากหลายชนิดที่อยู่คนละกระแสน้ำได้อย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นความพิเศษของที่นี่คือ มีการจัดระบบนิเวศใหม่สำหรับสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ และสามารถนำไปศึกษาเกี่ยวกับพันธุ์สัตว์ทะเล รวมถึงพืชทางทะเลอื่นๆ อีกด้วย ถึงแม้ที่นี่จะไม่มีโชว์การแสดงโลมา หรือแมวน้ำ แต่เพื่อนๆก็สามารถสัมผัสกับสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลยามค่ำคืนได้

 

View this post on Instagram

 

A post shared by @yuririnko on

อความารีน ฟุกุชิมะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 09.00-17.30 น. และปิดทำการทุกวันอังคารที่ 3 ของเดือน รวมถึงวันที่ 1 มกราคมของทุกปี  เสียค่าเข้าชมท่านละ 1,600 เยน การเดินทาง เพื่อนๆ สามารถนั่งรถบัส Onahama /Ena จากสถานีอิซูมีแล้วลงที่ป้าย Shisho-guchi หลังจากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 10 นาทีก็ถึงค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม marine

9. อะดาตาระ สกีรีสอร์ท (安達太良山のスキー場)

อะดาตาระ สกีรีสอร์ท เป็นสกีรีสอร์ทที่ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาอาดาตาระ  ซึ่งที่นี่มีเนินเขายาวถึง 1,800 เมตร ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยละค่ะ ถ้าที่นี่จะกลายเป็นลานสกีที่น่าจับตามองอีกแห่งหนึ่ง สำหรับนักเล่นสกีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมือโปรที่ผ่านมาแล้วทุกสนามแข่ง หรือคนที่เล่นสกีไม่เป็นเลย ที่นี่ก็มีคอร์สสอนสกี พร้อมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ให้เช่าด้วย นอกจากนี้ยังมีที่พักและร้านอาหาร รวมถึงออนเซ็นให้นักท่องเที่ยวที่เหนื่อยล้าจากการเล่นสกีมาผ่อนคลายกล้ามเนื้อกันด้วย

และถ้าหากใครอยากชมวิวของภูเขาอาดาตะระแบบวิวพาราโนม่าละก็ ที่นี่ก็มีกระเช้าลอยฟ้ากอนโดล่าที่จุได้ถึง 6 คนคอยให้บริการด้วย รวมทั้งโซนอื่นๆ อย่าง Chair Lift, T-bar Lift, Ski Center และ Kid Park สำหรับคุณหนูๆ ดังนั้นไม่ว่าจะมากับแก๊งค์เพื่อน หรือครอบครัวก็สามารถสนุกกับที่นี่ได้เช่นกัน

 

View this post on Instagram

 

A post shared by kwn.326 (@kwn.326) on

อะดาตาระ สโนว์ รีสอร์ท เปิดให้บริการเฉพาะช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือนธันวาคม – เดือนเมษายน สำหรับผู้ใหญ่เสียค่าเข้า 3,200 เยน นักเรียนมัธยม 2,800 เยน และเด็กประถม 850 เยน ค่าเช่าอุปกรณ์สกี สโนว์บอร์ดและเสื้อผ้า 3,100 เยน วิธีเดินทางจากโตเกียว เพื่อนๆ สามารถนั่งรถไฟสาย โทโฮคุ ชินคันเซ็น ที่สถานีรถไฟโตเกียวแล้วลงที่สถานีรถไฟ JR โคริยะมะ ต่อด้วยรถชัตเติลบัสของทางสกีรีสอร์ท ใช้เวลาประมาณ 80 นาที

ข้อมูลเพิ่มเติม adatara-resort

10. ปราสาทริกะจัง (リカちゃんキャッスル)

ริกะจัง หรือ ริกะ คายามะ ตุ๊กตาเด็กผู้หญิงที่ถ้าหากเอ่ยปากถามคนญี่ปุ่นแล้ว ไม่มีใครไม่รู้จักแน่นอน หรือที่บ้านเราเรียกกันว่าตุ๊กตาบาร์บี้ แต่เป็นเวอร์ชั่นญี่ปุ่นนั่นเอง ซึ่งออกวางขายในปี ค.ศ.1967 จนกลายเป็นที่นิยมของเด็กๆ ชาวญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบัน ที่สำคัญปราสาทริกะจังแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของโรงงานที่ผลิตพวกเธออีกด้วย ซึ่งที่นี่ตั้งอยู่ที่เมืองโอโนะ จังหวัดฟุกุชิมะ

ภายในปราสาทเพื่อนๆ สามารถทัวร์โรงงานตุ๊กตา ชมขั้นตอนการผลิตตุ๊กตาริกะจัง และยังได้เห็นตุ๊กตาริกะจังตั้งรุ่นแรกยันรุ่นปัจจุบัน รวมถึงประวัติเกี่ยวกับครอบครับคายามะ วิวัฒนาการต่างๆ และสำหรับคุณหนูๆยังมีโซนอื่นๆ ให้ร่วมสนุกอีก ทั้งยังสามารถทดลองใส่ชุดของริกะจังได้ด้วย นอกจากนี้ใครที่เป็นนักสะสมตุ๊กตาริกะจังละก็ ที่นี่ก็มีตุ๊กตาริกะจัง และครอบครัว รวมถึงอุปกรณ์แต่งตัวต่างๆ  เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า วางขายด้วย อยากได้ของแท้ Made in Japan ต้องซื้อที่โรงงานปราสาทริกะจังเท่านั้นค่ะ ที่สำคัญตอนกลางคืนในช่วงฤดูหนาวยังมีไฮไลท์พิเศษเปิดไฟประดับเพิ่มความสวยงามโรแมนติกให้กับตัวปราสาทแห่งนี้อีกด้วย

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Toshiki Tone (@totttyy) on

ปราสาทริกะจังเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 10.00 – 16.00 น. ผู้ใหญ่ราคา 700 เยน เด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป 500 เยน ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี เข้าฟรีค่ะ วิธีเดินทาง เพื่อนๆสามารถเดินจากสถานี โอโนะ ชินมาชิ ประมาณ 10 นาที บนเส้นทาง JR บันเอ็ทสึ

ข้อมูลเพิ่มเติม liccacastle

แม้จังหวัดฟุกุชิมะ จะเป็นที่รู้จักในเรื่องภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เมื่อปี 2011 แต่ปัจจุบันที่นี่ก็ได้รับการฟื้นฟูจนกลายเป็นอีกหนึ่งจังหวัดน่าเที่ยวของประเทศญี่ปุ่น เรียกได้ว่าครบทุกรสชาติ เที่ยวได้ทุกฤดูจริงๆ ไหนๆ ก็มาถึงที่นี่แล้วเพื่อนๆ ต้องไม่พลาดเที่ยวงานเทศกาลฟุรุซาโตะ โนะ ยุกิมัทสึริ เทศกาลหิมะที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดฟุกุชิมะให้ได้เลยนะ แล้วอย่าลืมแชะภาพมาอวดกันบ้างนะ !