10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “อิวาเตะ” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

มีเพื่อนๆ คนไหนเคยดูละครญี่ปุ่นเรื่องอามะจังบ้างเอ่ย?? เพราะวันนี้ ANNGLE จะพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวบ้านเกิดอามะจัง จังหวัดอิวาเตะ ภูมิภาคโทโฮคุนั่นเอง จังหวัดอิวาเตะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองมาจากฮอกไกโดเชียวนะ แถมยังเป็นที่ตั้งของภูเขาอิวาเตะ หรือที่เรียกกันว่า ภูเขาไฟฟูจิลูกที่สอง นอกจากนี้ยังมีเมนูเด็ดประจำเมืองอย่าง วังโกะโซบะ ถึงขนาดมีการจัดการแข่งขันหาแชมป์แข่งกินวังโกะโซบะระดับประเทศ! ใครสนใจละก็ ตามมาพร้อมๆ กันเลยค่ะ!

1. วัดชูซอนจิ (中尊寺)

วัดชูซอนจิ เมืองฮิราอิซูมิ คือ ที่ตั้งของพลับพลาสีทองอร่าม ซึ่งใช้เป็นที่เก็บเถ้ากระดูกของตระกูลฟูจิวาระถึงสามสมัยด้วยกัน  อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกของประเทศญี่ปุ่น  เนื่องจากสมัยก่อนที่วัดแห่งนี้เคยมีเจดีย์มากกว่าสิบหลัง ทว่าสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กลับถูกทำลายลงอย่างไม่เหลือซาก แต่ถึงแม้ปัจจุบันจะเหลือสถาปัตยกรรมอยู่ไม่มาก ที่นี่ก็ยังคงความงดงามให้เพื่อนๆ ได้ชมกัน ไม่ว่าจะเป็น วิหารใหญ่ฮอนโดะ วิหารเก่าแก่ที่เหลืออยู่เพียงหลังเดียวของวัด เพื่อนๆ สามารถเข้ามาสักการะพระพุทธรูปเก่าแก่ภายในวิหารแห่งนี้ได้ หรือจะเดินชมความงามของวิหารทองคำคอนจิคิโดะ ซันโกโสะ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บสมบัติของตระกูลฟูจิวาระ และหากเพื่อนๆ คนไหนมาช่วงวันที่ 1-5 พฤษภาคม หรือ 1-3 พฤศจิกายน ซึ่งตรงกับเทศกาลฟูจิวาระ เพื่อนๆ จะได้ชมการแสดงละครหน้ากากโน การแสดงอันเก่าแก่ของญี่ปุ่นที่หาชมได้ยาก

วัดชูซอนจิเปิดทำการทุกวันตั้งแต่เวลา 8.30-17.00 น. สำหรับผู้ใหญ่ค่าเข้าชมคนละ 800 เยน นักเรียนมัธยมปลาย 500 เยน นักเรียนมัธยมต้น 300 เยน นักเรียนประถม 200 เยน วิธีการเดินทางจากสถานี JR Hiraizumi เพื่อนๆ สามารถเดินจากสถานีมาถึงที่วัดได้เลย ใช้เวลาประมาณ 25 นาที หรือเช่าจักรยานบริเวณสถานีก็ได้ค่ะ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by kumiko (@s751_kumi) on

ข้อมูลเพิ่มเติม chusonji

2. เมืองโมริโอกะ (盛岡)

เมืองโมริโอกะ คือ เมืองหลวงของจังหวัดอิวาเตะ ที่ถูกล้อมรอบไปด้วยภูเขา และเมื่อมาถึงที่นี่ เพื่อนๆ ต้องไม่พลาดทานก๋วยเตี๋ยวขึ้นชื่อของจังหวัดโมริโอกะ อย่างวังโกะโซบะ ก๋วยเตี๋ยวเรเมน และ จาจาเมน ซึ่งสามารถหาได้ตามร้านอาหารทั่วเมืองโมริโอกะเลยละ นอกจากนี้เพื่อนๆ ยังสามารถเดินชมซากปราสาทโมริโอกะ และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวัฒนธรรมประจำเมืองโมริโอกะ ที่สวนสาธารณะปราสาทโมริโอกะได้ด้วย อีกทั้งที่นี่ยังเป็นหนึ่งในสถานที่ชมดอกซากุระของชาวเมืองโมริโอกะอีกด้วย ยิ่งในช่วงฤดูหนาว ที่นี่ก็มีการจัดเทศกาลหิมะเมืองโมริโอกะ ทั้งการประกวดงานปั้น แกะสลักหิมะเป็นรูปร่างต่างๆ โคมเทียนหิมะ ประดับไฟหลากสี สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก หากเพื่อนๆ คนไหนมีโอกาสมาช่วงต้นเดือนสิงหาคม อย่าพลาดชมเทศกาล Sansa Odori  เพื่อนๆสามารถเข้ามาร่วมขบวนเต้นวนรอบเมืองได้ด้วย มีพาเหรดปิดท้ายงานอันยิ่งใหญ่ด้วยละ

การเดินทางภายในเมืองโมริโอกะ เพื่อนๆ สามารถนั่งรถ Dendenmushi Loop Bus ซึ่งวิ่งวนรอบเมืองโมริโอกะ เที่ยวละ 100 เยน หรือจะเดินเล่น ปั่นจักรยานก็ย่อมได้ เพราะสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ภายในเมืองอยู่ไม่ไกลกันมาก ค่าเช่าจักรยานชั่วโมงแรก 100 เยนและบวกเพิ่มอีก 100 เยนทุกๆ 30 นาทีค่ะ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by MONJI (@kinpanaexteam) on

ข้อมูลเพิ่มเติม city.morioka

3. ฟาร์มโคอิวาอิ (小岩井農場)

ฟาร์มโคอิวาอิ เป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ในจังหวัดอิวาเตะ ที่ยังคงสภาพแวดล้อมธรรมชาติ และส่งออกผลิตภัณฑ์คุณภาพเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่ เนื้อวัว เนื้อแกะ เนยสด โยเกิร์ต นอกเหนือจากการเลี้ยงสัตว์และการทำการเกษตรกรรมแล้ว ยังมีกิจกรรมขี่ม้า ยิงธนู เก็บผัก ผลไม้ในฟาร์ม อบพิซซ่าสดๆ และกิจกรรมอื่นๆ อีกด้วย เมื่อเพื่อนๆ มาถึงที่นี่ต้องไม่พลาดที่จะชิมนมสดๆ ซอฟต์ครีมนุ่มๆ แยมหวานๆ และผลิตภัณฑ์อื่นๆจากฟาร์ม นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นสถานที่ในการจัดงานเทศกาลหิมะอิวาเตะด้วย โดยในงานจะมีการจัดแสดงตุ๊กตาหิมะรูปแบบต่างๆ และบ้านหิมะคามาคุระให้เพื่อนๆ ได้เข้ามาเดินชม รวมถึงงานประดับไฟมากกว่า 1 ล้าน 3 แสนดวง เป็นฉากที่สวยงามอลังการสุดๆ ไปเลยล่ะค่ะ ซึ่งแต่ละปีก็จะมีการจัดธีมที่แตกต่างกัน ถือเป็นงานอิลูมิเนชั่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคโคโฮคุเลยละ

สำหรับที่นี่เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 9.00 – 17.30 น. และปิดให้บริการในวันพฤหัสบดีของสัปดาห์ที่ 2 ในเดือนเมษายน ผู้ใหญ่เสียค่าเข้าชมคนละ 600 เยน ส่วนเด็กๆ เสียคนละ 300 เยน งานอิลูมิเนชั่นในฤดูหนาวจะจัดในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน – ต้นเดือนมกราคม ตั้งแต่เวลา 16.00 – 20.00  น. การเดินทาง เพื่อนๆ สามารถขึ้นรถบัสที่หน้าสถานีโมริโอกะ แล้วต่อรถบัสหมายเลข 10 ที่ผ่านฟาร์มโคอิวาอิ มาอิคิบาเอ็น หรือ สึนะโชยุ ออนเซ็น

 

View this post on Instagram

 

A post shared by AKIO.S (@yua0120.2001) on

ข้อมูลเพิ่มเติม koiwai

4. ศูนย์อามะแห่งชายฝั่งโคโซเดะ (小袖海女センター)

สำหรับแฟนละครญี่ปุ่น เรื่องอามะจัง คงจะเคยเห็นศูนย์อามะ เมืองคุจิ มาบ้างในหลายๆ ฉาก อามะ คือ นักดำน้ำที่ไม่ใช้เครื่องช่วยหายใจ ถือเป็นอาชีพดั้งเดิมของจังหวัดอิวาเตะ ที่สำคัญคือเป็นผู้หญิงด้วย! บวกกับสภาพภูมิศาสตร์ที่ติดกับทะเล อิวาเตะจึงเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเล โดยเฉพาะหอยเป๋าฮื้อ และหอยเม่น ดังนั้นเมื่อมาถึงที่นี่ เพื่อนๆ จะได้ชมโชว์ดำน้ำแบบอามะ ซึ่งเป็นการโชว์งมหอยเม่นประมาณ 10 ตัว ต้องดำลงไปลึกกว่า 10 เมตร แต่โชว์หอยเม่นนั้นสามารถดูได้แค่ช่วงเดือนกรกฎาคม – เดือนกันยายนเท่านั้น และในวันอาทิตย์ของเดือนสิงหาคม ที่เมืองคุจิจะมีเทศกาล The Northernmost Ama Festival ที่จัดขึ้นบริเวณท่าเรือ Kosode Fising Post แน่นอนว่าเพื่อนๆ จะได้ดูโชว์การดำน้ำ การแสดงพื้นบ้านด้วย รวมถึงหอยเชลล์ย่างร้อนๆ อาหารทะเลสดๆ เมนูเด็ดประจำเมือง ที่เวลาดูละครเรื่องนี้แล้วจะโผล่มายั่วน้ำลายเราบ่อยๆ นั่นก็คือ ข้าวหน้าไข่หอยเม่น นั่นเอง

สำหรับใครที่ต้องการชมการแสดงดำน้ำที่ศูนย์อามะแห่งชายฝั่งโคโซเดะ เพื่อนๆ สามารถชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00 – 18.00 น. ค่าเข้าชมคนละ 500 เยน แต่ถ้าอยากชมโชว์หอยเม่นต้องมาช่วงกรกฏาคม – กันยายานเท่านั้นนะคะ การเดินทางเพื่อนๆ สามารถนั่ง JR Hachinohe Line มาลงที่สถานี Kuji

 

View this post on Instagram

 

A post shared by ワークスR🇯🇵 (@works2854r) on

ข้อมูลเพิ่มเติม kuji-tourism

5. ช่องเขาเกบิเคอิ (猊鼻溪)

เปลี่ยนบรรยากาศมาล่องเรือสัมผัสธรรมชาติที่ช่องเขาเกบิเคอิ พร้อมจิบชาไปตลอดสองข้างทางในช่วงฤดูร้อน หรือจะชมใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงฤดูใบไม้ร่วง แม้แต่ช่วงฤดูหนาวเพื่อนๆ ก็ยังสามารถนั่งเรือชมทัศนียภาพโดยรอบที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ แถมยังมีการติดตั้งหลังคากันหิมะ และฮีทเตอร์รวมถึงโต๊ะโคทัตสึ พร้อมหม้อสุกี้คอยให้บริการคลายหนาวกันด้วย ในขณะที่ล่องเรือก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยอธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่เพื่อนๆ คนไหนไม่เข้าใจก็สามารถอ่านภาษาอังกฤษจากโบรชัวร์ได้ นอกจากนี้เพื่อนๆ ยังสามารถแวะชมถ้ำบิชาม่อน ที่เชื่อกันว่าเป็นที่อยู่ของเทพเจ้าขุมทรัพย์ และจมูกราชสีห์ ที่มาของชื่อเกบิเคอินั่นเอง หากใครสามารถโยนหินเล็กๆ ที่ชื่ออุนดามะเข้าไปในรูบนหน้าผาได้ เชื่อกันว่าคำอธิษฐานจะเป็นจริงละ

เพื่อนๆ ที่สนใจล่องเรือชม สามารถใช้บริการได้ตั้งแต่เวลา 8.30-16.30 น.หากวันไหนมีอากาศแปรปวนจะหยุดให้บริการทันที ค่าใช้จ่ายผู้ใหญ่ 1,600 เยน เด็ก 860 เยน ใช้เวลาล่องเรือประมาณ 90 นาที วิธีเดินทางจาก Hiraizumi นั่ง JR Tohoku Line แล้วลงที่ Ichinoseki แล้วเปลี่ยนไปนั่ง JR Ofunato Line ไปยัง Geibikei Station แล้วเดินต่ออีกนิดหน่อยก็ถึงแล้วค่ะ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Keith Chau (@chau_keith) on

ข้อมูลเพิ่มเติม geibikei

6. เอปพิ โคเกนรีสอร์ท (安比高原スキー場)

ที่นี่คือสวรรค์ของคนรักสกี เอปพิ โคเกนรีสอร์ท สกีรีสอร์ทชั้นนำของภูมิภาคโทโฮคุ ถือเป็นสกีรีสอร์ทที่ใหญ่ที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะมีเส้นทางสกีกว่า 45.1 กิโลเมตร เพื่อนๆ สามารถท้าทายความสามารถของตนเองไปกับการเล่นสกีหรือ สโนว์บอร์ด ที่ Salomon Snow Park หรือถ้าใครมาเป็นครอบครัวก็สามารถสนุกสนานไปกับหิมะ และกิจกรรมที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัวได้ที่ APPI Family Park แถมที่นี่ยังมีบริการให้เช่าอุปกรณ์ อีกทั้งยังมีร้านค้า ร้านอาหาร ให้เลือกมากมาย ถ้าเพื่อนๆ คนไหนเล่นสกีไม่เป็นละก็ หมดห่วงได้เลย เพราะที่นี่มีโรงเรียนสอนสกีคอยให้บริการด้วย เพื่อนๆ คนไหนอยากใช้เวลาอยู่ที่นี่นานๆก็สามารถนอนพักได้ที่ Hotel Appi Grand ซึ่งหากพักที่นี่ละก็จะได้รับประทานอาหารในโดมหิมะด้วยละ อีกทั้งยังได้ผ่อนคลายไปกับการอาบน้ำพุร้อนในร่มและกลางแจ้งด้วย

เอปพิ โคเกนรีสอร์ท มีค่าใช้จ่ายแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ 5,400 เยน สำหรับเล่นทั้งวัน และ 5,100 เยน สำหรับครึ่งวัน ถ้าเป็นช่วงตอนกลางคืนตั้งเวลา 16.00-20.00 น. 2,500 เยน ค่าเช่าสำหรับยืมอุปกรณ์สกี 5,200 เยน, บอร์ด 5,200 เยน และเสื้อผ้า 4,100 เยน การเดินทางจาก Morioka Station เพื่อนๆสามารถนั่งรถบัสมาถึงที่นี่ได้เลย หรือจะนั่งรถไฟจาก Morkioka Station ไปลงที่ Appi Kogen Station ซึ่งห่างจากสกีรีสอร์ทประมาณ 3 กิโลเมตรค่ะ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Takaaki Degawa (@dega5wa31) on

ข้อมูลเพิ่มเติม appi-japan

7.  ถ้ำริวเซ็นโด (龍泉洞)

หนึ่งใน Unseen  Japan ถ้ำหินปูนที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น นั่นก็คือ ถ้ำริวเซ็นโด ที่มีความยาวมากกว่า 3,100 เมตร ทว่าเปิดให้เดินชมแค่เพียง 700 เมตรเท่านั้น ภายในถ้ำเพื่อนๆ จะได้เห็นหินย้อยรูปร่างประหลาดที่เรียกกันว่า Moon Palace  น้ำสีฟ้าครามที่ไหลไปรวมกันเป็นทะเลสาบใต้ดิน ซึ่งที่นี่มีถึง 4 แห่งด้วยกัน แถมที่นี่ยังมีสะพานให้เพื่อนๆ เดินสำรวจกันด้วย หากมองจากสะพานข้างบนน้ำจะสะท้อนแสงเป็นสีฟ้าใต้ความมืดให้เราได้เห็นกันด้วย เนื่องจากน้ำมีความใสสะอาดมาก จึงมีการติดไฟใต้น้ำเพื่อให้น้ำสะท้อนแสงสีน้ำเงินออกมา จนกลายเป็นที่รู้จักกันในนาม Dragon Blue นอกจากนี้ตลอดระยะทางในการเดินเข้าไปในถ้ำ เพื่อนๆ ยังสามารถมองเห็นค้างคาวหลากหลายสายพันธุ์ที่อาศัยอยู่บริเวณเพดานถ้ำได้ด้วย อีกทั้งเพื่อนๆ ยังสามารถจิบน้ำแร่ที่เชื่อกันว่าเมื่อได้ดื่มแล้วจะมีอายุยืนยาวไปอีก 3 ปี

ถ้ำริวเซ็นโดเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 8.30-18.00 น. โดยผู้ใหญ่เสียค่าเข้าชม 1,000 เยน  เด็กนักเรียนคนละ 500 เยน วิธีเดินทางจากสถานี JR Morioka Station เพื่อนๆ สามารถนั่งรถบัส JR Bus Tohoku ที่มุ่งหน้าไปยัง Ryusendo ได้เลย

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Japania (@japaniafr) on

ข้อมูลเพิ่มเติม iwate-ryusendo

8. ชายฝั่งทะเลคิตะยามาซากิ (北山崎展望台)

เพื่อนๆ สามารถสัมผัสธรรมชาติ และชมวิวของทะเลคิตะยามาซากิได้ที่แหลมแห่งนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติซังริคุ ที่มีการอนุรักษ์สัตว์น้ำและพืชพันธุ์บริเวณชายฝั่ง หากลองทอดสายตาออกไปจะพบหน้าผาสูงเรียงรายมากมาย ที่มีความสูงประมาณ 150 – 200 เมตร เล่นเอาคนที่มีใจรักในการปีนเขาชีพจรเท้าเต้นตุ๊บๆเลยล่ะค่ะ หรือถ้าใครอยากเห็นวิวชัดๆเต็มสองตา ก็ลองมาที่หอชมวิวคิตะยามาซากิได้ ซึ่งภายในอาคารมีทั้งหมด 3 ชั้น เพื่อนๆ สามารถรับประทานอาหาร และเลือกซื้อของที่ระลึกได้ด้วย นอกจากนี้หากเพื่อนๆ คนไหนคิดว่าหน้าผาที่นี่ยังสูงไม่จุใจ ถัดไปทางทิศใต้ประมาณ 10 กิโลเมตร มีหน้าผาอูโนซุให้ได้แวะชมวิวเพิ่มกันอีกด้วย วันไหนคลื่นลมไม่แรงมาก เพื่อนๆยังสามารถสนุกกับการล่องเรือสัปปะ ชมแนวปะการังบนน้ำตื้น และล่องเรือผ่านรูใหญ่ๆ ของแหลมทะเลได้อีกด้วย

หากเพื่อนๆ จะมาที่ชายฝั่งทะเลคิตะยามาซากิ จาก Miyako Station ให้นั่งรถไฟ Sanriku Railway Northern Line ไปลงที่ Tanohata Station แล้วนั่งแท็กซี่ต่อ แต่ทางที่ดีขออนุญาตแนะนำให้เช่ารถยนต์ส่วนตัวจะดีกว่า เพราะที่นี่ไม่มีรถบัสบริการบ่อยนัก เพื่อนๆ สามารถเช่ารถยนต์ได้ที่สถานีรถไฟ Morioka Station หรือ Miyako Station ได้เลยค่ะ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by れ ん ☃️ (@nikon_ren) on

ข้อมูลเพิ่มเติม  tanohata.iwate

9. ชายหาดโจโดงาฮามะ (浄土ヶ浜)

กรวดทรายสีขาว น้ำทะเลสีฟ้าเข้ม ท้องฟ้าสีคราม และบรรยากาศเงียบสงบ ที่นี่คือชายหาดโจโดงาฮามะ เกาะสวรรค์แห่งอิวาเตะนั่นเองค่ะ เพื่อนๆ สามารถว่ายน้ำชมความงามใต้ท้องทะเล หรือ ล่องเรือชมทิวทัศน์ที่มีให้เลือกถึงสองแบบด้วยกัน คือ Blue Cave Cruise ที่จะพาเพื่อนๆ แล่นเรือไปชมวิวโดยรอบ และ Miyako Jodogahama Boat Cruise ที่จะพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวชมเกาะหิน เข้าชมถ้ำสีฟ้า และแวะให้อาหารนกนางนวล นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง ห้องอาบน้ำ ร้านอาหาร มีการจัดนิทรรศการเล็กๆเกี่ยวกับชายฝั่งทะเล และแนะนำเส้นทางในการเดินชมชายหาดด้วย

หากเพื่อนๆ คนไหนสนใจนั่งเรือ Blue Cave Cruise มีค่าใช้จ่ายคนละ 1,500 เยน สามารถนั่งชมได้ 20 นาที หรือถ้าเป็น Miyako Jodogahama Boat Cruise ใช้เวลา 40 นาที ในราคาเพียง 1,250 เยน เปิดทำการเวลา 8.30-17.00 น. และปิดทำการช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ และกลางเดือนมกราคม-ต้นเดือนมีนาคม เพื่อนๆสามารถนั่งรถบัส Iwate Kenpoku Bus จากสถานีรถไฟ Miyako Station แล้วไปลงที่สถานี Jodogashima bus stop แล้วเดินต่ออีกประมาณ 10 นาทีค่ะ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by まっつん (@mattsun999) on

ข้อมูลเพิ่มเติม miyako.iwate

10. สวนสาธารณะเทนโชจิ (展勝地公園)

ที่สวนสาธารณะเทนโชจิ ริมแม่น้ำคิตะคามิ คือสถานที่ชมดอกซากุระยอดนิยม ยามฤดูใบไม้ผลิของชาวเมืองคิตามิ ซึ่งเหล่าดอกซากุระมากกว่า 10,000 ต้น พร้อมใจกันบานสะพรั่งในช่วงปลายเดือนเมษายน เรียงรายตามทางยาวกว่า 2 กิโลเมตร จนกลายเป็นอุโมงค์ดอกซากุระที่สวยงาม โรแมนติกสุดๆ เลยค่ะ แถมตอนต้นเดือนพฤษภาคม เพื่อนๆ ยังสามารถเดินชมดอกซึซึจิ หรือกุหลาบพันปีกว่า 100,000 ต้น ได้อีกด้วย ซึ่งเมื่อถึงฤดูดอกไม้ผลิ จะมีร้านอาหาร ร้านขนม รวมถึงกิจกรรมการแสดง ให้เพื่อนๆ ได้สนุกสนานกันด้วย หรือใครอยากจะนั่งเรือล่องไปตามแม่น้ำคิตาคามิเพื่อชมดอกซากุระก็ได้  ถัดจากสวนสาธารณะไปนิดนึงมีหมู่บ้านพื้นเมืองมิจิโนคุ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงบ้านและ อาคารอื่นๆ ตามยุคสมัยของภูมิภาคโทโฮคุ เพื่อนๆ สามารถเข้าชมภายในบ้านเพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตดั้งเดิมได้

เพื่อนๆ ที่สนใจนั่งเรือชมดอกซากุระริมแม่น้ำคิตามิ มีค่าใช้จ่ายคนละ 1,000 เยน สามารถนั่งชมได้รอบละ 20 นาที ส่วนหมู่บ้านพื้นเมืองมิจิโนคุ เปิดทำการตั้งแต่เวลา 9.00-17.00 น. เพื่อนๆ ยังสามารถเข้าชมได้ฟรีในช่วงเทศกาลชมซากุระ นอกเหนือจากนี้ต้องเสียค่าเข้าชมคนละ 500 เยนค่ะ วิธีเดินทางจาก Kitakami Station ไปยังสวนสาธารณะเทนโชจิ เพื่อนๆ สามารถเดินหรือนั่งรถบัส Iwate แล้วลงที่ป้าย Tenshoji ก็ได้ค่ะ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Jun Takahashi (@1971jt.gog) on

ข้อมูลเพิ่มเติม japan-iwate

ถึงแม้จังหวัดอิวาเตะจะเคยโดนภัยพิบัติร้ายอย่างสึนามิเมื่อปี 2015 แต่ก็สามารถฟื้นฟูและยืนหยัดขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากกระแสละครเรื่องอามะจัง อีกส่วนหนึ่งมาจากความเป็นอิวาเตะ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม ประเพณี ธรรมชาติ ที่ทำให้อิวาเตะกลับมาเป็นเมืองท่องเที่ยวที่คึกคักอีกครั้ง

หากเพื่อนๆ ต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของจังหวัดอิวาเตะขอแนะนำ Facebook fanpage Jejeje IWATE

ผู้เขียน baiosfalim