นั่งรถไฟไปชมใบไม้เปลี่ยนสีแบบไม่ซ้ำใครที่จังหวัดฟุกุชิม่า

fukushima tadami cover

และแล้วก็มาถึงบทความที่ 3 ที่เป็นบทความสุดท้ายของซีรี่ย์ทริปเที่ยวโทโฮคุในฤดูใบไม้ร่วงกันแล้วค่ะ สำหรับตอนสุดท้ายนี้มีจุดชมวิวใบไม้ร่วงสวยๆ ที่ไหนอีกบ้าง? ตามเราขึ้นรถไฟมาเลยค่ะ! สำหรับเพื่อนๆ ที่เพิ่งมาอ่านซีรี่ย์นี้ สามารถอ่านบทความตอนที่ 1 (ยามางะตะ) และตอนที่ 2 (อาคิตะ) ย้อนหลังกันได้ค่ะ

นั่งรถไฟชมใบไม้เปลี่ยนสีกับ FruiTea Fukushima

หน้าตาของรถไฟ FruiTea Fukushima (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ความสนุกของการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ การได้นั่งรถไฟขบวนพิเศษ สุดเอ็กซ์คลูซีฟอย่าง FruiTea Fukushima หรือ “ฟรูเทียฟุกุชิม่า” โดยความพิเศษของรถไฟขบวนนี้คือนอกจากจะได้ชมวิวสวย ๆ ระหว่างเดินทางท่องเที่ยวแล้ว ภายในรถไฟก็ยังตกแต่งมาในสไตล์คาเฟ่ บนรถยังเสิร์ฟเซ็ตขนมหวานที่ทำจากผลไม้ประจำฤดูกาล พร้อมเครื่องดื่มชากาแฟที่จะช่วยให้การเดินทางชมวิวธรรมชาติที่งดงามสองข้างทางของเราพิเศษแบบไม่ซ้ำใคร

bandai view fruitea fukushima
วิวเทือกเขาบันไดจากหน้าต่างรถไฟ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

เราเริ่มต้นที่สถานี JR Koriyama (郡山駅) นั่งไปลงที่สถานี JR Aizu-Wakamatsu (会津若松駅)  ระหว่างที่เพลิดเพลินไปกับขนมหวานอร่อยๆ เราสามารถผ่อนคลายไปกับวิวของภูเขาอย่างเทือกเขาบันไดชื่อดังแห่งจังหวัดฟุกุชิม่า และยังได้เห็นทุ่งนาทุ่งหญ้าและมวลใบไม้เปลี่ยนสี แค่นี้ก็แฮปปี้ตลอดการเดินทางแล้วค่ะ

บรรยากาศภายในตู้โดยสารคันที่ 1 (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ตู้โดยสารหมายเลข 1 เป็นตู้โดยสารที่ภายในมีเคาน์เตอร์ขนาดใหญ่ 2 ตัวริมสองฝั่งหน้าต่างที่ทอดยาวไปตลอดตู้โดยสาร พร้อมด้วยที่นั่งหน้าเคาน์เตอร์ที่เลือกนั่งได้ตามสบาย ทั้งยังมีของฝากและสินค้าท้องถิ่นขึ้นชื่อวางจำหน่ายที่บริเวณนี้ด้วย นอกจากนี้จะมีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบพนักงานคาเฟ่ที่จะคอยให้บริการด้วยความอบอุ่นให้เราได้เพลิดเพลินกับการเดินทางสุดพิเศษ

*เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด19 พนักงานจะนำขนมหวานและเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้ที่นั่งของเราเอง

ภายในตู้โดยสารที่ 2 (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

สำหรับตู้โดยสารหมายเลข 2 นั้นถูกออกแบบในสไตล์คาเฟ่เลานจ์ที่ให้บรรยากาศแสนสบาย ภายในตู้โดยสารนี้มีที่นั่งหลายแบบ ทั้งแบบสำหรับ 1 ท่าน 2 ท่าน และ 4 ท่าน ไม่ว่าจะมาเดี่ยว มาคู่ หรือมาเป็นหมู่ ก็เพลิดเพลินกับรถไฟขบวนนี้ได้ค่ะ ที่สำคัญก็คือมีจุดวางสัมภาระกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ให้เพื่อน ๆ ด้วย สบายใจได้เลยค่ะ

ของหวานบน FruiTea Fukushima (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ความน่าสนใจและโดดเด่นของ FruiTea Fukushima ก็คือ ขนมหวานที่ใช้เสิร์ฟบนรถไฟนั้นจะใช้วัตถุดิบเป็นผลไม้ตามฤดูกาลของจังหวัดฟุคุชิมะ ไม่ว่าจะเป็นสตรอว์เบอร์รี เชอร์รี่ญี่ปุ่น ลูกพีช สาลี่ องุ่น ลูกพลับ หรือแอปเปิ้ล ซึ่งล้วนแต่เป็นผลไม้อร่อยขึ้นชื่อของจังหวัดฟุคุชิมะทั้งสิ้น ขนมหวานจะเสิร์ฟมาเป็นเซ็ตพร้อมเครื่องดื่ม

มาอร่อยกับขนมหวานกันค่ะ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

โดยเซ็ตที่พวกเราได้ลองชิมกันก็คือ เซ็ตขนมจากลูกพลับค่ะ เดือนพฤศจิกายนที่พวกเราเดินทางนั้นเป็นช่วงฤดูของลูกพลับพอดี ลูกพลับของจังหวัดฟุกุชิม่าขึ้นชื่อมาก ๆ โดยได้ถูกส่งเข้าวังเพื่อจัดเสิร์ฟให้กับราชวงศ์ด้วยเช่นกัน แต่ละเซ็ตจะมีขนมหวาน 2 ชิ้นได้แก่ คัสตาร์ดครีมทาร์ต และ ช็อกโกแลตมูสทาร์ต ทั้งคู่จะท็อปปิ้งด้วยลูกพลับ และแซมด้วยสตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ และองุ่น

ในเซ็ตยังมีน้ำลูกพีชที่หวานสดชื่นแบบกลมกล่อม นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มอื่นที่รวมอยู่ในเซ็ตนี้ด้วยได้แก่ ชา กาแฟ ซึ่งเราสามารถสั่งเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีการจำกัดเวลาค่ะ (หมายเหตุ*เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงนี้พนักงานจะนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้โดยจำกัดคนละ 3 แก้วค่ะ ปกติเราสามารถเดินไปเติมเองได้ไม่จำกัด)

fruitea fukushima welcome banner
พนักงานที่ถือป้ายรอต้อนรับผู้โดยสารรถไฟ FruiTea Fukushima ที่สถานี Aizu-Wakamatsu (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

เพื่อนๆ ที่อยากขึ้นรถไฟ FruiTea Fukushima จะต้องซื้อแพ๊กเกจเท่านั้น ในแพ๊คเกจจะรวมเซ็ตขนมหวาน ค่าโดยสาร และที่นั่งที่จองไว้ รวมราคาทั้งหมดจาก Koriyama ไป Aizu-Wakamatsu ประมาณ 4,800 เยน และเพิ่ม 200 เยนสำหรับคนที่เดินทางคนเดียว หากใครสนใจท่องเที่ยวแบบไม่ซ้ำใครก็สามารถดูรอบรถไฟได้จากที่นี่ค่ะ

Ouchijuku หมู่บ้านโบราณแห่งจังหวัดฟุกุชิม่า

หมู่บ้านโออุจิจุคุในฤดูใบไม้ร่วง (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ไหน ๆ ก็ได้มาเยือนพื้นที่ไอสึ (Aizu) แล้วเราก็ไม่ควรพลาดหมู่บ้านโบราณยืนหนึ่งของจังหวัดฟุกุชิม่าที่มีชื่อว่า โออุจิจุคุ (大内宿, Ouchijuku) หมู่บ้านโบราณที่มีมาตั้งแต่ปี 1640 ในช่วงสมัยเอโดะ (1603 – 1868) ที่นี่เป็นจุดแวะพักของซามูไรและผู้คนในยุคนั้น โดยระหว่างการเดินทางค้าขาย ผู้คนมักเดินทางมาแวะพักที่หมู่บ้านแห่งนี้ เพราะที่นี่มีทั้งอาหารและที่พักพร้อมต้อนรับนักเดินทาง เส้นทาง Aizu Nishi Kaidо (会津西街道) เป็นเส้นทางที่ผ่านโออุจิจุคุ และเคยเป็นเส้นทางหลักของการคมนาคมการค้าระหว่างแคว้นไอสึ จังหวัดฟุกุชิม่า และอิมาอิชิ (Imaichi) จังหวัดโทจิงิ (Tochigi) อีกด้วย

บรรยากาศสวยงามในหมู่บ้านโออุจิจุคุ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ในปี 1981 หมู่บ้านโออุจิจุคุได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์สิ่งปลูกสร้างอันทรงคุณค่าของชาติ ในหมู่บ้านแห่งนี้มีบ้านโบราณสไตล์เอโดะจำนวน 40 – 50 หลัง สิ่งหนึ่งที่เราจะสังเกตได้คือบ้านเหล่านี้มีหลังคามุงที่ดูไม่เหมือนใคร (茅葺屋根, Kayabuki-yane) หลังคาเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้หิมะทับถมบนหลังคา ซึ่งถ้าทับถมมากไปก็อาจทำให้บ้านถล่มลงมาได้

ในจำนวนนี้ บ้านหลายหลังถูกปรับปรุงใหม่เป็นร้านอาหาร ร้านขายสินค้าท้องถิ่น และที่พักเพื่อให้นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกลิ่นอายญี่ปุ่นแบบโบราณได้เข้ามาสัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่นท้องถิ่น เพื่อนๆ สามารถมาเที่ยวชมความงามของหมู่บ้านได้ในแต่ละฤดูกาลที่สวยงามในแบบของตัวเอง

หมู่บ้านโออุจิจุคุจากจุดชมวิว (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ถ้ามาถึงหมู่บ้านโออุจิจุคุแล้ว สิ่งหนึ่งที่ห้ามพลาดคือการเดินขึ้นไปยังจุดชมวิว อาจจะทุลักทุเลสักหน่อยเพราะทางเดินค่อนข้างชัน ไม่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และเด็กเล็กเพราะอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ แต่ถ้าใครแข็งแรงดีพร้อมลุย ก็แนะนำให้ขึ้นไปชมค่ะ เพราะวิวสวยมากแม้อากาศจะไม่เป็นใจ ยิ่งช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีวิวสวยมาก ๆ เหนื่อยแค่ไหนก็คุ้มค่ะ

ร้าน Misawaya (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

สำหรับไฮไลท์ของอร่อยหมู่บ้านแห่งนี้ก็ต้องโซบะต้นหอมยักษ์ (ネギそば, Negi soba) ในหมู่บ้านมีหลายร้านให้เลือกชิม แต่วันนี้พวกเราไปกันที่ร้าน Misawaya (三澤屋) เป็นร้านดังที่มีคิวยาวมาก ๆ บรรยากาศภายในร้านเป็นแบบญี่ปุ่นโบราณ มีโต๊ะโคทัตสึ (こたつ) ที่มีฮีตเตอร์ให้ความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว

สาธิตการกินโซบะต้นหอมยักษ์ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

เมนูโซบะต้นหอมยักษ์นั้นจริง ๆ แล้วมีชื่อเรียกว่าทาคาโตะโซบะ (高遠そば, Takato Soba) เป็นเมนูยอดนิยมของคนท้องถิ่นไอสึ โซบะต้นหอมยักษ์จะเสิร์ฟโดยมีต้นหอมยักษ์ที่ให้ใช้แทนช้อน เราจะได้กลิ่นหอมของต้นหอมและสามารถอร่อยกับมันไปพร้อม ๆ กับเส้นโซบะได้ โดยบริเวณปลายของต้นหอมจะมีลักษณะที่โค้งเล็กน้อยคล้ายกับตัว “J” ทำให้ใช้เกี่ยวเส้นโซบะกินได้ง่าย ซุปมีให้เลือกทั้งแบบร้อนและแบบเย็น ราคา 1,320 เยน

ขนมโมจิในเซ็ต (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ส่วนขนมหวานถ้าใครชอบขนมสไตล์ญี่ปุ่นขอแนะนำโมจิอังโกะ (ถั่วแดง) และ โมจิคินาโกะ (โมจิโรยผงถั่วเหลือง) ราคา 660 เยนที่เนื้อนุ่มหนึบ หวานชุ่มคอเลยค่ะ 

หมู่บ้านโออุจิจุคุ (大内宿)
การเดินทาง : นั่งรถบัส 20 นาทีจาก Yunokami Onsen Station (湯野上温泉駅) ของทางรถไฟ Aizu Railway
ค่าเข้า: สามารถเข้าหมู่บ้านและไปยังจุดชมวิวได้ฟรี 

 

แวะแช่เท้าบ่อน้ำร้อนชมใบไม้เปลี่ยนสี ฟรี! ที่สถานีรถไฟ Yunokami Onsen

บรรยากาศสถานี Yunokami Onsen (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ใครที่วางแผนจะไปเที่ยวหมู่บ้านโออุจิจุคุอยู่แล้วก็ต้องแวะมาต่อรถที่สถานี Yunokami Onsen (湯野上温泉駅) ในเมืองยุโนะคามิ ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่โดดเด่นเรื่องออนเซนของจังหวัดฟุกุชิม่า

เพลิดเพลินไปกับการแช่เท้าในออนเซนและชมวิวฤดูใบไม้ร่วง (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

นอกจากสถานีจะเก่าและเก๋าด้วยสถาปัตยกรรมย้อนยุคและหลังคามุง (เหมือนที่หมู่บ้านโออุจิจุคุ) แล้ว บริเวณด้านข้างก็มีบ่อออนเซนเท้า (足湯, Ashiyu) ให้นั่งพักแช่เท้าได้ฟรี ได้นั่งแช่เท้าในน้ำอุ่นพร้อมกับชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงาม และยังมีโอกาสชมรถไฟลวดลายน่ารักที่วิ่งผ่านไปมาด้วย ไม่มีอะไรที่จะฟินขนาดนี้แล้วล่ะค่ะ

Yunokami-Onsen Station (湯野上温泉駅)
การเดินทาง : นั่งรถไฟ Aizu Railway สาย Aizu จากสถานี Aizu-Wakamatsu Station (会津若松駅) ใช้เวลา 30 นาที

ชมบ้านซามูไรที่ไอสึบุเคะยาชิกิ

บ้านซามูไรไอสึบุเคะยาชิกิ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

มาเยือนถิ่นไอสึทั้งทีก็ต้องแวะชมบ้านซามูไรไอสึบุเคะยาชิกิ (会津武家屋敷, Aizu Bukeyashiki) กันสักหน่อยนะคะ คำว่าบุเคะยาชิกิ (武家屋敷, Bukeyashiki) มีความหมายว่า “บ้านซามูไร” ซึ่งที่ที่เรามาเยือนกันนี้เป็นบ้านของซามูไรชั้นสูงแห่งเมืองไอสึในสมัยเอโดะที่มีชื่อว่า Tanomo Saigo และอีกที่คือบ้านพักเก่าชื่อว่า Kyu Nakahata Jin’ya (旧中畑陣屋跡) ที่ได้รับเลือกให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดฟุกุชิม่า

เดินทัวร์ในบ้านซามูไรไอสึบุเคะยาชิกิ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

บริเวณภายในจะมีห้องน้ำชา โรงสีข้าว ห้องพักต่าง ๆ ของสมาชิกในครอบครัวที่มีหุ่นจำลองเอาไว้ ให้เราได้มองเห็นภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนสมัยนั้น ด้านในก็มีโซนที่พิพิธภัณฑ์ที่เก็บเอกสารทางประวัติศาสต์ และงานศิลปะต่าง ๆ รวมถึงร้านขายของที่ระลึกภายในบ้านซามูไรด้วย

เสร็จแล้วมาชมใบไม้แดงทิ้งท้ายกัน (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

บริเวณรอบ ๆ หมู่บ้านซามูไรแห่งนี้ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีก็สวยงดงามไปด้วยต้นเมเปิ้ล ทำให้การมาเดินในพิพิธภัณฑ์บ้านซามูไรมีเสน่ห์และสวยงามยิ่งขึ้นค่ะ

ไอสึบุเคะยาชิกิ (会津武家屋敷)
ที่อยู่: 1 Aza Innai, Oaza Ishiyama, Higashiyama-machi, Aizuwakamatsu, Fukushima 965-0813
การเดินทาง : ขึ้นรถ Loop Bus (Haikara-san bus หรือ Akabe bus ก็ได้) จากสถานี Aizu-Wakamatsu (会津若松駅) ไปลงที่ป้าย Aizu Bukeyashiki-mae
เวลาทำการ : 8.30น. – 17.00 น. (เม.ษ – พ.ย) และ 9.00 น.-16.30 น.(ธ.ค – มี.ค)
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 850 เยน

ชมความงามยามวิกาลของใบไม้เปลี่ยนสีกับไฟประดับที่ปราสาทสึรุกะ

ปราสาทสึรุกะ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ปราสาทสึรุกะ (鶴ヶ城, Tsuruga Castle) ที่มีความงดงามตระการตาคือสัญลักษณ์แห่งเมืองไอสึวะกะมัทสึ (Aizu-Wakamatsu City) หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับวิวของปราสาทสึรุกะในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่มีต้นซากุระมาประกอบภาพ แต่ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีแบบนี้ ปราสาทแห่งนี้ก็สวยงามไม่แพ้กันค่ะ โดยเฉพาะในยามค่ำคืนที่มีการจัดแสดงไฟ

บรรยากาศยามค่ำคืนสุดโรแมนติกที่ปราสาทสึรุกะ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

พื้นที่รอบๆ ตัวปราสาทมีต้นแปะก๊วยและต้นเมเปิ้ลที่ใบไม้กำลังผลัดใบสีสันสดใสให้ชม ยิ่งเมื่อเปิดไฟประดับก็ยิ่งทำให้ปราสาทในยามค่ำคืนสวยแปลกใหม่จนดูได้ไม่เบื่อ เราจะเห็นคนหนุ่มสาวต่างก็เดินมาชมความงามของใบไม้และปราสาทกัน นับว่าเป็นสถานที่ออกเดทที่โรแมนติกที่หนึ่งเลยค่ะ 

งานไฟประดับฤดูใบไม้ร่วงที่ปราสาทสึรุกะ (鶴ヶ城紅葉ライトアップ)
ที่อยู่: 1-1 Otemachi, Aizuwakamatsu, Fukushima 965-0873
การเดินทาง: นั่งรถ Loop Bus (Haikara-san bus หรือ Akabe bus ก็ได้) จากสถานี Aizu-Wakamatsu (会津若松駅) ไปลงที่ป้าย Tsurugajo Kitaguchi และเดิน 5 นาทีไปยังปราสาท
ช่วงจัดงาน : โดยทั่วไปจะจัดไฟประดับช่วงกลางเดือนตุลาคมจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน
ช่วงเปิดไฟประดับ: ตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดินจนถึง 21.00 น.
ค่าเข้าชมตัวปราสาท : สามารถชมไฟประดับได้ฟรี

ลองชิมข้าวหมูทอดราดซอส และซาชิมิเนื้อม้า ของเด็ดเมืองไอสึ

ร้าน Kuishinbo (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

เที่ยวหนำใจแล้วก็อย่าลืมแวะชิมของอร่อยประจำไอสึที่ร้าน Kuishinbo (くいしん坊) ภายในร้านตกแต่งให้บรรยากาศเหมือนอยู่บ้าน ที่นี่มีเมนูอาหารเซ็ตหลายอย่างให้เลือก แม้ว่าร้านนี้ไม่มีเมนูภาษาอังกฤษ แต่คุณป้าเจ้าของร้านพูดภาษาอังกฤษได้คล่องมาก สบายใจหายห่วงได้เลยค่ะ 

Aizu Sauce Katsudon (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ส่วนของเด็ดประจำท้องถิ่นคือ Aizu Sauce Katsudon (会津ソースカツ丼) เป็นข้าวหน้าหมูทอดพร้อมกะหล่ำปลีซอย ราดซอสสไตล์สูตรเฉพาะของไอสึที่รสชาติหวานเค็มกลมกล่อม ในเซ็ตมีสลัด ซุป ผักดอง ปลาดอง และเนื้อม้าดิบ (馬刺し, Basashi) 

เนื้อม้าที่เราขอให้ทางร้านย่างมาให้เรียบร้อย (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

เนื้อม้าดิบเป็นอีกเมนูขึ้นชื่อของแถบนี้ ส่วนตัวพวกเรายังไม่เคยชินกับการกินเนื้อม้าดิบเลยขอให้ทางร้านช่วยย่างให้ พอได้ลองก็อร่อยสมคำร่ำลือ ส่วนตัวรู้สึกคล้ายกับเนื้อแพะ ใครได้มาที่นี่มาลองชิมกันได้ค่ะ

Kuishinbo (くいしん坊)
ที่อยู่: 4-31 Nakamachi, Aizuwakamatsu, Fukushima 965-0878
การเดินทาง: เดิน 15 นาทีจากสถานี Aizu-Wakamatsu (会津若松駅)
เวลาทำการ  : 11.00 น. – 21.00 น.

จุดชมวิวสวยยืนหนึ่งที่สะพานข้ามแม่น้ำทะดะมิหมายเลข 1

สะพานข้ามแม่น้ำทะดะมิหมายเลข 1 จุดชมวิวยอดนิยม (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

อีกหนึ่งจุดชมวิวที่บอกเลยว่าสวยจนลืมหายใจ สวยจนต้องไปชมให้ได้ทุกฤดู ก็คือสะพานข้ามแม่น้ำทะดะมิหมายเลข 1 จุดชมวิวสุดเทพของคนที่ชอบรถไฟและธรรมชาติ สะพานแห่งนี้ที่สร้างขึ้นในปี 1946 เป็นทางผ่านของรถไฟท้องถิ่นสาย JR Tadami (只見線, Tadami-sen) ที่เชื่อมจังหวัดฟุกุชิม่าและนีงาตะ

จุดถ่ายรูปแต่ละจุดจะมีมุมสูงที่ต่างกัน (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

สำหรับจุดชมวิวนั้นอยู่ใกล้ Ozekaido Mishima Juku Roadside Station มีจุดถ่ายรูปรวมทั้งหมด 3 จุด ใครชอบพิกัดไหนก็ไปรอตรงนั้นได้เลยค่ะ โดยเราสามารถเดินจากจุดจอดรถประมาณ 5 นาทีเพื่อไปยังจุดถ่ายรูป รอจังหวะรถไฟวิ่งผ่านมาบนสะพานดีๆ แล้วก็จะได้วิวตามในภาพนี้เลยค่ะ

จุดชมวิวสะพานข้ามแม่น้ำทะดะมิหมายเลข 1 (第一只見川橋梁展望台)
การเดินทาง: นั่งรถบัส 10 นาที หรือเดิน 40 นาทีจากสถานี JR Aizu-Miyashita เพื่อไปยัง Ozekaido Mishimajuku Roadside Station แล้วเดิน 5 นาทีเพื่อไปยังจุดชมวิวสะพานข้ามแม่น้ำทะดะมิหมายเลข 1
ค่าเข้า: เข้าฟรี

วิวสวยงามบริเวณทางรถไฟสายทะดะมิ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ทางรถไฟสาย JR Tadami เป็นทางรถไฟที่เงียบสงบแต่สวยงามซึ่งซ่อนตัวอยู่ในภูเขาของแถบไอสี นอกจากจุดชมวิวสะพานข้ามแม่น้ำทะดะมิหมายเลข 1 แล้ว ยังมีจุดชมวิวและสะพานอีกมากมายให้เราไปชมวิวสวยงามกันได้ อีกจุดหนึ่งที่เราอยากขอแนะนำนคือที่สถานี JR Aizu-Kawaguchi ค่ะ

อีกหลากหลายวิวสวยๆ ที่เห็นได้ตามทางรถไฟสายทะดะมิ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

พื้นที่โดยรวมของภูมิภาคนี้ค่อนข้างเงียบสงบ และแม่น้ำทะดะมิที่ขนาบข้างด้วยภูเขาสูง และยังมีออนเซ็น รวมถึงอาหารท้องถิ่นรสเลิศที่นำปลาแม่น้ำและพืชผักจากป่ามาปรุง

บ๊ายบายฤดูใบไม้ร่วง ไว้เจอกันใหม่นะ!

สถานที่ท่องเที่ยวอื่นที่พวกเราไปเยี่ยมกันในทริปนี้ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

จบกันไปแล้วเรียบร้อยกับบทความที่ 3 ของเรา หวังว่าซีรี่ย์บทความเที่ยวญี่ปุ่นในฤดูใบไม้ร่วงทั้ง 3 ตอนนี้ (ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2) คงจะทำให้เพื่อน ๆ ได้ไอเดียเที่ยวญี่ปุ่นไม่ซ้ำใครในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีไม่มากก็น้อยนะคะ ถ้ามีโอกาสมาญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ลองมาเที่ยวตามรอยกันได้ค่ะ เพราะงานนี้เป็นทริปสั้นๆ แต่สนุกจุใจแน่นอนค่ะ แล้วพบกันใหม่ในทริปหน้าค่ะ