10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “คานากาวะ” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

วันนี้ ANNGLE ชวนเพื่อน ๆ เก็บกระเป๋าเที่ยวจังหวัดคานากาวะ แม้จะเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ขนาดเล็กที่สุดเป็นอันดับ 5 ของประเทศญี่ปุ่น แต่กลับเป็นที่ตั้งของเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างโยโกฮาม่า คามาคุระ และฮาโกเนะ ดังนั้นแน่นอนว่าต้องอัดแน่นไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย วันนี้เราจะพาไปไหนกันบ้างนั้น ไปชมพร้อม ๆ กันเลยค่ะ!

1. พระใหญ่แห่งคามาคุระ (鎌倉大仏殿高徳院)

เมืองคามาคุระ ถือเป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่อดีต เดิมทีพระใหญ่ตั้งอยู่บริเวณวัดโคโตคุอิน แต่เกิดความเสียหายจากไต้ฝุ่นและสึนามิ เมื่อประมาณศตวรรษที่ 14 และ 15 ทำให้ตัวอาคารพังทลาย เหลือแต่เพียงองค์พระใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง จนทำให้เป็นที่เลื่อมใสของชาวเมืองคามาคุระมาจนถึงทุกวันนี้ และกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองคามาคุระด้วย ซึ่งพระใหญ่คามาคุระทำจากทองสำริด มีความสูง 13.5 เมตร ถือเป็นพระใหญ่ที่สูงเป็นอันดับสองของญี่ปุ่น รองจากวัดโทไดจิ จังหวัดนารา เมื่อเข้ามาข้างในก็ต้องชำระร่างกายและจิตใจที่บ่อน้ำให้สะอาดก่อนเข้าภายในวัด ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวญี่ปุ่น เพียงแค่เพื่อนตักน้ำในบ่อมาลูบไล้ใบหน้าและร่างกาย ก็สามารถเข้าไปชมวัดได้อย่างสบายใจแล้วค่ะ

สามารถเข้าชมพระใหญ่ไดบุตสึเปิดทำการทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00 – 17.30 น. เสียค่าเข้าชมคนละ 200 เยน วิธีการเดินทางนั่งรถไฟสาย Enoden railway line ลงที่ Hase Station แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5-10 นาทีค่ะ

ข้อมูลพิ่มเติม kotoku

2. สวนสนุกคอสโม่เวิลด์ โยโกฮาม่า (よこはまコスモワールド)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by かつドン (@katsudon884) on

สวนสนุกคอสโม่เวิลด์ สัญลักษณ์เมืองโยโกฮาม่า เป็นสวนสนุกเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ริมอ่าว แต่อัดแน่นไปด้วยเครื่องเล่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Cosmo Clock อดีตชิงช้าสวรรค์ที่เคยใหญ่ที่สุดในโลก ภายในแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ โซน Wonder Amaze แหล่งรวมเครื่องเล่นน่าหวาดเสียว โซน Kid Carnival สำหรับคุณหนู ๆ และโซน Burano Street ที่ตั้งของบ้านผีสิงที่ให้ผู้เล่นถือเทียนเพียงเล่มเดียวเดินเข้าไปภายในบ้าน รวมถึงเขาวงกตและเมืองน้ำแข็งขั้วโลกเหนือ แถมตอนกลางคืนยังเปิดไฟประดับสร้างความงดงามให้กับสถานที่แห่งนี้อย่างมากเลยละ ที่สำคัญสวนสนุกแห่งนี้ไม่เสียค่าเข้าชมด้วยนะ จะเสียเฉพาะค่าเครื่องเล่นที่ต้องการเล่นเท่านั้น ดังนั้นไม่ต้องห่วงเลยว่าจะเล่นไม่คุ้ม เพราะช่วยประหยัดเงิน ไม่เหมือนสวนสนุกอื่น ๆ ที่จ่ายแบบเหมารวมนั่นเอง ดังนั้นสวนสนุกคอสโม่เวิลด์จึงเหมาะกับเพื่อน ๆ ทุกวัยแน่นอนค่ะ

สวนสนุกคอสโม่เวิลด์เปิดตั้งแต่เวลา 11.00-20.00 น. และปิดทำการทุกวันพฤหัสบดี ค่าเครื่องเล่นสำหรับเด็กประมาณ 300-500 เยนต่อรอบส่วนเครื่องเล่นที่แพงสุดอยู่ที่ 700 เยนต่อรอบเท่านั้นค่ะ เพื่อน ๆ สามารถเดินทางจากสถานีรถไฟ Minato Mirai Station (สาย Minato Mirai, สถานี Sakuragicho Station สาย JR Keihin-Tohoku, JR Negishi หรือรถไฟใต้ดินโยโกฮาม่าสายสีน้ำเงิน และ สถานี Bashamichi Station สาย Minato Mirai

ข้อมูลเพิ่มเติม cosmoworld

3. โยโกฮาม่า ไชน่าทาวน์ (横浜中華街)

โยโกฮาม่า ไชน่าทาวน์ นับเป็นไชน่าทาวน์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เนื่องจากสมัยก่อนที่นี่เป็นเมืองชายทะเล จึงมีการเปิดเป็นเมืองท่าเพื่อใช้ในการติดต่อกับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนที่นิยมเดินทางมาติดต่อค้าขายเพิ่มขึ้น จนทำให้ที่นี่กลายเป็นไชน่าทาวน์ขนาดใหญ่ในปัจจุบันนั่นเอง มาถึงที่นี่หลาย ๆ คนคงจะพอนึกภาพเยาวราชบ้านเราออกใช่ไหมละคะ เพราะตลอดสองข้างทางมีร้านค้า ร้านอาหารมากกว่า 620 ร้าน ยาวไปตลอดทางเดินเลยละ ทั้งร้านอาหารจากกวางตุ้ง เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง ไต้หวัน ร้านชาจีน ร้านติ่มซำ ร้านขายเสื้อผ้าและของใช้ แม้แต่อาคารสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ก็เป็นสถาปัตยกรรมแบบจีน โดยเฉพาะบริเวณซุ้มประตูยักษ์ ที่ว่ากันว่ามาถึงที่นี่แล้วไม่ลอดใต้ซุ้มนี้ถือว่ามาไม่ถึง

และที่โดดเด่นที่สุดก็คงไม่พ้นป้ายแดงเหลืองทองอร่ามของอาคารละแวกนี้ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนเรามาอยู่เมืองจีนจริง ๆ เลยละ หากวันไหนโชคดีก็จะได้ชมการเชิดสิงโตและขบวนพาเหรดในวันคล้ายวันเกิดกวันไท วันคล้ายวันเกิดเทพเจ้ามาซุ หรือวันชาติญี่ปุ่นด้วย นอกจากนี้ทุก ๆ วันเสาร์ยังมีกิจกรรมไทเก๊กให้เพื่อนได้ลองขยับร่างกายกันด้วยละ

วิธีเดินทางมาโยโกฮาม่า ไชน่าทาวน์ จาก Motomachi-Chukagai Station สาย Minato Mirai Line หรือจาก Ishikawacho Station สาย JR Negishi Line เดินต่อประมาณ 10 นาที

ข้อมูลเพิ่มเติม chinatown

4. สวนซามูเอล (江の島サムエル)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by @masao_yamaguchi on

สวนสาธารณะซามูเอล หรือสวนพฤกษศาสตร์ ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ดอกไม้แบบเขตร้อน ตะวันออก และตะวันตก โดยชื่อซามูเอล มาจากซามูเอล ค็อกกิ้ง พ่อค้าชาวอังกฤษในสมัยเมจิ ที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนี้แล้วสร้างสวนพฤกษศาสตร์เอาไว้นั่นเอง ภายในเพื่อนๆ  สามารถเพลิดเพลินกับดอกไม้นานาพรรณตามฤดูกาล ทั้งพืชพันธุ์มหาสมุทรแปซิฟิก ดอกทิวลิปในฤดูหนาว รวมถึงยังสามารถชมทิวทัศน์รอบ ๆ ได้จากหอคอยซีแคน ที่สูงประมาณ 120 เมตร อีกทั้งยังสามารถชมวิวอ่าวซากามิได้แบบพาราโนม่า 360 องศาเลยละ วันไหนอากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใส จะมองเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิได้ด้วยนะ ยิ่งไปกว่านั้นในตอนกลางคืนยังมีการเปิดไฟประดับเพิ่มสีสันและความสวยงามให้สถานที่แห่งนี้ด้วย

สวนสาธารณะซามูเอลเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 9.00-18.00 น. เสียค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 500 เยน เด็ก 250 เยน สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากชมวิวบนหอคอยซีแคน ต้องเสียเงินเพิ่มอีกผู้ใหญ่ 200 เยน เด็ก 100 เยน วิธีเดินทางจากคามาคุระ นั่งรถไฟ Enoden Train ไปลงที่ Enoshima ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม enoshima seacandle

5. พิพิธภัณฑ์ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ (藤子・F・不二雄ミュージアム)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by たびすけ (@traveldiary1990) on

ใครเป็นแฟนพี่ม่อนห้ามพลาด กับพิพิธภัณฑ์ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ หรือพิพิธภัณฑ์โดเรมอนในเมืองคาวาซากิ ซึ่งเป็นเมืองที่ ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ นักเขียนการ์ตูนชื่อดังเรื่องโดเรม่อน หุ่นยนต์แมวจากโลกอนาคตทำงานอยู่นั่นเอง ภายในพิพิธภัณฑ์มีทั้งหมด 3 ชั้น ที่ชั้นแรกเพื่อน ๆ สามารถชมผลงานของอาจารย์ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโดเรมอน ปาร์แมน นินจาฮัตโตริ ทว่าที่ชั้นนี้มีกฎอยู่คือห้ามถ่ายรูปนะคะ ส่วนชั้นสองเพื่อน ๆ สามารถเพลิดเพลินกับโรงละครหนังสั้น ห้องอ่านการ์ตูน ห้องจำลองในฉากต่าง ๆ รวมถึงเหล่าตัวการ์ตูนที่รอให้มาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ส่วนชั้นสุดท้ายเพื่อน ๆ สามารถพักทานอาหารอร่อย ๆ ในคาเฟ่โดเรมอน แวะซื้อของที่ระลึกจากตัวการ์ตูนเรื่องอื่น ๆ ของฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะได้ด้วย สำหรับที่นี่ไม่ต้องกังวลว่าจะฟังคำอธิบายภาษาญี่ปุ่นไม่ออก เพราะที่นี่เขามีเครื่อง Audio Guide ที่มีถึง 4 ภาษาให้เราเลือกด้วยทั้งภาษาญี่ปุ่น เกาหลี จีน และอังกฤษ

สำหรับเพื่อน ๆ ที่ต้องการเข้ามาชมพิพิธภัณฑ์ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ ต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าเท่านั้น ไม่มีตั๋วขายหน้าพิพิธภัณฑ์นะคะ ควรจองตั๋วล่วงหน้า 4-5 วัน และเก็บรักษาตั๋วให้ดี สามารถซื้อตั๋วได้ตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ Loppi จากร้าน Lawson ทุกสาขาทั่วประเทศญี่ปุ่น พิพิธภัณฑ์ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. มีรอบเข้าชม 10:00/12:00/14:00/16:00 ปิดทำการทุกวันอังคาร ช่วงโกลเดนวีค และวันหยุดสิ้นปี เสียค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 1,000 เยน เด็กอายุ 12-18 ปี 700 เยน เด็กอายุ 4-11 ปี 500 เยน เด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี เข้าฟรี วิธีการเดินทางเพื่อน ๆ สามารถนั่งรถไฟ Odakyu หรือ Odawara ลงสถานีโนโบริโตะ หรือรถไฟ JR Nambu Line ลงสถานีโนโบริโตะ หลังจากนั้นนั่งรถบัสลายการ์ตูนของพิพิธภัณฑ์บริเวณหน้าสถานีได้เลยค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม fujiko-museum

6. พิพิธภัณฑ์บ้านญี่ปุ่นกลางแจ้ง (川崎市立日本民家園)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by @kannon3388 on

พิพิธภัณฑ์บ้านญี่ปุ่นกลางแจ้งรวบรวมบ้านญี่ปุ่นแบบโบราณอายุ 200-300 ปี ไว้กว่า 20 หลัง อย่างบ้านไร่ Gasshozukuri บริเวณชิราคาวาโกะ ศาลเจ้า กังหันน้ำบ้านซามูไร บ้านพ่อค้า หมู่บ้านชาวประมง และเวทีคาบุกิในสมัยเอโดะ ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถเรียนรู้และสัมผัสวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นในสมัยก่อนได้ รวมถึงการอนุรักษ์บ้านแบบโบราณของญี่ปุ่นที่กำลังจะสูญหายให้คงเหลือไว้ นอกจากนี้ยังสามารถชมการสาธิตงานฝีมือดั้งเดิม อย่างการย้อมผ้าสีคราม การทุบโมจิ งานหัตถกรรมจากไม้ไผ่ การเล่านิทานพื้นบ้าน เครื่องมือและเครื่องดนตรีพื้นบ้าน แถมเพื่อน ๆ ยังสามารถเข้าร่วมกิจกรรมการย้อมผ้าสีคราม เพื่อทดลองทำผ้าเช็ดหน้าหรือผ้าพันคอด้วยตนเองได้ด้วย แต่อาจต้องเสียเงินเพิ่มเล็กน้อย หากวันไหนโชคดีก็จะได้ชมการแสดงสิงโตเต้นรำด้วย และในโอกาสสำคัญทุก ๆ ปี พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังรวบรวมคอเลกชั่นภาพสะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในสมัยเอโดะอีกด้วย

พิพิธภัณฑ์บ้านญี่ปุ่นกลางแจ้งเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 9.30-17.00 น. ปิดทำการทุกวันจันทร์ และช่วงวันหยุดสิ้นปี เสียค่าเข้าชมคนละ 500 เยน เพื่อน ๆ สามารถนั่งรถไฟ JR Nambu จากสถานี Kawasaki มาลงที่สถานี Noborito แล้วเดินต่ออีกประมาณ 25 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม nihonminkaen

7. พิพิธภัณฑ์ราเมงชินโยโกฮาม่า (新横浜ラーメン博物館)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by mako (@masktnak) on

นอกจากจะมีพิพิธภัณฑ์คัพนูดเดิ้ล ของนิชชินแล้ว ที่นี่ยังมีพิพิธภัณฑ์ราเม็งที่รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับราเม็ง ไม่ว่าจะเป็นประวัติความเป็นมาที่มีรากฐานมาจากประเทศจีน ราเม็งแต่ละชนิด และน้ำซุปอีกกว่า 40 ชนิด ซึ่งตัวพิพิธภัณฑ์จะจำลองมาจากหมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณ โดยมีคอนเซปว่าอยากให้คนทั่วไปได้ลิ้มรสราเม็งต่าง ๆ จากทั่วประเทศญี่ปุ่นได้ในที่เดียว ในชั้นแรกจะเป็นการรวมร้านค้าราเม็งต่าง ๆ ชื่อดังประมาณ 9 ร้าน และมีเมนูเด็ดๆ ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถกดเลือกเมนูจากตู้อัตโนมัติหน้าร้านได้เลย ส่วนชั้นสองเป็นการจำลองถนนและอาคารบ้านเรือนในชิตามาชิ เมืองเก่าของโตเกียว ซึ่งถือเป็นเมืองที่มีเมนูราเม็งที่ได้รับความนิยมมากที่สุด รวมถึงเป็นที่ตั้งของร้านราเม็งอีก 3 ร้าน และชั้นสุดท้ายจะเป็นที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของราเม็งในแต่ละภูมิภาค ทั้งน้ำซุป ท็อปปิ้ง และชามราเม็ง รวมถึงของที่ระลึก วัตถุดิบที่ใช้ในการทำราเม็ง ให้เพื่อน ๆ ได้จับจ่ายนำไปทำเป็นราเม็งแสนอร่อยที่บ้านได้ด้วย

พิพิธภัณฑ์ราเม็งชินโยโกฮาม่าเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 11:00 – 22:00 น. เสียค่าเข้าชมคนละ 310 เยน สำหรับเด็กเสียค่าเข้าชมคนละ 100 เยน วิธีเดินทางจากสถานี Yokohama ให้นั่งรถไฟใต้ดินสาย Yokohama city subway มาลงที่สถานี Shinyokohama แล้วออกทางออกหมายเลข 8 เดินต่ออีกประมาณ 5-10 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม raumen

8. พิพิธภัณฑ์เจ้าชายน้อย (星の王子さまミュージアム)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by 星の王子さまミュージアム公式 (@hoshimuseumtbs) on

ใครที่ชอบวรรณกรรมเรื่องเจ้าชายน้อย ไม่ต้องไปไกลถึงฝรั่งเศส เพื่อน ๆ สามารถมาสัมผัสกลิ่นอายสไตล์ยุโรปได้ที่ญี่ปุ่น วรรณกรรมเรื่องเจ้าชายน้อย เป็นผลงานของแซง แต็กซูเปรี ที่จะทำให้เพื่อน ๆ ย้อนวัยเด็กและอบอุ่นหัวใจทุกครั้งเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ดังนั้นถ้ามีโอกาสก็ไม่ควรพลาดพิพิธภัณฑ์เจ้าชายน้อย หรือ Le Petit Prince Museum ซึ่งภายในจะถูกตกแต่งเป็นเมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส บ้านเกิดของแซง แต็กซูเปรี รวมถึงอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ ก็เป็นสไตล์ยุโรป โดดเด่นด้วยน้ำพุรูปปั้นเจ้าชายน้อยที่ยืนอยู่บนดวงดาวรอบ ๆ พิพิธภัณฑ์แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ เป็นการจำลองมาจากหมู่บ้านในแคว้นโปรวองซ์ และเมืองลียงในปี 1990 ซึ่งเป็นปีที่แซง แต็กซูเปรีอาศัยอยู่ในวัยเด็ก ก่อนจะไปเป็นนักบินนั่นเอง เพื่อน ๆ สามารถซื้อของที่ระลึกเกี่ยวกับเรื่องเจ้าชายน้อย และพักทานอาหารฝรั่งเศสสไตล์โปรวองซ์ได้ที่นี่อีกด้วย

สำหรับค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์เด็กอายุ 6-15 ปี 700 เยน นักเรียน 1,100 เยน ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 1,100 เยน และบุคคลทั่วไป 1,500 เยน วิธีเดินทางจากสถานีฮาโกเนะ ยูโมโตะ มาลงที่ป้ายรถเมล์ Kawamukai Museum of The Little Prince หน้าพิพิธภัณฑ์ได้เลย ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม tbs

9.ทะเลสาบอาชิ (芦ノ湖)

ล่องเรือโจรสลัดไปบนทะเลสาบอาชิ ทะเลสาบชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเกิดจากการประทุของภูเขาไฟฮาโกเนะเมื่อ 3,000 ปีก่อน โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิ ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งเลยละ เพื่อน ๆ สามารถล่องเรือโจรสลัดชมทะเลสาบอะชิ โดยเรือจะวิ่งวนเป็นวงกลม คือ Togendai – Motohakone-ko – Hakonemachi เรือที่ใช้นำชมนั้นไม่ใช่เรือข้ามฟากแต่เป็นเรือสำหรับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ โดยเรือทุกลำจะมีดาดฟ้าให้นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นมายืนชมวิว บริเวณยอดเสากระโดง หรือถ่ายรูปเล่นได้ แถมบนเรือยังมีการตกแต่งให้คล้ายเรือโจรสลัด เหมือนอยู่ในเรื่อง One Piece เลยละ! ซึ่งเรือชมทะเลสาบมีทั้งหมด 4 ลำ แต่ละลำก็จะแตกต่างกันไป เช่น สีแดง The Royal เป็นเรือโจรสลัด สีเขียว The Vasa เป็นเรือรบสวีเดน สีขาว The Frontier เรือรบอังกฤษ และสีน้ำตาล The Victory เรือรบอังกฤษโบราณ

เพื่อน ๆ สามารถเลือกล่องเรือได้ 2 แบบ คือ Hakone Sightseeing Boats และ Izuhakone Sightseeing Boats ซึ่งจะออกจากท่าเรือ Moto-Hakone และ Haknone-machi แล้วไปลงที่ท่าเรือ Togendai และ Kojiri ค่าใช้จ่ายประมาณ 1,000 เยน วิธีเดินทางจาก Hakone-Yumoto สามารถนั่งรถบัสมาได้เลย ใช้เวลาประมาณ 35 นาที หรือนั่งรถบัสจาก Odawara ใช้เวลาประมาณ 50 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม travelwithjoshcohen

10.หุบเขาโอวาคุดะนิ (大涌谷温泉)

โอวาคุดะนิ คือ หุบเขาภูเขาไฟที่เกิดจากการปะทุของภูเขาคามิซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในเมืองฮาโกเนะ ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อน ภูเขาแห่งนี้เกิดระเบิดไอน้ำร้อนครั้งใหญ่ ทำให้มีไอน้ำร้อนลอยขึ้นมาอยู่ตลอดบริเวณปากปล่องภูเขาไฟ ซึ่งคล้ายกับปากนรก จึงเรียกกันว่าหุบโอวาคุดะนิ หรือหุบเขานรกนั่นเอง แถมที่นี่ยังถูกใช้เป็นฉากการ์ตูนเรื่อง Evangelion: New Theatrical Edition ด้วย เมื่อมาถึงที่นี่เพื่อน ๆ จะพบกับกลุ่มควันที่พวยพุ่งออกมาอยู่ตลอดเวลา พร้อมกลิ่นกำมะถันที่ปัจจุบันถูกนำไปใช้ในออนเซ็นบริเวณนั้นอยู่หลายที่ ทว่าที่โอวาคุดานิไม่ได้โดดเด่นแต่เพียงออนเซ็นเท่านั้น เพราะเพื่อน ๆ สามารถทดลองทำ Kuro Tamago หรือไข่ดำ ซึ่งเป็นไข่ที่นำไปต้มในบ่อกำมะถันของหุบเขาโอวาคุดานิ ไข่ดำนี้จะดำแค่เพียงเปลือกนอกเท่านั้น เนื้อและรสชาติข้างในยังเหมือนไข่ต้มธรรมดา ว่ากันว่าถ้าได้กินไข่ดำ 1 ฟอง จะอายุยืนขึ้นไปอีก 7 ปีเชียวนะ นอกจากนี้ยังสามารถนั่งกระเช้าชมแร่กำมะถันและควันที่พวยพุ่งออกจากปากปล่องภูเขาไฟได้ด้วย

หุบเขาโอวาคุดะนิเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 8.30 -17.00 น. เข้าชมฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย สำหรับไข่ดำสามารถซื้อได้ในราคาถุงละ 500 เยน มีทั้งหมด 5 ฟอง วิธีเดินทางเพื่อน ๆ สามารถเดินจาก Owakudani station มายังหุบเขาได้เลยค่ะ ใช้เวลาประมาณ 5 นาที และที่สถานียังเป็นอีกหนึ่งจุดในการขึ้นกระเช้าโรปเวย์ด้วย ส่วนราคาจะแตกต่างกันไปตามจุดหมายของแต่ละสถานีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม owakudani

คานากาวะเป็นอีกหนึ่งจังหวัดสำหรับประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของประเทศญี่ปุ่น จากเมืองท่าเรือโยโกฮาม่าที่ได้รับอิทธิพลและวัฒนธรรมแปลกใหม่จากต่างประเทศ ทำให้จังหวัดนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น เพราะฉะนั้นมาถึงเมืองท่าทั้งทีก็ต้องไม่พลาดทานอาหารทะเลสด ๆ รวมถึงการชมวิวโรงงานตอนกลางคืนที่เมืองคาวาซากิซึ่งตอนนี้ก็กำลังบูมมากเลยละค่ะ หากเพื่อน ๆ คนไหนมีโอกาสไปเที่ยวละก็ อย่าลืมแชะภาพมาอวดกันบ้างนะ!