วันว่างๆ ไปไหนดี? ตามมาเดี๋ยวจะพาไปเที่ยวฮาโกเน่ 2 วัน 1 คืนเอง!

Last updated:

วันว่างๆ ไม่รู้จะไปเที่ยวไหนคราวนี้ เราจะพาไปเที่ยวเมืองที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากโตเกียวกันบ้างดีกว่า อิอิ ซึ่งเมืองนั้นก็เป็นเมืองยอดฮิตของนักท่องเที่ยวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคนญี่ปุ่นเอง หรือแม้แต่ในหมู่ชาวต่างชาติอย่าง ไทย และประเทศอื่นๆ นั่งก็คือ เมืองฮาโกเน่

ฮาโกเน่เป็นที่แบบไหน?

ฮาโกเน่ (箱根, Hakone) เป็นเมืองหนึ่งที่ตั้งอยู่ในจังหวัดคานากาว่า โดยเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Fuji-Hakone-Izu National Park ซึ่งอยู่ห่างจากโตเกียวไม่เกิน 100 กิโลเมตร ถือว่าเป็นสถานที่หนึ่งที่เหมาะกับการเลือกไปเที่ยวแบบเป็นทริปสั้นๆ จากโตเกียว ฮาโกเน่เป็นเมืองที่ดังเรื่องออนเซ็น มีแหล่งออนเซ็นมากมายให้นักท่องเที่ยวได้มาแช่น้ำพักผ่อนร่างกาย นอกจากนั้นยังมีวิวจากทะเลสาบอาชิ ซึ่งในวันที่อากาศดีๆ เราจะสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้จากทะเลสาบนี้

วันที่ 1

การเดินทางของเราครั้งนี้ เราจะเดินทางกันง่ายๆ โดยซื้อ Hakone Two day Pass ของทางรถไฟสาย Odakyu ซึ่งสามารถเลือกได้ว่า จะซื้อแบบ 2 วัน ราคา 5,700 เยน หรือแบบ 3 วัน ราคา 6,100 เยน

(รูปจากเว็บ odakyu.jp สามารถเข้าไปดูลายละเอียดเพิ่มเติมได้จ้า)


การเดินทางของเรานั้นจะเริ่มต้นจาก สถานีรถไฟชินจูกุ โดยพาสที่เราซื้อมา สามารถขึ้นรถไฟได้เลยจ้า แต่!! ได้แค่รถไฟทั่วไปเท่านั้นนะ ถ้าใครที่อยากจะนั่งแบบสบายๆ หน่อยละก็ สามารถเพิ่มเงินขาละ 1,100 เยน เพื่ออัปเกรดไปนั่ง Romance Car ได้

จากสถานีรถไฟชินจูกุ ก็นั่งรถไฟยาวๆ ไปจนถึงสถานี Hakone-Yumoto จากนั้นก็เลือกนั่งได้หมดเลย ไม่ว่าจะเป็นบัส หรือรถราง โดยจุดมุ่งหมายแรกที่เราจะไปนั้นก็คือ ศาลเจ้า Hakone นั่นเอง

ศาลเจ้าฮาโกเน่ หรือ Hakone Shrine (箱根神社)

การเดินทางที่ง่ายที่สุดคือนั่งบัสมาเลยจ้า ศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ทะเลสาบอาชิ โดยตัวศาลเจ้าจะตั้งอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขา และจุดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวกันก็คือเสาโทริอิสีแดงที่ตั้งยื่นลงไปในทะเลสาบ โดยในช่วงที่น้ำลงเราสามารถถ่ายรูปสวยๆ ได้

ทางเดินไปยังศาลเจ้าฮาโกเน่
จุดถ่ายรูปที่ไม่ว่าใครก็ต้องมาถ่าย โทริอิสีแดงยื่นไปในทะเลสาบอาชิของศาลเจ้าฮาโกเน่

หลังจากถ่ายรูปจนพอใจแล้ว เราก็ไปเดินเล่นต่อที่ข้างทะเลสาบๆ รอเวลานั่งเรือโจรสลัด Hakone Sightseeing Cruise เพื่อข้ามไปอีกฝั่งของทะเลสาบ ในระหว่างที่รอเวลา เราก็ไปเจอกับร้านขนมปัง Bakery&Table Hakone ก็เลยแวะกินขนมปังสักหน่อย โดยที่เราสามารถซื้อขนมปังแล้วนำขึ้นไปกินชั้นสองที่เป็นส่วนของคาเฟ่ได้ด้วยนะ (ต้องสั่งเครื่องดื่มหรืออาหารอื่นด้วย) ด้านหน้าร้านก็มีออนเซ็นเท้าเล็กๆให้เราพักคลายหนาวได้ด้วย

วิวชั้นสองจากร้านขนมปัง Bakery&Table Hakone

ก่อนจะไปขึ้นเรือก็แวะไปเดินถ่ายรูปกันหน่อย เสียดายที่อากาศไม่ค่อยจะเป็นใจให้คุณฟูจิเผยโฉม

ถ้าอากาศดี เราสามารถถ่ายรูปเรือโจรสลัด โทริอิสีแดง และภูเขาไปฟูจิ ในเฟรมเดียวกันได้เลย

หลังจากได้เวลาเรือจะมา เราก็ไปเตรียมตัวขึ้นเรือเลยดีกว่า เรือโจรสลัด Hakone Sightseeing Cruise ของ Odakyu นั้นจะมีอยู่ 3 แบบด้วยกัน เพื่อนๆ สามารถตรวจสอบเวลาของรอบเรือต่างๆ ได้จาก Pirate Ships โดยพวกเราที่มีพาสแล้วสามารถนั่งได้ฟรี กี่รอบก็ได้ตามใจเลยจ้า

ในครั้งนี้ พวกเรานั่งเรือจากป้าย Motohakone-ko เพื่อที่จะไปยัง Togendai-ko เราได้นั่ง Royal II วิวจากบนเรือนั้นก็ดีเลยละ ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าอากาศดีละก็ ในระหว่างที่นั่งเรือเราจะได้เห็นภูเขาไฟฟูจิออกมาทักทายกันด้วย แต่…พวกเราที่โชคไม่ค่อยจะดีมาก ก็เลยได้เห็นแบบนิดๆ จริงๆ แต่คิดในแง่ดี อย่างน้อยก็อากาศดีน่า

เรือมาแล้วจ้าาา ไปขึ้นเรือกันดีกว่า
รอบนี้ได้นั้งเรือโจรสลัด Royal II ละ
วิวจากบนเรือ อากาศเหมือนจะดีขึ้นนิดหน่อยเลยได้เห็นฟูจิซังโผล่มานิดๆ

หลังจากที่ถึงอีกฝั่งแล้ว เราก็ไปนั่ง Cable Car และต่อรถบัสไปยัง Sengokuhara Susuki Grass Fields (仙石原すすき草原) โดยเราบังเอิญเจอสถานที่นี้ใน Instagram แบบบังเอิญ และตั้งเป้าหมายว่าจะต้องไปดูและไปถ่ายรูปให้ได้

Sengokuhara Susuki Grass Fields (仙石原すすき草原)

ที่นี่เต็มไปด้วยต้นหญ้าที่สูง​ (สูงกว่าเราอีก) ซึ่งจะเปลี่ยนสีไปตามฤดูต่างๆ โดยมีทางเดินกว้างๆ ให้เราเดินเข้าไปกลางทุ่งขึ้นเขาไปเรื่อยๆ เบื้องหลังเป็นภูเขา โดยช่วงฤดูร้อนจะเป็นสีเขียวสดใส ส่วนในช่วงเดือนกันยายนนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวพร้อมทั้งสีเหลืองอ่อนๆ ส่วนพอเริ่มเข้าช่วงฤดูใบไม้ร่วงเดือนพฤศจิกายนก็จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และพอเข้าช่วงฤดูหนาว ต้นหญ้าก็จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแก่และตายลง เราได้ลองหาข้อมูลดูแล้ว ถ้าอยากถ่ายรูปดอกหญ้งที่เป็นสีน้ำตาลเหลืองทองแบบนี้ ต้องมาช่วงฤดูใบไม้ร่วงช่วงประมานปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม

ทุ่งหญ้าสีเหลืองทองที่ทอดยาวออกไป
สีเหลืองทองอร่ามจริงๆ
ในช่วงพระอาทิตย์ใกล้จะตก แสงจากพระอาทิตย์ก็ทำให้ทุ่งหญ้าสวยมากกว่าเดิมอีก

สำหรับการเดินทางไป Sengokuhara Susuki Grass Fields แนะนำให้นั่งรถบัสมาลงที่ป้าย Sengoku Kogen (仙石高原) และเดินต่ออีกเพียง 5 นาทีเท่านั้น

หลังจากสนุกสนานไปกับการถ่ายรูปในวันนี้ก็ถึงเวลาพักผ่อน แหะๆ เพราะเรายังเหลือวันให้เที่ยวอีกหนึ่งวัน แถวฮาโกเน่นี้มีที่พักให้เลือกหลายแบบในหลายๆ โซนด้วยกัน อย่างเช่น โซน Hakone-yumoto, Gora, หรือจะเป็นโซนทะเลสาบอาชิที่เราเลือกพักในครั้งนี้ ฮาโกเน่นั้นขึ้นชื่อเรื่องออนเซ็น จึงมีออนเซ็นดังๆ มากมาย และแน่นอนว่ามีที่พักแนวเรียวคังดีๆ ให้เลือกอีกด้วย

วันที่ 2

เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเราก็แวะไปร้านๆ หนึ่งที่ถือเป็นร้านโบราณที่เปิดมานาน นั่นก็คือ ร้าน Amazake-chaya Tea House (甘酒茶屋)

ร้านนี้เป็นร้านชาเก่าแก่ที่มีมานานกว่า 400 ปีแล้ว โดยเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวที่ผ่านไปผ่านมาแวะมาพักผ่อนกัน โดยมีของขึ้นชื่ออย่าง อามาซาเกะ (甘酒, Amazake) หรือเหล้าหวาน ถึงชื่อจะบอกว่าเป็นเหล้า แต่จริงๆ แล้วไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เลย เพราะฉะนั้นเด็กๆ ก็ดื่มได้ โดยอามะซาเกะนั้นทำมาจากการเอาข้าวไปหมักโดยที่ไม่ได้ใส่น้ำตาล ความหวานของอามะซาเกะนั้นจะมาจากข้าวล้วนๆ เลย นอกจากอามะซาเกะแล้วก็ยังมีโมจิที่จะทำสดวันต่อวันทุกๆ เช้าให้เลือกทานกันด้วย

ด้านหน้าร้าน Amazake Chaya เป็นบ้านไม้เก่าแก่กว่า 400 ปี
ของขึ้นชื่อ ‘Amazake หรือ เหล้าหวาน’ และ ‘โมจิหน้าต่างๆ’

ถ้าใครอยากมาก็นั่งรถบัสมาได้เลย โดยลงที่ป้ายชื่อเดียวกับชื่อร้าน ซึ่งป้ายบัสก็ตั้งอยู่ที่หน้าร้านเลยละ หาไม่ยาก

หลังจากนั้นเราก็มานั่งเรือโจรสลัดอีกรอบเพื่อที่จะวันนี้จะไปยังอีกจุดท่องเที่ยวชื่อดังของฮาโกเน่คือ หุบเขาโอวะคุดานิ Owakudani (大涌谷)

หุบเขาโอวะคุดานิ Owakudani (大涌谷)

หุบเขาโอวะคุดานิ เกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟฮาโกเน่เมื่อประมาณ 3,000 ที่แล้ว โดยปัจจุบันก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ จึงทำให้มีบ่อน้ำร้อนและกำมะถันหลงเหลืออยู่ ซึ่งถ้าเกิดอากาศดีๆ ละก็ เราสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามจากที่นี่ได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นก่อนมาก็ควรที่จะดูพยากรณ์อากาศดีๆ อย่าเหมือนเราที่วันที่ไปนั้นอากาศแย่มาก มากจนไม่เห็นวิวใดๆ เลย จึงขอเอารูปมาจาก Instagram ของนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ มาแชร์แทน

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Sayaka (@ponnn417)

หุบเขา โอวะคุนิ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by 久保 和枝 (@kazue519)

ถ้าอากาศดีๆ ก็จะได้เห็นวิวฟูจิซังงามๆ แบบนี้

และนี้คือวิวที่เราได้ (อยากจะร้องไห้ดังๆ TT)

สำหรับหุบเขาโอวะคุดะนิ สามารถเดิน 5 นาที จากเคเบิลคาร์สถานี Owakudani (สถานี Owakudani เป็นสถานีของกระเช้าลอยฟ้าอยู่ระหว่างสถานี Sounzan และ Togendai)

หลังจากที่เฟลมากๆ จากโอวะคุดะนิ เราก็มาเปลี่ยนอารมณ์ไปเที่ยวที่ๆ จะไม่ต้องแคร์อากาศ และจากที่เสิร์ชดูก็ได้รู้ว่า ที่ฮาโกเน่นั้นมีพิพิธภัณท์อยู่เยอะมาก เราก็เลยลองไปที่พิพิธภัณท์ THE HAKONE OPEN-AIR MUSEUM

THE HAKONE OPEN-AIR MUSEUM (箱根彫刻の森美術館)

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแห่งแรกของญี่ปุ่น เปิดให้บริการตั้งแต่ปีค.ศ. 1969 เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ผสมผสานความสมดุลระหว่างธรรมชาติและศิลปะ โดยมีการจัดแสดงผลงานประติมากรรมต่างๆ บนพื้นที่ร่วมกับทิวทัศน์ของหุบเขาและภูเขาโดยรอบ โดยมีเทศกาลเด่นๆ อย่างเช่น นิทรรศการของ PICASSO

ที่จัดนิทรรศการของ PICASSO (ข้างในห้ามถ่ายรูป)
สัญลักษณ์ของพิพิธภัณท์แห่งนี้

และสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจไปพิพิธภัณท์แห่งนี้ก็คือนี่เลย Symphonic Scrapture (ที่เราเห็นคนถ่ายรูปมาจาก IG) ซึ่งไม่ผิดหวังเลย มันอลังการมากจริงๆ

ทุกคนที่มาจะต้องมาถ่ายรูปสิ่งนี้

การเดินทางไปที่ THE HAKONE OPEN-AIR MUSEUM นั้นไปได้ง่าย โดยนั่งรถรางมาลงที่สถานี Chokoku No Mori แล้วเดินต่ออีกเพียง 2 นาที พิพิธภัณท์มีค่าเข้าอยู่ที่ 1,600 เยน (แต่ถ้ามี Hakone Free Pass สามารถลดราคาลงได้เหลือ 1,400 เยนได้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ hakone-oam

**สำหรับรีวิวละเอียดๆ ของพิพิธภัณท์ THE HAKONE OPEN-AIR MUSEUM จะอยู่ในบทความต่อไปนะจ๊ะ**

หลังจากได้รูปจนพอใจแล้ว เราก็มานั่งคาเฟ่ชิวๆ ส่งท้ายก่อนจะจบทริป โดยเราก็ได้ไปเจอกับคาเฟ่น่ารักๆ ที่ชื่อว่า Naraya Cafe คาเฟ่นี้มีออนเซ็นเท้าให้นั่งชิวระหว่างกินขนมและเครื่องดื่มต่างๆ ด้วย เมนูที่เห็นคนสั่งเยอะๆ คือ Naraya Wafer Cake with Bean Jam เป็นเวเฟอร์รูปน้ำเต้า ซึ่งเราสามารถเลือกไส้ต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นถั่วแดง ถั่วดำ หรืองาดำ เป็นต้น

Naraya Cafe ที่ภายในร้านมีออนเซ็นเท้าให้นั่งแช่เท้าเพลินๆ
เมนูดังที่คนส่วนใหญ่สั่ง Naraya Wafer Cake with Bean Jam น่าร้ากกก
วิธีกินก็แค่ป้ายแยมลงไปตรงกลางของเวเฟอร์นั่นละ

พอกินอิ่มนั่งพักจนหายเหนื่อย ก็ถึงเวลาบอกลาฮาโกเน่กันแล้ว หลังจากนั้นเราก็นั่งรถรางกลับไปที่สถานี Hakone-yumoto แล้วก็ขึ้นรถไฟกลับไปชินจูกุ

ทริปวันว่างๆ ที่ฮาโกเน่ในครั้งนี้ถือว่าสนุกมากๆ ถึงอากาศจะแอบไม่เป็นใจนิดหน่อย แต่ก็ได้รูปดีๆ กลับมาเยอะแยะ แถมได้ไปที่ใหม่ๆ อย่าง Sengokuhara Susuki Grass Fields และพิพิธภัณท์ THE HAKONE OPEN-AIR MUSEUM ซึ่งเป็น 2 ที่ที่อยากแนะนำให้ทั้งคนที่ไม่เคยไปฮาโกเน่ หรือเคยไปแล้วแต่ยังไม่เคยไป 2 ที่นี้ให้ลองไปดู แล้วทุกคนจะต้องประทับใจอย่างแน่นอน