10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “มิยาซากิ” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

จังหวัดมิยาซากิ มีธรรมชาติและวัฒนธรรมมากมายของภูมิภาคคิวชูที่แสดงเอกลักษณ์เฉพาะตัวออกมาดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปเยือน สถานที่ท่องเที่ยวก็สวยงาม แถมยังมีรูปปั้นโมอายแห่งเดียวในเอเชียที่ได้รับอนุญาตให้สร้างได้อีกด้วย นอกจากจะมีสถานที่ท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมที่หลากหลายแล้ว ชาวเมืองมิยาซากิก็สร้างชื่อเสียงและจุดเด่นให้กับจังหวัดแห่งนี้ด้วยนิสัยที่อบอุ่น ใจดี ไว้ใจซึ่งกันและกัน ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่รู้สึกผ่อนคลาย แถมยังสัมผัสได้ถึงบรรยากาศความเป็นญี่ปุ่นแท้ ๆ ที่มีวิถีชีวิตไม่เร่งรีบ ใช้ชีวิตภายใต้ความเรียบง่ายแบบสบาย ๆ ต่างจากชีวิตคนในเมืองที่เร่งรีบยุ่งเหยิง ANNGLE เลยจะพาเพื่อน ๆ มารู้จักกับจังหวัดที่อบอุ่นแห่งนี้ให้มากขึ้น กับ 10 สถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ไปไม่ได้ของจังหวัดมิยาซากิค่ะ

1. ปราสาทโอบิ (飫肥城)

ปัจจุบันเหลือเพียงแต่ซากปรักหักพังของปราสาทที่ถูกบูรณะใหม่แล้ว มีหินกว่า 57,000 ก้อน กำแพงและบันไดก็ทำมาจากหินทั้งนั้น ประตูปราสาทที่ยังคงรูปแบบเดิมไว้ จนมีชื่อเรียกว่า “เกียวโตน้อย” และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรรักษาไว้ของญี่ปุ่นด้วย นอกจากนี้บริเวณรอบ ๆ ตัวปราสาทยังมีเมืองเก่าที่เป็นมีบ้านซามุไร คูน้ำ วัดที่สำคัญ และพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมกัน เป็นสถานที่ที่ทำให้ได้สัมผัสกับบรรยากาศแบบเก่า ๆ เลยละค่ะ

เวลาเปิด – ปิด : 09.30 น. – 16.30 น. *หยุดวันที่ 29 – 31 เดือนธันวาคม
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 600 เยน นักศึกษา 450 เยน เด็ก 350 เยน
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR Obi เดินเล่นชมเมืองไปเรื่อย ๆ ประมาณ 20 นาที

2. ศาลเจ้าอูโดะ (鵜戸神宮)

ศาลเจ้าชินโตที่ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำริมหน้าผาหันหน้าเข้าหาทะเล ซึ่งศาลเจ้าลักษณะนี้มีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นในญี่ปุ่น จึงได้รับเลือกให้เป็น “มรดกทางวัฒนธรรม” นอกจากนี้ยังมีชื่อเสียงในการขอพรให้มีบุตรหรือเรื่องความรักด้วย ซึ่งจะมีก้อนหินใหญ่ที่มีหลุมอยู่ตรงกลางเรียกว่า “คาเมะอิชิ” หากอธิษฐานขอพรแล้วโยนหินนำโชคลงหลุมได้ก็จะถือว่าพรที่ขอจะสมหวัง โดยผู้หญิงจะโยนด้วยมือขวาส่วนผู้ชายโยนด้วยมือซ้าย ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ริมทะเล ทำให้ที่นี่มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งเรื่องวิวทิวทัศน์ที่สวยงามและชื่อเสียงเรื่องการขอพร

เวลาเปิด – ปิด : 06.00 น. – 19.00 น.
ค่าเข้าชม : ฟรี
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR Miyasaki นั่งรถไฟสาย Nichinan ไปลงที่สถานีรถไฟ Aburatsu จากนั้นนั่งรถเมล์สาย Miyasaki Airport แล้วลงที่ป้าย Udo Shingu Shrine และเดินต่ออีกประมาณ 10 นาที

3. ซันเมสเสนิจินัน (サンメッセ日南)

สวนแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ได้รับความสนใจมาก ๆ จากสถานที่ตั้งที่อยู่บริเวณเชิงเขา มีภาพเบื้องหลังเป็นทะเล และจุดที่เป็นไฮไลท์เลยก็คือ รูปปั้นโมอาย 7 รูป ซึ่งโมอายของที่นี่เป็นแห่งเดียวนอกเกาะอีสเตอร์ ประเทศชิลีที่ได้รับอนุญาตให้สร้างขึ้นมา นอกจากนี้ยังมีร้านค้า ร้านอาหาร ฟาร์มม้าฟาร์มแกะ นักท่องเที่ยวสามารถชมวิวมหาสมุทรแปซิฟิกได้แบบ 360 องศาเลย ไม่ว่าใครที่ได้มาจะได้รับความประทับใจกลับบ้านแน่นอน

เวลาเปิด – ปิด : 09.30 น.​ – 17.00 น. *หยุดทุกวันพุธที่ 1 และ 3 ของทุกเดือน
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 700 เยน นักเรียน 500 เยน เด็ก 350 เยน
การเดินทาง : จากสถานีรถบัส Miyazaki นั่งรถบัสสาย Nichinan มาลงที่ป้าย Sun Messe Nichinan ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

4. เขาคิริชิมะ (霧島山)

เขาคิริชิมะเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่และมีวิวธรรมชาติที่สวยงามมากแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ในปัจจุบันยังเป็นที่นิยมในกลุ่มนักปีน เขาเพราะมีเส้นทางการเดินและปีนเขาให้เลือกหลายเส้นทาง ทั้งแบบเส้นสั้น ๆ ง่าย ๆ หรือจะทางยาก ๆ ที่สูงชันก็มี โดยมีเส้นทางแนะนำให้นักท่องเที่ยวซึ่งจะสามารถเดินชมได้ทั้งแถบภูเขา ด้วยระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตรโดยใช้เวลาเดินประมาณ 10 ชั่วโมง และมีเส้นทางยอดนิยมคือ ทางเดินผ่านยอดเขาที่สูงที่สุดและผ่านทะเลสาบปากปล่องภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งจะใช้เวลาเดินประมาณ 6 ชั่วโมง เส้นทางการเดินเขาทั้งหมดได้รับดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่างดี ทั้งสะอาดและปลอดภัยแถมยังสวยงามขนาดนี้คงต้องไปปีนเขากันบ้างแล้ว

การเดินทาง : การขับรถไปเองหรือนั่งแท็กซี่เป็นทางเลือกที่สะดวกที่สุดในการเดินทาง

5. เอบิ​โนะโคเกน (えびの高原)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Hideo Shimada (@kirishima.saizensen) on

เอบิ โนะ โคเกน มีความหมายว่า ทุ่งกว้างของกุ้ง ที่มาของชื่อมาจากช่วงฤดูร้อน ต้นหญ้าที่สูง ๆ จะมีสีขาวอมส้มพลิ้วไปตามลมตัดกับพื้นดิน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับกุ้งนั่นเอง เป็นเมืองเล็ก ๆ อยู่ที่บริเวณเชิงเขาคิริชิมะ เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรก ๆ ของญี่ปุ่นและมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมาก แถมยังมีเส้นทางปีนเขาที่มีชื่อเสียงอีกด้วย เส้นทางที่ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเดินรอบสระน้ำร็อคคันนอนเป็นที่นิยมมากทีเดียว เพราะเพื่อน ๆ จะได้ชื่นชมความงามของธรรมชาติอย่างเต็มที่ ยิ่งถ้าไปช่วงใบไม้เปลี่ยนสีจะยิ่งสวยขึ้นไปอีก

การเดินทาง : การขับรถไปเองหรือนั่งแท็กซี่เป็นทางเลือกที่สะดวกที่สุดในการเดินทาง

6. ช่องเขาทาคาชิโฮ (高千穂峡)

เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่แสดงให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นมา น้ำตกมิไนโนะทากิ ความสูงถึง 17 เมตร ไหลตกลงมาสู่ธารน้ำสีเขียวมรกต ทำให้เกิดภาพที่ออกมาสวยงามราวกับเนรมิตขึ้นมา นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือมาพายชมน้ำตก หรือจะเดินเท้าขึ้นไปบนผาแล้วมองลงมาก็ได้ ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ได้สัมผัสกับบรรยากาศธรรมชาติรอบ ๆ ตัว พร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์ให้ชุ่มปอดเลย

เวลาเปิด – ปิด : 08.30 น. – 17.00 น.
ค่าเข้าชม : ฟรี แต่ถ้าจะเช่าเรือพายเสีย 3,000 เยน/30 นาที (นั่งได้มากสุด 4 คน)
การเดินทาง : อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองทาคาชิมาก แต่จะต้องนั่งแท็กซี่หรือขับรถไปเอง หรือหากเดินไปจะใช้เวลาประมาณ 40 นาที

7. ศาลเจ้าทาคาชิโฮ (高千穂神社)

ศาลเจ้าที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าสน ลักษณะของสถาปัตยกรรมถูกออกแบบมาให้กลืนไปกับธรรมชาติรอบ ๆ ตัว ให้บรรยากาศที่เงียบสงบในเวลากลางวัน ส่วนเวลากลางคืนจะมีการแสดงตามประเพณี ซึ่งจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทพเจ้าของญี่ปุ่นตามความเชื่อของศาสนาชินโต นักแสดงจะใส่หน้ากากและมีการเล่นเครื่องดนตรีญี่ปุ่นโบราณประกอบด้วย สร้างความสนุกสนานและน่าสนใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

เวลาเปิด – ปิด : 08.00 น. – 09.00 น.
ค่าเข้าชม : 700 เยน
การเดินทาง : อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองทาคาชิมาก แต่จะต้องนั่งแท็กซี่หรือขับรถไปเอง หรือหากเดินไปจะใช้เวลาประมาณ 40 นาที

8. เกาะอะโอชิมะ (青島)

เป็นเกาะเล็ก ๆ ที่เชื่อมต่อกับชายฝั่งทะเลของมิยาซากิด้วยสะพาน มีข้อมูลบอกว่าเกาะแห่งนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายล้านปีก่อนจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกและหินทรายที่ทับถมมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ตรงกลางของเกาะก็มีศาลเจ้าอะโอชิมะสีแดงสดใสตั้งอยู่ ซึ่งผู้คนมักจะมาขอพรเรื่องความรักกัน นอกจากนี้ทางขวามือของศาลเจ้าก็มีทางเดินเล็ก ๆ เข้าป่าที่เงียบสงบและสวยงามด้วย ถ้าไปช่วงน้ำลดจะเห็นพื้นทรายที่มีรูปร่างแปลก ๆ เป็นรอยแตกที่คนที่นี่เรียกว่า ที่ซักผ้าของยักษ์ หรือถ้าไปช่วงเย็น ๆ ก็เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยอีกแห่งหนึ่งเลย

เวลาเปิด –  ปิด : เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
ค่าเข้าชม : ฟรี
การเดินทาง : นั่งรถไฟมาลงสถานี Aoshima แล้วก็เดินจากสถานีมาประมาณ 10 นาที

9. สะพานแขวนอะยะเทรุฮะ (綾の照葉大吊橋)

สะพานแห่งนี้ยาว 250 เมตร และสูงจากแม่น้ำอายามินามิ 142 เมตร ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เราได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติรอบตัวและสัมผัสกับรรยากาศสวย ๆ นี้ได้ นอกจากจะได้ชมความสวยงามของธรรมชาติแล้ว นักท่องเที่ยวยังได้ความเสียวกลับไปแน่นอน เพราะถ้าเราเดินไปจนถึงช่วงกลางสะพาน สะพานจะแกว่งนิดนึงตามแรงลม และพอมองลงไปข้างล่างก็จะเห็นแม่น้ำอายามินามิ ไหลผ่าน ให้ความรู้สึกเหมือนว่าเรากำลังเดินเล่นอยู่บนท้องฟ้าเลย

เวลาเปิด – ปิด : 08.30 น.​ – 18.00 น. *ช่วงเดือนตุลาคม – เดือนมีนาคมจะปิด 17.00 น.
ค่าเข้าชม : 300 เยน
การเดินทาง : นั่งรถบัสจากสถานี Miyako Bus มาลงที่ป้าย Aya Shusen no Mori ใช้เวลาประมาณ 60 นาที

10. น้ำตกเซกิโนโอะ (関之尾滝)

น้ำตกภายในอุทยานแห่งชาติคิริชิมะ ประกอบด้วย 3 น้ำตกคือ น้ำตกโอทากิ น้ำตกโอโตโกะดากิ และน้ำตกอนนะดากิ น้ำตกโอทากิซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดนั้นมีขนาดความยาวเส้นผ่าศูนย์กลาง 40 เมตร และสูงถึง 18 เมตร นักท่องเที่ยวสามารถชมความงามของน้ำตกเซกิโนโอะและเก็บภาพสวย ๆ ได้จากบนสะพานที่อยู่ใกล้ ๆ

เวลาเปิด –  ปิด : เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
ค่าเข้าชม : ฟรี
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR Nishi-Miyakonojo นั่ง Miyazaki Transportation Bus มาลงที่ป้าย Sekinoodaki แล้วเดินต่อประมาณ 3 นาที

เป็นยังไงกันบ้างคะ ช่างเป็นจังหวัดที่มีธรรมชาติสวยงามจริง ๆ เลยเนอะ ขนาดศาลเจ้ายังโอบล้อมไปด้วยธรรมชาติที่ให้กลิ่นอายของความสบายใจและผ่อนคลาย ถ้าเพื่อน ๆ ที่ชอบในความสวยงามของธรรมชาติและชอบบรรยากาศของจังหวัดที่ให้ความผ่อนคลาย ก็อย่าลืมจังหวัดมิยาซากิแห่งนี้นะคะ