จดไว้! 6 ของกินพาลิ้นแพงแถมเฮลตี้ของนากาโนะ!

Nagano Cuisine Cover Image
Last updated:

นากาโนะ เป็นจังหวัดที่ขึ้นเรื่องผักภูเขาและอาหารที่เฮลตี้แถมยังอร่อย จนหลายคนสงสัยว่าหรือนี่จะเป็นความลับเบื้องหลังความอายุยืนของคนนากาโนะกันนะ? เพราะถ้าอาหารอร่อยซะอย่าง มีหรือจะหนีไปกินอย่างอื่น? และบทความนี้จะพาทุกคนไปดูลิสต์ของอร่อยที่ไม่กินถือว่าพลาดของนากาโนะกัน!

คำเตือน ไม่แนะนำให้อ่านบทความนี้ตอนท้องว่างหรือดึกๆ นะ

1.ไก่ทอดซันโซคุยากิ กรอบอร่อยดุดันไม่เกรงใจใคร

Nagano Cuisine - Sanzokuyaki 1

มาเริ่มต้นกันด้วยของเรียกน้ำย่อย นั่นคือไก่ทอดซันโซคุยากิ (山賊焼, Sanzoku Yaki) ที่เป็นของอร่อยประจำเมืองมัตสึโมโตะกัน ซึ่งถ้าลงรถไฟที่สถานี JR Matsumoto (松本駅) และเดินผ่านแถวร้านอาหารล่ะก็จะได้กินไก่ทอดหอมโชยมาสะกิดจมูกกวักเรียกเข้าร้านกันทีเดียว ใครจะเดินผ่านร้านได้โดยไม่แวะซื้อคือต้องใจแข็งมาก

Nagano Cuisine - Sanzokuyaki 2 Ueda Station
ร้าน Karaage Center ที่เสิร์ฟไก่ทอดหอมฉุยในสถานี JR Ueda

ไก่ทอดซันโซคุยากิเป็นเมนูที่นำส่วนน่องหรืออกของไก่มาปรุงรสด้วยโชยุที่ผสมกระเทียม ขิง และเครื่องเทศอื่นๆ จากนั้นคลุกด้วยแป้งมันฝรั่งก่อนจะนำไปทอด แค่นี้ก็ฟังดูน่ากินแล้ว!
ไก่ทอดซันโซคุยากินั้นมาในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นไก่ทอดแบบชิ้นๆ ขายร้อนๆ ให้ถือกินระหว่างเดินเที่ยวได้ หรือจะเป็นเมนูเซ็ตข้าวตามร้านอาหาร รวมถึงเอกิเบ็นให้ถือขึ้นไปอร่อยกันบนรถไฟได้ในปริมาณอิ่มจุกๆ

Nagano Cuisine - Sanzokuyaki 3 Ekiben
เอกิเบ็นซันโซคุยากิของ Karaage Center ไก่ทอดเยอะทะลักกล่องจนต้องใช้หนังยางมัด

แต่ไม่ว่าจะเป็นเมนูไหน อย่างเดียวที่ไม่ต่างกันเลยก็คือความกรอบอร่อยเหมือนเพิ่งขึ้นมาใหม่ๆ จากกระทะ ซึ่งแป้งข้างนอกจะกรอบเบารวมถึงเนื้อชุ่มน้ำซุปที่นุ่มมาก ที่สำคัญเลยคือไม่เลี่ยนอย่างไม่น่าเชื่อ และสามารถทานได้แบบไม่ต้องใช้ซอสอะไรมาช่วยเพิ่มหรือตัดรสชาติเลย ถ้ามาเที่ยวที่เมืองมัตสึโมโตะหรือเดินเล่นที่คามิโคจิล่ะก็ห้ามพลาดเลย!

Nagano Cuisine - Sanzokuyaki 4 Kamikochi
ที่คามิโคจิก็มีขายเป็นชิ้นๆ ให้ถือกินเติมพลังระหว่างเดินป่าด้วยนะ

Matsumoto Karaage Center (松本からあげセンター)
ที่อยู่: 4th Floor, MIDORI 1-1 Chome, Fukashi Matsumoto, Nagano 390-0815 Japan
เวลาเปิด-ปิด: 11.30 – 19.30 น.
การเดินทาง: ลงรถไฟแล้วไปที่ชั้น 4 ร้านตั้งอยู่บริเวณโซนร้านอาหาร
Website: karacen.com

2.เซโรมุชิ เมนูสุดเฮลตี้ อร่อยเหมือนคุณย่าคุณยายทำ

Nagano Cuisine - Seiromushi 1
เซโรมุชิ ร้าน Yayoiza

เซโรมุชิ (せいろ蒸し, Seiro Mushi) เป็นอาหารนึ่งที่นำวัตถุดิบต่างๆ ไปนึ่งในซื้งไม้ไผ่ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส และหนึ่งในที่ที่เราจะได้ชิมเซโรมุชิที่อร่อยที่สุดในนากาโนะก็คือร้าน Yayoiza​ (門前茶寮 弥生座) ร้านอาหารบรรยากาศย้อนยุคที่อยู่หน้าทางเข้าวัดเซ็นโคจิ (善光寺, Zenkoji) ในย่านเมืองนากาโนะ
ร้าน Yayoiza เปิดขึ้นเมื่อปี 1995 เป็นร้านที่นำวัตถุดิบท้องถิ่นนากาโนะรวมถึงวัตถุดิบตามฤดูกาลมาปรุงเป็นอาหารที่ให้ผู้ชิมได้รับรู้ถึงความอร่อยของทั้งอาหารท้องถิ่นที่สืบทอดกันมา อาหารมังสวิรัติของวัดเซ็นโคจิ และอาหารทั่วไปในชีวิตประจำวันของคนนากาโนะ นอกจากความเป็น Slow Food แล้ว ตัวร้านที่เป็นบ้านไม้เก่าแก่ยังให้บรรยากาศ Slow Life ซึ่งทำให้รู้สึกเหมือนอยู่บ้านคุณย่าคุณยายชาวญี่ปุ่นในชนบท และสะท้อนถึงความหมายเบื้องหลังชื่อของร้าน Yayoiza

Nagano Cuisine - Seiromushi 2 Yayoiza
เคาน์เตอร์ครัวภายในร้าน บรรยากาศอบอุ่นเหมือนครัวคุณย่าคุณยาย

โดย Yayoi (弥生, ยาโยอิ) เป็นชื่อยุคที่เชื่อกันว่าผู้คนได้เริ่มเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่หุบเขาแห่งนี้กัน ส่วน Za (座, สะ) หมายถึงที่นั่ง ซึ่งรวมถึงที่นั่งที่ผู้คนมารวมตัวพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน กลายที่มาของชื่อ Yayoiza ที่แฝงถึงเรื่องราวที่มาตั้งแต่อดีตของสถานที่แห่งนี้และความตั้งใจที่จะเป็นพื้นที่ของชุมชนที่ผู้คนมาใช้เวลาร่วมกันนั่นเอง
ร้าน Yayoiza มีเมนูเซโรมุชิให้เลือกมากมาย ทั้งเนื้อวัวชินชู (信州牛) กุ้ง ปลาไหล และหมูเป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะมาพร้อมกับผักสดๆ คัดพิเศษจากท้องถิ่นนากาโนะ ข้าวเหนียวห่อใบไม้ ไข่ตุ๋น ซุปมิโซะ และซอสสำหรับจิ้ม สำหรับเมนูที่เราเลือกชิมนั้นคือ Monzen Seiro Mushi (門前せいろ蒸し) ที่ประกอบด้วยเนื้อวัวชินชู ผัก ข้าวเหนียว และไข่ตุ๋น

Nagano Cuisine - Seiromushi 3 Seiro

เมื่อสั่งแล้วคุณป้าเจ้าของร้านจะจัดวางวัตถุดิบต่างๆ ลงในซึ้งไม้ไผ่แล้วนำไปนึ่ง วิธีนี้ทำให้นึ่งได้หลายๆ ชั้นพร้อมกัน และมากสุดได้ถึง 10 ชั้นทีเดียว เมื่อนึ่งเสร็จรอบหนึ่งซึ้งนึ่งจะถูกสลับจากอันบนสุดลงมาล่างสุดเพื่อให้ทุกอันสุกเท่ากัน ระหว่างสลับเราจะได้เห็นอาหารของเราแว๊บๆ พร้อมกลิ่นผักนึ่งหวานๆ หอมๆ เรียกน้ำย่อยด้วย

Nagano Cuisine - Seiromushi 4
Monzen Seiro Mushi มาเสิร์ฟแล้ว! มองจากดาวอังคารก็รู้ว่าเฮลตี้

พออาหารมาเสิร์ฟถึงที่ก็หิวพอดีเลย ส่วนตัวเราเริ่มที่ซุปมิโซะก่อนเพื่อแก้หนาว ซึ่งซุปมิโสะนั้นใช้มิโซะแดงทำให้ได้รสชาติที่เข้มเป็นพิเศษเหมาะกับวันฝนตกอากาศหนาวอย่างวันนี้ ตามด้วยผักสดและเห็ดที่นึ่งจนเนื้อนุ่มและหวานมากจนไม่ต้องจิ้มซอสช่วยก็อร่อยได้ โดยเฉพาะฟักทองและแครอท ส่วนเนื้อวัวชินชูเองก็มาเป็นชิ้นแล่ใหญ่ๆ ที่ทานได้เต็มปากเต็มคำ และเมื่อยิ่งจิ้มซอสที่ช่วยดึงรสอุมามิออกมาก็อร่อยยิ่งขึ้นไปอีก สำหรับข้าวเหนียวในเซ็ตนั้นเป็นข้าวเหนียวที่นุ่มและอุ้มน้ำเยอะกว่าข้าวเหนียวไทยที่เราคุ้นเคยกัน ตบท้ายด้วยไข่ตุ๋นที่นุ่มมากชนิดละลายในปาก ที่พิเศษคือด้วยความที่ใช้ซึ้งไผ่นึ่ง ทำให้อาหารทั้งหมดนี้มีกลิ่นหอมไผ่จางๆ อยู่ด้วย เห็นถาดใหญ่ขนาดนี้แต่ทั้งหมดนี้เป็นมื้อที่อิ่มกำลังดีทีเดียว ยิ่งพอปิดท้ายด้วยไอศกรีมโฮมเมดของทางร้านด้วยล่ะก็ยิ่งอร่อยเข้าไปใหญ่

Nagano Cuisine - Seiromushi 5
เนื้อวัวชินชูหั่นบางๆ แต่อร่อยเต็มปากเต็มคำ

ใครกำลังมองหาอาหารที่ให้เราอร่อยกับรสชาติแท้ของวัตถุดิบท้องถิ่น แถมเฮลตี้และได้นั่งในบรรยากาศร้านย้อนยุคสบายๆ ล่ะก็ เราขอแนะนำที่นี่เลย

Nagano Cuisine - Seiromushi 6 Gelato
ไอศกรีมโฮมเมดของร้านรสขิงและงา บอกเลยว่ารสขิงอร่อยสดชื่นมาก ขนาดคนไม่ถูกกับขิงก็กินได้

Yayoiza​ (門前茶寮 弥生座)
ที่อยู่: 503 Nagano, 380-0841, Japan
เวลาเปิด-ปิด: 11.30 – 14.00 น. / 17.00-20.00 น.
การเดินทาง: จากสถานี JR Nagano นั่งรถบัส 15 นาทีลงที่ป้าย Zenkoji Daimon (善光寺大門) ค่ารถบัส 190 เยน จากนั้นเดินอีกไม่ถึง 1 นาที
Website: yayoiza.jp

3.ผลไม้นากาโนะ ของดีประจำจังหวัด

Nagano Cuisine - Nagano Fruit 1 Shinshu Apple
แอปเปิ้ลชินชูเด็ดสดๆ จากสวน

ความลำบากใจหนึ่งของการกินผลไม้ของนากาโนะคือจะหาผลไม้อร่อยแบบนี้ที่อื่นได้ยากแน่นอน เพราะนากาโนะมีผลไม้ที่อร่อยมากจนให้กินเป็นกิโลๆ ก็คิดว่าไหว ซึ่งผลไม้ตัวตึงของจังหวัดที่เราขอยกขึ้นมาในบทความนี้ก็คือแอปเปิ้ลชินชู (信州りんご, Shinshu Apple) และองุ่น Shine Muscat (シャインマスカット)

Nagano Cuisine - Nagano Fruit 2 Shinshu Apple
แอปเปิ้ลชินชูสีแดงสดน่ากินพร้อมเด็ดกลับบ้าน

เริ่มกันที่แอปเปิ้ลชินชู ซึ่งถ้าจะให้อร่อยแบบสุดๆ ก็ต้องแอปเปิ้ลที่เพิ่งเด็ดจากต้นเท่านั้น และที่นากาโนะมีสวนแอปเปิ้ลหลายแห่งให้เลือกเข้าไปเก็บแอปเปิ้ลได้มากเท่าที่ต้องการในเวลาที่กำหนด สำหรับสวนที่เราไปมาคือ Nakajo Fruits Farm ในเมืองสุซากะ (須坂市, Suzaka City) ซึ่งว่ากันว่าเป็นฟาร์มแห่งแรกที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเก็บแอปเปิ้ลได้

Nagano Cuisine - Nagano Fruit 3 Nakajo Fruits Farm
Nakajo Fruits Farm

แอปเปิ้ลที่ทางสต๊าฟของฟาร์มแนะนำให้เก็บคือลูกที่มีสีออกแดงหน่อยซึ่งจะมีรสชาติหวาน ส่วนตอนเด็ดให้จับที่ลูกแอปเปิ้ลแล้วบิดขึ้นด้านบนจะทำให้แอปเปิ้ลหลุดจากขั้วได้ง่ายและไม่ทำให้ต้นไม้เสียหายด้วย แอปเปิ้ลที่เด็ดได้นั้นมีแต่ลูกใหญ่ๆ หนักๆ ทั้งนั้นและผิวเรียบสวยมากด้วย พอเด็ดได้จนครบเวลาแล้วก็นำแอปเปิ้ลในตะกร้าไปชั่งน้ำหนักเพื่อคิดราคา เมื่อเรียบร้อยก็กินได้เลย!
ถ้าเพื่อนๆ ชอบรสชาติแนวๆ แอปเปิ้ล Jazz ล่ะก็จะต้องชอบแอปเปิ้ลชินชูแน่นอน เพราะแอปเปิ้ลชินชูมีรสหวานนำอมเปรี้ยวนิดๆ ในแบบที่หลายคนชอบ พร้อมเนื้อแอปเปิ้ลกรอบกรุบๆ เคี้ยวเพลิน เห็นลูกใหญ่เท่าหน้าแบบนี้ แต่พอกัดเข้าไปคำนึงเผลอแป๊บเดียวก็กินหมดลูกจนเพื่อนข้างๆ ถามว่าเคี้ยวก่อนกลืนบ้างไหม แต่นี่แหละคือพลังความอร่อยของแอปเปิ้ลชินชูที่เพิ่งเก็บมาใหม่ๆ จากต้น ถ้าเพื่อนๆ ใฝ่ฝันถึงแอปเปิ้ลลูกใหญ่ๆ หวานกรอบอร่อยเคี้ยวสนุกล่ะก็ มาที่นากาโนะกันได้เลย

Nakajo Fruits Farm (中条フルーツ農場)
ที่อยู่: 3750 Ogawara, Suzaka, Nagano 382-0071, Japan
เวลาเปิด-ปิด: 8.30-17.30 น.
การเดินทาง: จากสถานี Obuse นั่งแท๊กซี่ประมาณ 7 นาที
Website: fruitsland.co.jp

Nagano Cuisine - Nagano Fruit 4 Shine Muscat
องุ่น Shine Muscat ลูกใหญ่เคี้ยวอร่อยเต็มปากเต็มคำ

อีกผลไม้หนึ่งของจังหวัดที่อยากแนะนำก็คือองุ่น Shine Muscat ที่ดังพอๆ กับองุ่นเคียวโฮ (巨峰葡萄, Kyoho) และอร่อยไม่แพ้กัน นอกจากผลองุ่นที่ใหญ่พอๆ กับลูกปิงปองแล้ว องุ่น Shine Muscat มีจุดเด่นคือรสชาติที่หวานสะใจและไม่มีรสเปรี้ยวหรือรสฝาดที่เปลือกปนเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นเพื่อนๆ ที่ไม่ชอบองุ่นเปรี้ยวๆ ฝาดๆ ก็อร่อยกับ Shine Muscat ทั้งพวงได้แบบไม่ต้องกลัวหวยออกรสเปรี้ยวฝาดที่ลูกไหนเลย ในส่วนของรสสัมผัสนั้น ส่วนตัวรู้สึกว่า Shine Muscat จะใกล้เคียงกับเยลลี่ที่เนื้อออกหนึบหน่อย ซึ่งจะต่างกับเนื้อคล้ายเยลลี่กรุบๆ ขององุ่นที่เราคุ้นเคย อ้อ ที่สำคัญคือไม่มีเมล็ดด้วยนะ!

ด้วยเนื้อคล้ายเยลลี่และรสชาติหวานอร่อยแบบไม่ต้องใช้อะไรช่วย ความอร่อยนี้เองที่ทำให้ Shine Muscat ถูกใช้ในขนมหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นคือไดฟุกุของร้าน N vintage coffee ร้านคาเฟ่ใจกลางเมืองนากาโนะที่ใช้ผลองุ่น Shine Muscat ทั้งลูกมาเป็นไส้ ปกติเราจะชินกับไดฟุกุไส้ถั่วแดง ชาเขียว ไม่ก็ไส้สตรอว์เบอรี่ เลยเป็นปกติที่เราจะคิดว่ารสชาติของไส้ไดฟุกุก็คงไม่พ้นแนวๆ นี้ แต่ไดฟุกุไส้ Shine Muscat เป็นอะไรที่แปลกใหม่มากและเปิดโลกเลยว่าเนื้อไดฟุกุเหนียวนุ่มและองุ่นลูกใหญ่หนึบๆ หวานเจี๊ยบจะจับคู่กันแล้วเวิร์คขนาดนี้ นอกจากองุ่น Shine Muscat แล้ว N vintage coffee ยังมีไดฟุกุไส้ผลไม้อื่นๆ อีกมากให้เลือกชิมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นส้มที่มาทั้งลูกอีกเหมือนกัน สตรอว์เบอรี่ที่เราคุ้นเคย กีวี่ หรือที่แปลกตาหน่อยคือเมลอนและสับปะรดเป็นต้น!

โดยสรุปแล้ว ไม่ว่าเพื่อนๆ จะชอบอร่อยกับตัวผลไม้เน้นๆ หรือชอบแบบในขนมต่างๆ นากาโนะคือที่หนึ่งที่บรรดาคนรักผลไม้ต้องมาให้ได้เลย

N vintage coffee
ที่อยู่: 3750 Ogawara, Suzaka, Nagano 382-0071, Japan
เวลาเปิด-ปิด: 8.30-17.30 น.
การเดินทาง: จากสถานี Obuse นั่งแท๊กซี่ประมาณ 7 นาที
Website: N vintage coffee Fanpage

4.เนื้อวัวชินชู ของอร่อยระดับพรีเมี่ยมของนากาโนะ

Nagano Cuisine - Shinshu Beef 1

สตาร์ทที่อาหารเบาๆ กันแล้ว งานนี้มาที่จานหลักกันบ้าง และพูดถึงจานหลักจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากเนื้อ ซึ่งถ้าพูดถึงเนื้อในจังหวัดนากาโนะแล้วก็ต้องแบรนด์เนื้อ “วัวชินชู (信州牛)”
เนื้อวัวชินชูเป็นเนื้อที่ได้จากวัวซึ่งเลี้ยงด้วยแอปเปิ้ลร่วมกับอาหารอื่นๆ โดยจังหวัดนากาโนะถือเป็นแหล่งผลิตแอปเปิ้ลที่ดังรองมาจากจังหวัดอาโอโมริซึ่งเป็นอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น อีกทั้งแอปเปิ้ลนากาโนะยังมีสารอาหารเยอะมาก จนว่ากันว่าคนทานแทบจะไม่ต้องพึ่งยารักษาโรคเลยก็ว่าได้ เพราะว่าแอปเปิ้ลนากาโนะมีน้ำตาลที่มากพอรวมถึงวิตามินและแร่ธาตุ ดังนั้นการให้แอปเปิ้ลที่ว่านี้กับวัวจึงเป็นการยกระดับคุณภาพเนื้อวัวไปด้วยในตัว รวมถึงทำให้เนื้อวัวชินชูมีรสชาติเฉพาะตัวและมีไขมันแทรกเนื้อกำลังดี และถือเป็นจุดเด่นของเนื้อวัวชินชู จนเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ “วัวที่เลี้ยงด้วยแอปเปิ้ล (りんごで育った牛)”
ถ้าถามว่าจะอร่อยกับเนื้อวัวชินชูได้ที่ไหน ที่หนึ่งที่เราขอแนะนำเลยก็คือ YAMASACHI (鉄板焼「やまさち」) เคาน์เตอร์เทปปันยากิที่ตั้งอยู่ในร้านอาหารญี่ปุ่น SHINANO ของโรงแรม Hotel Metropolitan Nagano ซึ่งเดินเท้าจากสถานี JR Nagano ไปถึงได้ไม่ถึงหนึ่งนาที โดย YAMASACHI จะมีคอร์สอาหารที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล แต่อย่างหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนเลยก็คือการใช้เนื้อวัวชินชูระดับพรีเมี่ยม

Nagano Cuisine - Shinshu Beef 2 course
บน: ส้มเชื่อม เต้าหูไข่ไก่ และถั่ว, สลัดผักสดราสซอสยูสุมิโสะและซุปฟักทอง ล่าง: Fillet ปลาประจำฤดู

ตอนที่เราไปนั้น คอร์สอาหารที่ได้ก็จะประกอบด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยอย่างส้มเชื่อม เต้าหู้ไข่ไก่ และถั่ว ต่อด้วยสลัดผักสดราสซอสยูสุมิโสะ ซุปฟักทองเนื้อเนียนหอมๆ มาซดแก้หนาว ตามด้วย Fillet ปลาประจำฤดูเนื้อแน่นที่เพิ่งย่างเกรียมๆ หอมๆ ตรงหน้า พักล้างปากนิดนึงด้วยน้ำส้มสายชูที่ทำจากแอปเปิ้ลชินชูหอมๆ สดชื่นเพื่อรีเซ็ทลิ้นให้เราพร้อมสำหรับจานหลัก นั่นคือเนื้อวัวชินชูย่าง Medium Rare เสิร์ฟพร้อมผักย่างประจำฤดูกาลเช่นมะเขือม่วง ฟักทอง ข้าวโพด ถั่วฝักเป็นต้น

Nagano Cuisine - Shinshu Beef 3 Main Dish

ตัวเนื้อวัวชินชูจะถูกหั่นเสิร์ฟพอดีคำพร้อมเครื่องปรุงให้เลือกจิ้มได้ โดยมีน้ำมันงา ซอสมิโซะ และวาซาบิ ซึ่งนอกจากนี้ก็จะมีเกลือให้จิ้มอยู่หยิบมือนึงไว้ช่วยดึงความอุมามิของเนื้อวัวออกมา แน่นอนว่าขั้นแรกเราก็ต้องอยากพิสูจน์ความอร่อยของเนื้อวัวกันก่อนด้วยการจิ้มเพียงเกลือเท่านั้น อย่างแรกที่รู้สึกเลยในตอนที่เนื้อวัวเข้าปากคือความหอมเกรียมนิดๆ ที่ได้จากเตาเท็ปปันยากิและน้ำซุปจากเนื้อวัว ตามด้วยรสสัมผัสของเนื้อวัวที่นุ่มจนแทบไม่ต้องออกแรงเคี้ยวทำให้เราจดจ่ออยู่กับรสชาติหวานนิดมีน้ำมันหน่อยที่เกลือช่วยดึงรสชาติออกมาให้ได้อย่างเต็มที่

Nagano Cuisine - Shinshu Beef 4 Main Dish

ถัดมาก็ลองมาชิมกับเครื่องปรุงอื่นๆ บ้าง ส่วนตัวเราไม่ถูกกับกลิ่นของวาซาบิเท่าไหร่แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วต้องลองนิดนึง แน่นอนว่าเราลองแต้มว่าซาบิแค่นิดดดดดดเดียวเท่านั้น ที่ผิดคาดคือวาซาบิไม่ได้เด่นเกินรสชาติของเนื้อเลย (คงเพราะใส่น้อยด้วยมั้ง) แต่ความฉุนและเผ็ดชาของวาซาบิกลายเป็นตัวดันความหวานของเนื้อให้เด่นขึ้นมาได้เป็นอย่างดี
เคลียร์วาซาบิที่เปรียบเหมือนลาสบอสของเครื่องปรุงไปแล้ว ต่อไปมาที่ตัวที่ยังไง๊ยังไงก็รู้ว่ามันอร่อยแน่ๆ กัน เราเลือกพักเบรกรสชาติกันนิดนึงด้วยการจิ้มเนื้อวัวในเกลือนิดนึงก่อนกินกับน้ำมันงา ตัวน้ำมันงาหอมงาคั่วมากและเหมือนจะมีพริกไทยป่นใส่อยู่เล็กน้อยทำให้รสชาติที่ได้โดยรวมไม่เลี่ยนจนเกินไป และเป็นเครื่องปรุงที่ให้เราได้รสชาติของน้ำมันและซุปในเนื้อวัวแบบเน้นๆ ใครชอบรสชาติแนวเนื้อย่างแบบน้ำมันฉ่ำๆ หอมๆ ต้องติดใจแน่นอน
สุดท้ายนี้เรา Back to the Basic กันด้วยการจิ้มกับซอสมิโซะที่ทุกคนรู้โลกรู้ว่ามีรสอุมามิอยู่ในตัวอยู่แล้ว พอเนื้อวัวที่มีรสอุมามิอยู่ในตัวมาเจอกับซอสมิโซะ แน่นอนว่าสิ่งที่ได้ก็คือรสอุมามิเน้นๆ ถ้าจะบอกว่าอร่อยลงตัวสุดๆ ก็คงน้อยไป เพราะเอาจริงก็บรรยายไม่ถูกเหมือนกันว่าโดยละเอียดแล้วมันอร่อยยังไง บ้าง รู้แค่ว่าที่กินอยู่ตอนนี้อร่อยมากจนน่าจะลิ้นแพงขึ้นอีกเลเวลนึงแน่นๆ เท่าที่พอจะอธิบายได้คือซุปหวานๆ กับเนื้อวัวนุ่มๆ บวกกับมิโซะเค็มนิดๆ แถมหอมมีเอกลักษณ์ช่วยเสริมรสชาติกันได้อย่างดีเยี่ยม และรู้สึกคิดถูกจริงๆ ที่ให้ซอสมิโซะเป็นฟินาเล่ของการชิมเนื้อวัวชินชูในครั้งนี้

Nagano Cuisine - Shinshu Beef 4 Shime & Dessert
บน: ข้าวผัดที่เสิร์ฟเป็นเมนูปิดท้าย ล่าง: ของหวานที่ใช้ผลไม้ของนากาโนะ

หลังจากนั้นก็ปิดคอร์สอาหารกันด้วยชิเมะนั่นก็คือข้าวผัดร้อนๆ หอมๆ ถ้วยนึง ตามด้วยของหวานคือผลไม้ประจำฤดูกาลของนากาโนะและมูสเนื้อเนียน และเครื่องดื่มที่มีให้เลือกเช่นชา กาแฟ และซอฟท์ดริ้งอื่นๆ พอกินหมดก็แทบจะกลิ้งลงเก้าอี้ออกจากร้านได้แล้ว ถึงจะอิ่มจุกมากๆ แต่คอร์สเนื้อวัวชินชูถือเป็นมื้อที่ควรมาลองให้ได้อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต

YAMASACHI (鉄板焼「やまさち」)
ที่อยู่: Minamiishidocho-1346, Nagano, 380-0824, Japan
เวลาเปิด-ปิด: 11.30-14.30 น. / 17.30-21.30 น.
การเดินทาง: จากสถานี JR Nagano เดินประมาณ 5 นาทีเข้าไปในโรงแรม Hotel Metropolitan Nagano ร้านอยู่ชั้น 2
Website: nagano.hotel-metropolitan.com

5.เกาลัดแห่งเมืองโอบุเสะ อาณาจักรเกาลัด

Nagano Cuisine - Obuse Chestnut 1

มาต่อกันที่เกาลัด อีกของอร่อยของจังหวัดนากาโนะกันบ้าง ถ้าเพื่อนๆ เป็นคนหนึ่งไม่เคยกินเกาลัดมาก่อน เมืองโอบุเสะ (小布施町) คือที่ที่เหมาะสำหรับเดบิวต์เข้าวงการนักกินเกาลัด อย่างเช่นเราเป็นต้นที่เคยเดินเยาวราชมามาหลายครั้งแต่ไม่เคยซื้อเกาลัดกินสักรอบ เลยถือโอกาสมาเปิดโลกที่เมืองโอบุเสะซะเลย
เมืองโอบุเสะเป็นเมืองเล็กๆ ที่ยังคงบรรยากาศเมืองเก่าไว้อย่างดีเยี่ยม ดังนั้นนอกจากจะมาที่นี่เพื่ออร่อยกับเกาลัดแล้ว เรายังจะได้เพลิดเพลินกับบรรยากาศญี่ปุ่นจ๋าอีกด้วย จุดเริ่มต้นของเกาลัดเมืองโอบุเสะนั้นว่ากันว่าเริ่มมาจากพระสงฆ์คูไค (弘法大師空海) ที่กำลังธุดงค์ไปตามแคว้นต่างๆ และปลูกเกาลัดที่เมืองโอบุเสะ และเกาลัดนั้นก็แพร่ขยายในเมืองจนถึงปัจจุบัน ส่วนความลับเบื้องหลังความอร่อยของเกาลัดโอบุเสะก็คาดว่ามาจากทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่บนดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำมัตสึคาวะ (松川) ที่มีความเป็นกรดอ่อนๆ อยู่ ซึ่งเมื่อดินในพื้นที่ได้กรดอ่อนจากแม่น้ำและบวกกับภูมิอากาศของเมืองที่ร้อนจัดในฤดูร้อนและหนาวจัดในฤดูหนาวแล้ว จึงเกิดเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกาลัดในพื้นที่มีกลิ่นรสที่เฉพาะตัวนั่นเอง

Nagano Cuisine - Obuse Chestnut 2 Chikufudo Obuse Honten
เซ็ทอาหารโอโควะของ Chikufudo Obuse Honten

ทันทีที่เข้าเขตเมืองโอบุเสะ เราจะเห็นอาคารสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิมเรียงรายอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารและร้านขนมที่มีเกาลัดเป็นวัตถุดิบหลัก ถ้ามาถึงแล้วไม่รู้ว่าจะเริ่มจากไหนดี ขอแนะนำให้มาที่ Chikufudo Obuse Honten (竹風堂 小布施本店) ร้านที่เสิร์ฟตั้งแต่ขนมทำจากเกาลัดไปจนถึงเซ็ทอาหารโอโควะ (おこわ, ข้าวเหนียวหุงถั่วแดงหรือเกาลัดเป็นต้น)

เซ็ทอาหารโอโควะของทางร้านจะมาพร้อมกับปลาย่างรสหวานที่กินได้ทั้งตัว ซุปมิโซะ จานเครื่องเคียงที่มีผักและเต้าหู้ น้ำแอปเปิ้ลชินชู และตัวเอกของเซ็ทก็คือข้าวโอโควะเกาลัดนั่นเอง ข้าวเหนียวจะเป็นข้าวเหนียวที่เนื้อนุ่มหนุบหนับกว่าข้าวเหนียวไทย ส่วนเกาลัดจะมาเป็นชิ้นพอดีคำที่เคี้ยวแล้วกรุบนิดๆ แต่เนื้อนุ่มไม่แพ้กัน ถือเป็นข้าวโอโควะที่ให้เราเพลินกับรสสัมผัสที่หลากหลายได้ทีเดียว แต่นอกจากรสสัมผัสแล้ว สิ่งที่ต้องยกให้เลยก็คือกลิ่นหอมของเกาลัดซึ่งจะออกกลิ่นไม้ๆ หน่อยและรสหวานธรรมชาติที่ล้อไปกับรสหวานของข้าวเหนียวได้เป็นอย่างดีและไม่ทำให้ตัวข้าวนั้นหวานเลี่ยน แถมจะกินคู่กับปลาย่างหรือจะซดซุปมิโซะตามก็เข้ากันได้ดีมาก

Nagano Cuisine - Obuse Chestnut 3 Okowa

Chikufudo Obuse Honten (竹風堂 小布施本店)
ที่อยู่: 973 Obuse, Obuse, Kamitakai District, Nagano 381-0201, Japan
เวลาเปิด-ปิด: ร้านจำหน่าย 8.00-18.00 น. / ร้านอาหาร 10.00-18.00 น.
การเดินทาง: เดิน 8 นาทีจากสถานี Obuse ของทางรถไฟสาย Nagano Dentetsu
Website: chikufudo.com

Nagano Cuisine - Obuse Chestnut 4 Suzaku

ต่อจากของคาวแล้วเพื่อนๆ อาจจะอยากกินเกาลัดเป็นของหวานให้ครบเซ็ทในมื้อเลย และร้านที่หลายคนแนะนำก็คือร้าน Obusedo (小布施堂) ร้านเก่าแก่ประจำเมืองโอบุเสะที่คิวเข้านั่งที่ร้านเต็มอยู่เสมอ ซึ่งถ้าไม่จองล่วงหน้าก็มีโอกาสพลาดได้เหมือนกัน และเมนูที่เด่นของร้านก็คือ Suzaku (朱雀) ขนมประจำฤดูใบไม้ร่วงที่เป็นซีซั่นของเกาลัดพอดี แต่ถ้าไปช่วงคาบเกี่ยวระหว่างฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงเช่นปลายเดือนกันยายนก็มีให้ลองเช่นกัน
Suzaku เป็นขนมที่นำเกาลัดเก็บใหม่สดๆ มานึ่งแล้วบดจนเนื้อเนียนฟูนุ่ม แถมมีรสชาติหวานของเกาลัดล้วนๆ ไม่มีน้ำตาลผสม นอกจากนี้ ทางร้านยังใส่ใจในการทำ Suzaku แต่ละชิ้นขึ้นมาให้มีรสชาติของเกาลัดแท้ๆ และไม่สูญเสียความหอมอร่อยของเกาลัดไป

Nagano Cuisine - Obuse Chestnut 4 Suzaku (2)

เกริ่นมาพอแล้ว ได้เวลาชิมของจริงกัน ตัวขนมขนาดเท่าลูกเทนนิสหน้าตาเหมือนเค้กมองบลังค์ทำให้เราคิดว่ารสชาติมันน่าจะเหมือนวิปครีม แต่พอตักเข้าปากแล้วจะรู้สึกเหมือนกำลังเคี้ยวเกาลัดนุ่มๆ ทั้งลูกในปาก เพราะมาเต็มมากทั้งในเรื่องของกลิ่นหอมคล้ายถั่วเฉพาะตัวของเกาลัด และความหวานที่หวานกว่าที่คิดไว้ ชนิดที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเกาลัดเพียวๆ หวานได้ขนาดนี้เลยเหรอ จุดที่เหมือนเกาลัดอีกจุดหนึ่งคือเนื้อครีมจะแห้งๆ หน่อยผิดกับเนื้อครีมจากนมที่เราคุ้นเคย แต่อาจจะต้องใช้ชาช่วยนิดนึงเพื่อให้อร่อยกับ Suzaku ได้แบบคล่องคอมากขึ้น ซึ่งชาที่ร้านมีให้เติมแบบไม่อั้นเองก็เข้ากับขนมได้เป็นอย่างดีทีเดียว พูดได้เลยว่าสมกับเป็นของดีประจำเมืองโอบุเสะ

Obusedo (小布施堂)
ที่อยู่: 808 Obuse, Kamitakai District, Nagano 381-0201, Japan
เวลาเปิด-ปิด: 9.00-17.00 น.
การเดินทาง: เดิน 10 นาทีจากสถานี Obuse ของทางรถไฟสาย Nagano Dentetsu
Website: obusedo.com

6.เห็ดมัตสึทาเกะ สุดยอดของอร่อยหายากระดับ SSR ของนากาโนะ

Nagano Cuisine - Matsutake 1

ถ้าจะมีของกินไหนในนากาโนะที่ยกให้ยืนหนึ่งทั้งในเรื่องของความอร่อยและความหายากล่ะก็ ต้องยกให้เห็ดมัตสึทาเกะ (松茸, Matsutake) เลย ก่อนจะไปชิมของจริงนั้นเราไปทำการบ้านมานิดนึงก่อน เห็ดมัตสึทาเกะเป็นเห็ดที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้และมีให้เก็บเกี่ยวได้เฉพาะที่โตตามธรรมชาติเท่านั้น และนอกจากรสชาติที่อร่อยแล้ว เห็ดมัตสึทาเกะยังมีกลิ่นหอมคล้ายเครื่องเทศอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้การมีเห็ดมัตสึทาเกะบนโต๊ะอาหารถือเป็นโอกาสที่พิเศษมากสำหรับคนญี่ปุ่น และเมืองอุเอดะถือเป็นแหล่งขุมทรัพย์หนึ่งที่เก็บเห็ดมัตสึทาเกะได้มากที่สุดของญี่ปุ่น!

และร้านอาหารที่แนะนำเลยในเมืองอุเอดะก็คือ Kinokomura Shinzan (きのこむら深山) ร้านอาหารของ Miyazawa Kinoko Farm (みやざわきのこ園) ฟาร์มเห็ดที่เปิดกิจการในเมืองอุเอดะมาตั้งแต่ปี 1976 โดยเป็นฟาร์มที่มีบทบาทสำคัญในการเติบโตของอุตสาหกรรมเห็ดของจังหวัดนากาโนะ ภายในร้านที่ตกแต่งแบบเรโทรนิดๆ แต่ยังแฝงกิมมิกเกี่ยวกับเห็ดไว้นี้ ลูกค้าจะได้เปิดปาร์ตี้เห็ดกับหลายเมนูอร่อยที่ปรุงจากเห็ดสดใหม่จากโรงปลูกที่ตั้งอยู่ติดๆ ร้านเลย
Kinokomura Shinzan เสิร์ฟเห็ดมัตสึทาเกะเป็นอาหารเซ็ทที่มีให้เลือกหลายแบบด้วยกัน (ราคาเริ่มต้น 6,800 เยน รวมภาษี)

Nagano Cuisine - Matsutake 2

เซ็ทที่เราลองคือเซ็ท Kosumosu (秋桜) ซึ่งถือเป็นเซ็ทที่เบสิกสุดในบรรดาทั้งหมด ภายในเซ็ทจะมีทั้งหม้อไฟเห็ดมัตสึทาเกะ หม้อไฟเห็ด ซุปเห็ดมัตสึทาเกะเสิร์ฟในกาน้ำชา ข้าวอบเห็ด ชินชูโซบะท็อปปิ้งด้วยเห็ด และเครื่องเคียงตามฤดูกาล ถือเป็นเซ็ทเบสิกที่จัดเต็มมากและให้เราได้อร่อยกับเห็ดหลากชนิดของฟาร์มได้โดยมีเห็ดมัตสึทาเกะเป็นตัวเอกของมื้อ

Nagano Cuisine - Matsutake 3
ทางร้านจัดเห็ดให้เยอะมากแบบไม่ยั้งมือ

เริ่มแรกจะมีพี่ๆ พนักงานสุดเฟรนด์ลี่ของทางร้านมาแนะนำให้ว่าควรเริ่มจากตรงไหนก่อน ซึ่งขั้นแรกเลยก็คือการจัดเห็ดต่างๆ ลงในหม้อไฟที่ว่างแล้วจุดไฟปิดฝาอบ ระหว่างรอหม้อทั้งสองเดือดปุดๆ ก็อุ่นเครื่องกันด้วยน้ำซุปใสๆ ในกาน้ำชา ซึ่งแค่รินน้ำซุปออกมาก็หอมดาชิและเห็ดมัตสึทาเกะแล้ว ยิ่งพอจิบจะได้กลิ่นหอมเข้มๆ คล้ายกลิ่นไม้ของตัวเห็ดเข้าไปอีก มาต่อกันที่ข้าวอบเห็ดซึ่งปรุงรสเค็มอ่อนๆ ในแบบที่จะกินเปล่าๆ ก็อร่อย หรือจะกินคู่กับอย่างอื่นเป็นกับข้าวก็ลงตัวเหมือนกัน จากนั้นเปลี่ยนบรรยากาศกันซักนิดด้วยชินชูโซบะที่เสิร์ฟเย็นพร้อมท็อปปิ้งเห็ดชิเมจิ ซึ่งเนื้อโซบะเส้นนุ่มกำลังดีตัดกับเนื้อสัมผัสกรุบๆ ของเห็ดชิเมจิได้ลงตัวทีเดียว!

Nagano Cuisine - Matsutake 4
บน: ข้าวอบและเห็ดมัตสึทาเกะย่าง
ล่าง: ชินชูโซบะเห็ดชิเมจิเสิร์ฟเย็นๆ และซุปเห็ดมัตสึทาเกะ

เอาล่ะ หม้อเดือดปุดๆ แล้วก็ได้เวลาตักเห็ดในหม้อไฟมาชิมกันแล้ว

Nagano Cuisine - Matsutake 5
หม้อไฟสุกพร้อมให้เปิดงานแล้ว
Nagano Cuisine - Matsutake 6
หม้อไฟเห็ดมัตสึทาเกะ ตัวเอกของงานนี้

ด้วยความที่อบในหม้อดินทำให้บรรดาเนื้อ เห็ด และผักในนี้สุกเร็วแต่ไม่เสียความอร่อยของวัตถุดิบสดใหม่ไป ส่วนน้ำซุปที่ใช้ต้มนั้นจะเป็นซุปดำรสชาติเข้มข้นเข้าถึงเนื้อวัตถุดิบ และหนึ่งในนั้นคือเห็ดมัตสึทาเกะหั่นซีกชิ้นโตที่ให้กินได้เต็มคำ ในตอนแรกเราคิดว่ารสชาติของซุปและกลิ่นจากวัตถุดิบอื่นๆ ที่ต้มด้วยกันจะปนเปกับกลิ่นเฉพาะตัวของเห็ดมัตสึทาเกะบ้าง แต่ในความเป็นจริงแล้วกลิ่นของเห็ดมัตสึทาเกะนั้นสู้มากและเด่นมาก ซึ่งกลิ่นจะไม่ได้ออกแแผดนิดนึงเหมือนเห็ดชิเมจิ แต่จะเป็นกลิ่นไม้เข้มๆ ที่ค่อนไปทางหวานนิดนึง ซึ่ง 2 คีย์เวิร์ดนี้เป็นคำที่เรามักจะโยงกับอิมเมจของฤดูใบไม้ร่วงที่มีป่าสีแดงและผลพืชหวานอร่อยให้ชิมเยอะ และนี่น่าจะเป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นชอบเกี่ยวกับเห็ดมัตสึทาเกะและยกให้เจ้าเห็ดนี้เป็นวัตถุดิบแห่งฤดูใบไม้ร่วง ยิ่งพอกินสลับกับเห็ดชิเมจิบ้าง เห็ดเข็มทองบ้าง หรือเนื้อวัวและผักกาดหวานกรุบๆ ล่ะก็ ถือเป็นเมนูหม้อไฟที่อร่อยสุดๆ เมนูหนึ่งเท่าที่เคยชิมมาก็ว่าได้ โดยรวมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนที่ชอบอาหารญี่ปุ่น หรือคนที่กำลังมองหาอาหารที่อร่อยแบบเหนือระดับ นี่เป็นมื้อหนึ่งในชีวิตที่ควรลองสักครั้ง

Nagano Cuisine - Matsutake 7

Kinokomura Shinzan (きのこむら深山)
ที่อยู่: 710-2 Maeyama, Ueda, Nagano 386-1436, Japan
เวลาเปิด-ปิด: 11.00-14.30 น.
การเดินทาง: นั่งแท๊กซี่ 5 นาทีจากสถานี Nakano ทางรถไฟสาย Uedadentetsu Bessho
Website: e-shinzan.com , miyazawa-kinoko.com

มาถึงตรงนี้แล้วเริ่มท้องร้องโครกครากกันยังเอ่ย? ถ้าใช่ ลองตีตั๋วมาเที่ยวนากาโนะกันให้ได้นะ เพราะนอกจากที่นี่จะมีอาหารสุดเฮลตี้ที่อร่อยไม่น่าเชื่ออย่างที่เราได้ดูกันไปแล้ว นากาโนะขึ้นชื่อเรื่องธรรมชาติที่สวยสุดๆ แห่งหนึ่งของญี่ปุ่นอีกด้วย นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นเยี่ยมที่อยู่ไม่ไกลจากโตเกียว ใครรักธรรมชาติและของอร่อยต้องมา!

แต่ถ้ากำลังห่วงว่าเที่ยวชิมทั่วจังหวัดขนาดนี้ งบเดินทางจะบานปลายไหมนะ? หายห่วงได้เลย! เพราะตัวช่วยที่เราผู้เขียนใช้ตอนเดินทางก็คือตั๋ว JR EAST PASS (Nagano, Niigata area) ตั๋วพิเศษสำหรับชาวต่างชาติโดยเฉพาะที่ให้เราขึ้นรถไฟและรถชินกันเซ็นได้แบบไม่อั้นตลอดระยะเวลา 5 วัน ราคาตั๋วอยู่ที่ 18,000 เยนซึ่งเทียบกับค่าชินกันเซ็นไป-กลับระหว่างโตเกียวและนากาโนะแค่รอบเดียวที่ราคากินไป 15,620 เยนแล้ว ถือว่าเป็นตัวช่วยชั้นดีทีเดียว

JR EAST PASS (Nagano, Niigata area)
ราคา: ผู้ใหญ่ 18,000 เยน, เด็ก (อายุ 6-11 ปี) 9,000 เยน
ระยะเวลาการใช้ตั๋ว: 5 วันติดกัน
พื้นที่ที่ใช้ตั๋วได้: จังหวัดนากาโนะ, จังหวัดนีงาตะ, ภูมิภาคคันโต
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมและซื้อตั๋วได้ที่ Official Website: jreast.co.jp

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ ข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการ

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save