วันว่างๆ ไปไหนดี? พาไปเดินเล่น Hiking ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่คามิโคจิ

เวลานี้ญี่ปุ่นเริ่มที่จะเข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ในคราวนี้เราจะพาไปเดินเล่นกันที่คามิโคจิ ซึ่งสามารถเดินทางไปได้ไม่ยากจากโตเกียว และใช้เวลาเพียงวันเดียวก็เดินเที่ยวได้หมดแล้ว แถมช่วงเวลาที่เราไปมาเป็นช่วงพีคของฤดูใบไม้ร่วงที่ คามิโคจิพอดี เพราะงั้นเราจะได้เห็นใบไม้สีแดงเหลืองสวยๆ กันอย่างแน่นอน

คามิโคจิ ยามเช้าตรู่ หมอกลงปกคลุมเทือกเขาแอลป์

คามิโคจิ ดินแดนแห่งสายน้ำท่ามกลางภูเขาอันยิ่งใหญ่

คามิโคจิ (Kamikochi) ตั้งอยู่ทางเหนือของเทือกเขา Japan Alps ที่อยู่ในจังหวัดนากาโนะ ที่แห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับคนที่สนใจการท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ เพราะมีทิวทัศน์ของภูเขาน้อยใหญ่มากมายซึ่งสวยงามเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว

คามิโคจิ มีลักษณะเป็นที่ราบสูงยาวไปตามแม่น้ำอาซุสะ (Azusa River Valley) ซึ่งมีระยะทางยาวกว่า 15 กิโลเมตร มีความสูงเฉลี่ยประมาณ 1,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ล้อมรอบด้วยภูเขาสูงมากมาย เช่น ภูเขานิชิโฮทาคาดาเกะ (สูง 2,909 เมตร), ภูเขาโอคุโฮทาคาดาเตะ (สูง 3,190 เมตร), ภูเขามาเอโฮทาคาดาเตะ (สูง 3,090 เมตร) และภูเขาไฟยาเคดาเกะ (สูง 2,455 เมตร) ที่ยังไม่ดับด้วย

ที่คามิโคจิแห่งนี้ มีที่ทางเดินเขาง่ายๆ สำหรับคนปกติทั่วไป (แบบเราๆ) หรือถ้าอยากจะฮาร์ดคอร์ไปปีนเขาก็สามารถไปได้เหมือนกัน สำหรับวิธีการเดินทางไปเราจะแนะนำในตอนท้ายสุดของบทความนี้ ก่อนอื่นเราไปดูกันก่อนดีกว่าว่า คามิโคจิ เป็นสถานที่แบบไหน

เราจะเริ่มจากการเดินไปยัง สะพานคัปปาบาชิ (Kappabashi/Kappa Bridge) ซึ่งเป็นสะพานแขวนที่ตั้งอยู่ใจกลางของคามิโคจิ ซึ่งตรงนี้จะมีที่พักพร้อมทั้งร้านอาหารมากมาย ให้นั่งท่องเที่ยวได้มาแวะพักก่อนที่จะเริ่มเดิน โดยเราจะเริ่มเดินไปที่อีกจุดท่องเที่ยวหนึ่งของคามิโคจิ นั่นก็คือ สระน้ำไทโช (Taisho Pond)

สระน้ำไทโช (Taisho Pond)

ถึงจะเรียกว่าสระ แต่ไปดูจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้เหมือนสระเท่าไร อารมณ์เป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีแบกกราวด์เป็นภูเขาใหญ่ ซึ่งที่สระน้ำนี้เต็มไปด้วยไม้ที่ผุพังจากการระเบิดของภูเขาไฟยาเคดาเกะ ในปี ค.ศ.1915

จากสะพานคัปปาบาชิ ไปยังสระน้ำไทโช จะใช้เวลาเดินไปกลับประมาน 3 ชม.

ระหว่างทางที่เดินไปสระน้ำไทโซเจอวิวสวยๆ แบบนี้ด้วยนะ
แนวเทือกเขาคาซุมิซาวะ

หลังจากได้เห็นวิวสวยๆ จากการเดินไปที่สระน้ำไทโชแล้ว เราก็เดินกลับมาที่สะพานคัปปะบาชิอีกรอบ เพื่อพักกินอาหารที่เราเตรียมมาเอง (สามารถไปนั่งกินที่ร้านอาหารได้ แต่เราตั้งใจเอาอาหารมากินกันแนวปิกนิก) หลังจากนั้นก็ไปหาขนมหวานกินกัน ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องแอปเปิ้ลพาย และพวกเราก็ต้องไม่พลาดแน่นอน

แวะพักกินแอปเปิ้ลพายและชีสเค้กที่ Gosenjaku Hotel Kamikochi

หลังจากที่พักจนหายเหนื่อยแล้ว เราก็เดินไปอีกทาง ครั้งนี้จุดมุ่งหมายของเราคือ สระน้ำเมียวจิน (Myojin Pond/Myojinike) จากสะพานคัปปะบาชิ จะใช้เวลาเดินไปกลับประมาน 3 ชม. เช่นกัน

จุดถ่ายรูปยอดฮิต ที่สระน้ำเมียวจิน
ถ้าอากาศดีๆ น้ำนิ่งๆ เราก็จะได้ภาพสะท้อนของภูเขาและท้องฟ้าด้วยนะ

สระน้ำเมียวจิน (Myojin Pond/Myojinike) เป็นสระน้ำที่ตั้งอยู่ในศาลเจ้าโฮทากะ (Hotaka Shrine) และคามอนจิโงยะ (Kamonjigoya) โดยจะแบ่งออกเป็นสองสระน้ำ ซึ่งคนที่มาคามิโคจิควรจะแวะมาอย่างยิ่ง

ระหว่างทางเดินก็จะเจอวิวสวยๆ มากมาย
ตรงสระน้ำเมียวจิน เราจะเจอกับสะพานโยโกโอะ (Yokoo Bridge) เป็นสะพานไม้เก่าแก่
ทางเดินผ่านป่าที่มีต้นไม้ขึ้นมากมาย

ในทางขากลับเราก็เดินแวะถ่ายรูปมาเรื่อยๆ จนมาเจอจุดๆ นี้ ที่เราแวะถ่ายรูปกันนานมาก เพราะว่าเราได้เห็นแม่น้ำอะซึสะ และแนวเทือกเขาแอลป์แบบชัดๆ ไปเลย

สภาพอากาศในช่วงที่เราไปนั้นเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงราวๆ กลางเดือนตุลาคมซึ่งอากาศเริ่มหนาวแล้ว ตอนเช้าตรู่อากาศจะลดไปต่ำกว่า 10 องศาเลยทีเดียว ส่วนตอนกลางวันที่แดดเริ่มออกแล้ว อากาศจะขึ้นไปอยู่ที่ประมาน 15 องศาเซลเซียส ขอแนะนำให้เตรียมเสื้อผ้า เสื้อกันหนาวกันมาให้ดี (ใครมีฮีคเทคก็ใส่มาได้เลยจ้า) ส่วนรองเท้าควรเตรียมรองเท้าผ้าใบที่เดินสบายๆ จะดีที่สุด

การเดินทาง

สามารถเดินทางไปคามิโคจิได้ทั้งโดยรถบัสและรถไฟ

วิธีที่ 1 นั่งรถบัสยาวจากโตเกียว ไปถึง คามิโคจิ

เราสามารถนั่ง รถบัสด่วนพิเศษ สายซาวายากะชินชู (Sawayaka Shinshu Express Bus) ซึ่งจะวิ่งจาก Shinjuku Bus Terminal ไปลงที่ Kamikochi Bus Terminal ได้เลย โดยเราสามารถเลือกได้ว่าจะไปรอบเช้าที่จะไปถึงคามิโคจิตอนเที่ยง หรือจะเลือกรอบดึก เพื่อที่จะไปถึงคามิโคจิตอนเช้ามืดวันถัดไป (เราเลือกรอบดึก จะได้มีเวลาเดินเยอะๆ) สนนราคารถบัสอยู่ที่ 6,700- 9,700 เยน ต่อเที่ยว

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ highwaybus.com

วิธีที่ 2 นั่งรถไฟจากโตเกียว ไปต่อรถบัสเข้าคามิโคจิ

แพลนนี้อาจจะเหมาะกับคนที่มี JR Pass เพราะจะสามารถนั่งรถไฟด่วนพิเศษขบวน Azusa จากสถานี Shinjuku ไปลงที่สถานี Matsumoto ได้แบบฟรีๆ จากนั้นก็ไปนั่งรถไฟต่อไปลงที่สถานี Shinshimashima แล้วนั่งรถบัสประจำทางต่อไปคามิโคจิ ซึ่งจะจ่ายแค่ส่วนนี้เท่านั้น (ค่าเดินทางก็จะถูกลงมากว่าวิธีด้านบน แต่จะต้องเปลี่ยนสายบ่อยๆ)

สุดท้ายนี้ อยากจะบอกเลยว่า คามิโคจิเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ทุกคนควรได้มาลองสัมผัสดู ที่นี่คือที่ๆ เราได้สัมผัสกับความเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง ใครที่ได้มาแล้วต้องหลงรักธรรมชาติสวยๆ อย่างแน่นอน

ได้มาแล้ว คามิโคจิ เย้ !!