10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “นารา” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

มาเรียนรู้จุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ที่จังหวัดนารา เมืองหลวงเก่า ประเทศญี่ปุ่นกันเถอะ !! จังหวัดนารา มีชื่อเดิมว่า ยามาโตะ ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของเกาะฮอนชู ทั้งขนาดของวัดวาอาราม และศาลเจ้า ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็แสดงให้เห็นเลยว่าจังหวัดนาราเคยรุ่งเรืองทางด้านศาสนามากๆ แม้จะเป็นเพียงจังหวัดเล็กๆ แต่ก็เคยเป็นเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นเหมือนกันนะ นั่นก็คือช่วงปี พ.ศ.1253-1327 ก่อนที่ญี่ปุ่นจะมีเมืองหลวงเป็นเมืองเกียวโตซะอีก ใครที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์เมืองเก่าละก็ ตามมาทางนี้เลยค่ะ !!

1.วัดโทไดจิ (東大寺)

วัดโทไดจิ  เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดในจังหวัดนาราและมีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นอย่างมาก พอก้าวขาเข้ามามาปุ๊บ เพื่อนๆจะเจอกับประตูนันไดมง ที่ด้านข้างมีการแกะสลักไม้เป็นรูปยักษ์ 2 ตน ซึ่งกำลังทำหน้าที่เฝ้าประตูทางเข้าวัดอยู่ มาถึงที่นี่แล้วก็ต้องเข้าไปสักการะหลวงพ่อโตหรือ ไดบุตสึเดน ภายในวิหารหลวงที่มีความสูงถึง 15 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ !! นอกจากนี้ยังมีเสาไม้ยักษ์  ที่ด้านล่างของเสาจะเป็นช่องขนาดเล็ก จึงมีความเชื่อว่าหากใครสามารถลอดผ่านช่องนี้ไปได้ ก็จะสามารถตรัสรู้ได้ในชาติหน้าอีกด้วย

สำหรับที่นี่เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8:00 – 17:00 น. เสียค่าเข้าชมคนละ 500 เยนเท่านั้นค่ะ ซึ่งเพื่อนๆสามารถเดินจาก Todaiji Daibutsuden Bus Stop ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที แต่ถ้าเดินจาก JR Nara Station หรือ Kintetsu Nara Station จะใช้เวลาประมาณ 30-45 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม todaiji

2.สวนสาธารณะนารา (奈良公園)

สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีวัดล้อมรอบเกือบ 20 แห่ง และหากมาถึงที่นี่เป็นต้องอึ้ง เพราะเพื่อนๆจะเจอเจ้ากวางเดินป้วนเปี้ยนไปทั่วเลยละค่ะ ซึ่งที่นี่มีกวางถึง 1,200 ตัวแหนะ! แม่เจ้าเยอะอะไรปานนั้น หลายคนอาจสงสัยทำไมที่นี่กวางเยอะจัง นั่นเป็นเพราะความเชื่อในสมัยก่อนว่าเทพเจ้าขี่กวางมาสร้างเมือง นับตั้งแต่นั้นชาวเมืองจึงเชื่อว่าควรให้กวางมีอิสระอย่างเต็มที่ในเมืองนี้นั่นเอง ดังนั้นเพื่อนๆจึงสามารถใกล้ชิดเจ้ากวางได้โดยการซื้อขนมเซมเบ้เป็นอาหาร หรือถ่ายรูปเซลฟี่กับเจ้ากวางก็ได้ด้วยนะ

สำหรับที่นี่เปิดให้บริการทุกวัน ไม่เสียค่าธรรมเนียมเข้าชมค่ะ เพื่อนๆสามารถเดินทางมาที่สวนสาธารณะนาราได้โดยการเดินจากสถานี Kintetsu Nara Station หรือสถานี JR Nara Station  ใช้เวลาประมาณ 10-20 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม nara-park

3.ศาลเจ้าคาสุกะ (春日大社)

ศาลเจ้าคาสุกะ ศาลเจ้าเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสมัยนารายังเป็นเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น อาคารหลักของศาลเจ้าเองก็มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นอย่างหลังคาที่มีความลาดชัด และยื่นออกไปนอกตัวอาคาร ถ้าเพื่อนๆมาเยือนที่ศาลเจ้าแห่งนี้ละก็ ต้องสังเกตเห็นตะเกียงนับพันอันเรียงรายอยู่ทั่วบริเวณศาลเจ้าเลยละค่ะ ซึ่งตะเกียงเหล่านี้มาจากการบริจาคของผู้ที่มีจิตศรัทธา มีทั้งแบบแขวนและแบบตั้งพื้น ยิ่งถ้ามาช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หรือเดือนสิงหาคม จะมีเทศกาลจุดไฟในตะเกียง สร้างบรรยากาศยามพลบค่ำที่สวยงามได้ดีเลยละ !!

พื้นที่โดยรอบศาลเจ้าเพื่อนๆสามารถเข้าชมได้ฟรี ยกเว้นภายในศาลเจ้าที่ต้องเสียค่าเข้าชม คนละ 500 เยนค่ะ สำหรับที่นี่เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 6:00 – 18:00 น.  ส่วนการเดินทางมายัง ศาลเจ้าคาสุกะ นั้นเพื่อนๆสามารถใช้บริการของรถไฟ Kintetsu โดยมาลงที่สถานี Kintetsu Nara Station หรือ JR Nara Station แล้วเดินต่ออีก 30-45 นาที ค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม kasugataisha

4.วัดโคฟุคิจิ (興福寺)

เพื่อนๆทราบไหมคะว่า ในสมัยก่อนวัดโคฟุคิจินั้นยิ่งใหญ่มาก มีอาคารสิ่งก่อสร้างมากถึง 150 หลังเชียวนะ ! แม้ปัจจุบันจะเหลือเพียง 15 หลังก็ตาม แต่ที่นี่ก็ยังคงเป็นสถานที่ยอดนิยมอีกแห่งที่เมื่อมาถึงนาราแล้วก็ต้องเข้ามาสักการะพระพุทธรูปประจำวัดที่วิหารโทคอนโดะ และศาลาทรงแปดเหลี่ยม รวมถึงเจดีย์ไม้ห้าชั้น ที่ปัจจุบันกลายเป็นสัญลักษณ์แทนเมืองนาราไปแล้ว แถมยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นสมบัติชาติญี่ปุ่นอีกด้วย นอกจากนี้ เพื่อนๆยังสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับตัววิหาร โดยภายในจะจัดแสดงศิลปะเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาสมัยที่นารายังรุ่งเรืองอีกด้วย

สำหรับบริเวณวัด เพื่อนๆสามารถเข้าชมได้ฟรีไม่เสียค่าธรรมเนียมค่ะ ยกเว้นบริเวณพิพิธภัณฑ์สมบัติชาติ เสียค่าเข้าชมคนละ 600 เยน ส่วนบริเวณห้องโถง เสียค่าเข้าชมคนละ  300 เยน สำหรับวิธีการเดินทาง เพื่อนๆสามารถเดินจาก Kintetsu Nara Station หรือ JR Nara Station ได้เลย ใช้เวลาประมาณ 10-20 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม kohfukuji

5.พระราชวังเฮโจ (平城宮跡)

พระราชวังเฮโจ เป็นสถานที่ประทับของจักรพรรดินารา และอาคารสำหรับหน่วยงานภาครัฐต่างๆนั่นเองค่ะ เนื่องจากที่นี่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้จึงได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกอีกที่หนึ่งของจังหวัดนารา ซึ่งภายในมีห้องโถงที่ใช้ประกอบพิธีการสำคัญ มีการตกแต่งด้วยรูปภาพของ 12 นักษัตร รวมถึงประตูใหญ่ซูซากุที่พึ่งได้รับการบูรณะ  ถือเป็นประตูที่มีสีสันสดใสมาตั้งแต่สมัยก่อน ตัวอาคารก็ใช้เมืองฉางอาน ในสมัยราชวงศ์ถัง เป็นต้นแบบด้วย หากเพื่อนๆเดินเลยประตูใหญ่ซูซากุไปอีกนิด ก็จะเจอพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เฮโจเคียว ที่สร้างขึ้นมาเนื่องจากฉลองครบรอบ 1,300 ปี โดยภายในมีการจำลองเรือที่ใช้ในการเดินทางระหว่างประเทศจีนและญี่ปุ่น และมีการจัดฉายภาพยนตร์เกี่ยวกับนาราในสมัยที่รุ่งเรืองให้ได้ชมกันด้วย

บริเวณพระราชวังเพื่อนๆสามารถเดินชมได้ฟรี เว้นแต่พิพิธภัณฑ์ที่ต้องเสียค่าเข้าชมคนละ 500 เยน ซึ่งเปิดทำการตั้งแต่ 9:00-16:30 น. ที่นี่ปิดทำการทุกวันจันทร์และช่วงวันหยุดปีใหม่ค่ะ เพื่อนๆสามารถเดินทางจาก Kintetsu Nara Station แล้วลงที่ Yamato-Saidaiji Station หลังจากนั้นก็เดินต่ออีกประมาณ 15 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม heijo-kyo

6.พิพิธภัณฑ์แห่งชาตินารา (奈良国立博物館)

เพื่อนๆสามารถชมศิลปะในศาสนาพุทธที่ขึ้นแท่นระดับสมบัติของชาติได้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เลยค่ะ !! ซึ่งที่นี่ประกอบไปด้วย 4 ส่วนด้วยกัน คือ ห้องโถงจัดแสดงงานประติมากรรมทางพุทธศาสนา ส่วนจัดแสดงเครื่องสัมฤทธิ์ในพิธีกรรมต่างๆ ปีกด้านตะวันออก และปีกด้านตะวันตก โดยที่นี่จะเก็บรวบรวมศิลปะของศาสนาพุทธ มีการจัดแสดงทรัพย์สินทางวัฒนธรรม ประติมากรรมชิ้นเอกของแต่ละแขนง รูปปั้นพระพุทธรูป ภาพวาด และวัตถุโบราณของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ในประเทศญี่ปุ่นเชียวนะ นอกจากนี้ช่วงฤดูใบไม้ร่วงยังมีการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษอย่าง “โชโซอินเทน” ที่เปิดให้ชมสมบัติล้ำค่าในสมัยศตวรรษที่ 8 โดยการเดินทางผ่านเส้นทางสายไหมมาถึงประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง

ที่นี่จะเสียค่าเข้าชมคนละ 520 เยน เด็ก 260 เยน และเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 9:30 – 17:00 น. ปิดทำการทุกวันจันทร์และวันที่ 1 มกราคม โดยเพื่อนๆสามารถเดินจาก Kintetsu Nara Station หรือ JR Nara Station ใช้เวลาประมาณ 15-30 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม narahaku

7. ศาลเจ้าฮิมุโระ (氷室神社)

ที่นี่คือสถานที่ชมซากุระอันโด่งดังในช่วงต้นฤดูร้อนของจังหวัดนารานั่นเองค่ะ ! นอกจากนี้ภายในศาลเจ้ายังมีปลาแช่ในแท่นน้ำแข็งเอาไว้สำหรับบูชาเทพเจ้าอีกด้วย เพราะศาลเจ้าที่นี่มีไว้สำหรับบูชาเทพเจ้าน้ำแข็ง !? หือ?? ฟังไม่ผิดหรอกค่ะ เพราะที่นี่เขามีการบูชาน้ำแข็งกันมาตั้งแต่อดีตแล้ว ใครที่ทำงานเกี่ยวกับน้ำแข็งก็มักจะมากราบไหว้สักการะที่ศาลเจ้าแห่งนี้กัน ซึ่งทุกๆปีจะมีการจัดเทศกาลไหว้เทพเจ้าน้ำแข็ง หรือที่เรียกว่า Himuro Shirayuki Festival  โดยช่วงหลังๆมานี้แว่วมาว่าเริ่มเปิดให้ร้านน้ำแข็งไสทั่วญี่ปุ่นมาออกร้านกันด้วย ไสน้ำแข็งกันให้ดูกันจะๆเลยละค่ะ แต่ทว่าใครที่อยากมางานนี้ต้องอาศัยดวงหน่อยนะ เพราะแต่ละปีจะจัดงานไม่ตรงกัน

สำหรับศาลเจ้าแห่งนี้เปิดทำการทุกวันตั้งแต่ 6.30 – 18.00 น. เพื่อนๆสามารถเดินทางจากสถานี Kintetsu Nara และเดินต่ออีกประมาณ 16 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม himurojinja

8.วัดชินยาคุชิจิ (新薬師寺)

View this post on Instagram

A post shared by Hikoharu Tsuzuki (@deisuitei) on

วัดชินยาคุชิจิ หลายคนอาจสับสนกับวัดยาคุชิจิแต่ที่นี่ไม่ใช่ที่เดียวกันนะคะ เพราะวัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่สำหรับบูชาพระยาคุชิ ซึ่งเด่นในเรื่องยารักษาโรค โดยภายในห้องโถงหลักของวัดมีรูปปั้นไม้ยาคุชิ เนียวไร ที่มีขนาดใหญ่มาก ยิ่งไปกว่านั้นห้องโถงแห่งนี้ยังกลายเป็นสมบัติชาติไปแล้วด้วย ว่ากันว่าพระยาคุชิ คือพระพุทธเจ้าในศาสนาพุทธของญี่ปุ่นที่สามารถช่วยปัดเป่าความทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บ และเชื่อกันว่ายาที่ท่านถืออยู่ในมือนั้นเป็นยาวิเศษสามารถรักษาได้ทุกโรค รอบๆองค์พระยาคุชิก็มีเทพเจ้าแห่งการเยียวยารักษา เป็นแม่ทัพทั้ง 12 องค์จากสวรรค์ ที่คอยทำหน้าที่อารักขาพระยาคุชิ ซึ่งรูปปั้นเทพทั้ง 12 องค์นั้น มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมบัติชาติอีกเช่นกัน ใครที่กำลังเจ็บป่วยอยู่ก็ลองขอพรกับพระยาคุชิดูนะ โรคร้ายอาจจะพลันหายไปได้ในพริบตา!!

สำหรับที่นี่เสียค่าเข้าชมคนละ 600 เยน เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9:00 – 17:00 น. เพื่อนๆสามารถเดินจาก Nara Park หรือนั่งรถบัสจาก Warishicho bus stop ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม shinyakushiji

9.ย่านนารามาจิ (奈良町)

เดินเล่นในเมืองกันเบื่อแล้วเปลี่ยนบรรยากาศมาเดินเล่นในย่านเมืองเก่ากันบ้างดีกว่า ! ดูจากสองข้างทางแล้วก็รู้ทันทีเลยใช่ไหมละคะ ว่าที่นี่เป็นย่านการค้าเก่าแก่ของเมืองนารานั่นเอง ด้วยอาคารบ้านเรือนแบบดั้งเดิม คลังสินค้าเก่าแก่ พิพิธภัณฑ์เล็กๆ อย่าง Naramichi Museum , Naramichi Lattice House , Nara Craft Museum ที่ยังคงอนุรักษ์บรรยากาศเก่าๆเอาไว้ให้สัมผัส ซึ่งที่นี่ในสมัยเอโดะ เคยเป็นย่านการค้าแบบทาวน์เฮาส์ที่เรียงกันเป็นแถวยาว ชาวบ้านจึงใจดีเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม เดินเล่น จับจ่ายสินค้ากันตามสบาย เพราะที่ย่านร้านค้าแห่งนี้มีทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านค้าต่าง ขนาบอยู่ทั้งสองข้างทาง ประกอบกับกิจกรรมต่างๆ เช่นการสวมใส่ชุดกิโมโน การชงชา การชิมเหล้าท้องถิ่นได้อีกด้วย

เพื่อนๆสามารถเดินทางจาก Kintetsu Nara Station ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที หรือจะขึ้นรถบัสสาย 5, 6 ลงที่ Naramachi เลยก็ได้ค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม gonoguide

10.ถนนช้อปปิ้งฮิกะชิมูกิ (ひがしむき商店街)

View this post on Instagram

A post shared by For JP Lovers By JP Lovers (@ivan_araki) on

ก่อนกลับมาแวะช้อปปิ้งที่ถนนฮิกะชิมูกิกันดีกว่า! ซึ่งที่นี่ตั้งอยู่บริเวณทางออกของ Kintetsu Nara Station เดินขึ้นมาแล้วก็จะเจอเลยค่ะ เป็นถนนตรงยาวไม่ลึกมาก สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านขนม ร้านเสื้อผ้า ของที่ระลึก ของใช้ต่างๆ เมื่อเดินไปสุดทางจะเจอร้าน Nakatani-dou Mochi ขนมโมจิชื่อดังจากรายการทีวีแชมป์เปี้ยน และสำหรับเมนูเด็ดที่พลาดไม่ได้ก็คือ ขนมโมจิไส้ถั่วแดง ที่ใส่หญ้าโยะโมะงิสีเขียวกลิ่นหอมอ่อนๆ แล้วใช้แป้งโมจิบางๆหุ้มถั่วแดงกวนเอาไว้ ตบท้ายด้วยการโรยด้วยคินาโกะ (ผงถั่วเหลือง) รสชาติเลยออกมาอร่อยโดนใจสุดๆ นอกจากนี้ที่นี่ยังมีจุดเด่นอีกอย่างคือ การนวดและทุบแป้ง โชว์วิธีการทำให้ลูกค้าได้เห็นกันจะๆไปเลย  สำหรับเจ้าโมจิถั่วแดงราคาเริ่มต้นชิ้นละ 130 เยนค่ะ ใครเดินเที่ยววัดเสร็จแล้วก็สามารถมาเดินหาของกินอร่อยๆกันได้ที่นี่เลย !

ข้อมูลเพิ่มเติม higashimuki

ถึงแม้จังหวัดนาราจะเป็นเมืองเล็กๆ แต่เพื่อนๆก็สามารถเที่ยวชมได้อย่างทั่วถึงภายในวันเดียว เพราะสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้ตั้งอยู่ไม่ไกลกันมาก ที่นี่จึงเหมาะสมอย่างยิ่งในการปั่นจักรยานเที่ยวชมเมือง เนื่องจากมีร้านให้บริการเช่าจักรยานสำหรับนักท่องเที่ยว ทริปของเพื่อนๆอาจจะสนุกมากขึ้นก็ได้นะ !! นอกจากนี้อย่าลืมทาน “ขนมขี้กวาง” หรือ Choco Ball ที่มีให้เพื่อนๆเลือกซื้อเป็นของฝาก วางขายอยู่ทั่วเมืองนาราเลยละค่ะ ใครใจดีก็ซื้อมาฝากกันบ้างนะ !