ตามติดทริปตะลุยนางาโนะ-นีงาตะสุดหลั่นล้ากับ “มะม่วง” ยูทูบเบอร์ญี่ปุ่นหัวใจไทย DAY 2

เราตามคุณมะม่วง ยูทูบเบอร์ญี่ปุ่นหัวใจไทย เจ้าของเพจ “ญี่ปุ่นมั้ย? い~ぷんまい?” ไปเที่ยวกันต่อ หลังจากที่เมื่อวานได้ไปเล่นสกี กินของอร่อย และผ่อนคลายด้วยการแช่ออนเซ็นไปแล้ว วันนี้คุณมะม่วงจะพาไปไหนต่อบ้าง ตามไปด้วยกันเลย

Day 2 ส่องน้องลิงแช่ออนเซ็น แก้หนาวด้วยอาหารสุขภาพ อาบบุญที่วัดเซ็นโคจิ

ส่องน้องลิงแช่ออนเซ็นที่ Jigokudani Monkey Park

โอฮาโยโกะไซมัสครับทุกคน วันนี้มะม่วงจะพาไปเที่ยวกันต่อ พอกินข้าวเช้าที่เรียวกังเสร็จแล้ว ก็ขับรถออกจากที่พักไปประมาณ 15 นาที จะถึง Jigokudani Monkey Park ที่นี่เพื่อนๆ จะได้พบกับ “ลิงแช่ออนเซ็น” แห่งเดียวในโลกที่โด่งดังไปทั่วทั้งในและต่างประเทศนั่นเอง คำว่า Jigokudanii ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า หุบเขานรก ที่ถูกเรียกแบบนี้ก็เพราะเป็นพื้นที่อยู่สูงจากน้ำทะเลถึง 850m มีความหนาวเย็นจัดเกือบตลอดทั้งปี มีสภาพพื้นที่ที่มีหน้าผาลาดชัน อีกทั้งยังมีไอร้อนจากออนเซ็นที่ลอยขึ้นมาจากทุกหนทุกแห่ง ผู้คนในสมัยก่อนจึงเปรียบเปรยว่าคือหุบเขานรก แต่สำหรับเหล่าฝูงลิง หรือ snow money (คนญี่ปุ่นเรียกว่า “นิฮง ซารุ”) ที่อาศัยอยู่กับธรรมชาติในพื้นที่แห่งนี้มาแต่นมนานแล้วนั้น ที่นี่คงเปรียบได้กับสวรรค์ดีๆ นี่เอง เพราะพอเข้าฤดูหนาวเจ้าลิงหน้าเล็ก ๆ แก้มแดง ๆ เหล่านี้ก็จะพากันลงแช่ออนเซ็นอบอุ่นร่างกาย มะม่วงสังเกตดูจากหน้าน้องลิงใกล้ๆ แล้วรู้สึกได้ถึงความฟินเลยละครับ

สำหรับเพื่อนๆ ที่จะมาดูลิงแชร์ออนเซ็นที่นี่ มะม่วงขอเตือนไว้ก่อนเลยว่าที่นี่หนาวมากและลื่นมาก ขอให้ใส่เสื้อผ้าอุ่น ๆ ที่ทะมัดทะแมงและคล่องตัวมานะครับ ถ้าใครกลัวลื่นมาก ๆ เขามีบริการให้เช่ารองเท้าสำหรับเดินบนหิมะด้วยนะ ขนาดมะม่วงเองยังลื่นไปตั้ง 3 รอบ (ฮา) แต่ก็คุ้มค่าที่ได้มาส่องดูน้องลิงแช่ออนเซ็นแบบใกล้ ๆ ขอแอบกระซิบไว้ก่อนว่าบางวันน้องก็ไม่ได้ลงไปแช่นะ แล้วแต่ดวงนะครับผม

สำหรับใครที่สงสัยว่า “ถ้าไม่ได้มาในฤดูหนาวแล้ว จะยังได้เจอน้องลิงไหมนะ?” ไม่ต้องห่วงไป! เพราะเราสามารถมาเยี่ยมชมน้องได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมนั้นจะเป็นช่วงที่ลิงจะคลอดลูก ดังนั้นถ้ามาในช่วงนี้เราจะได้เห็นลูกลิงน่ารัก ๆ มากมายเลยทีเดียว

Jigokudani Monkey Park
พิกัด: 6845 Yamanouchi-machi Shimotakai-gun Nagano
การเดินทาง: นั่งรถบัสสาย Shika Kogen จากสถานีนางาโนะประมาณ 41 นาที
เว็บไซต์: en.jigokudani-yaenkoen.co.jp

กินเซโระมุชิที่ร้าน Monzensaryo Yayoiza

ตอนนี้มะม่วงขับรถออกออกมาได้ประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที เหนื่อยมาก ขอหาอะไรรองท้องสักหน่อย เลยแวะมาที่ร้าน Monzensaryo Yayoiza ความจริงแล้วตรงนี้เคยเป็นร้านขายเสื่อทาทามิเก่า เนื่องจากไม่มีคนมารับช่วงต่อ กำลังจะถูกทุบร้านทิ้งแล้วทำเป็นที่จอดรถแทน แต่พอดีได้เจ้าของร้านคนปัจจุบันมาซื้อต่อแล้วทำเป็นร้านอาหารท้องถิ่นสไตล์ฟิวชั่น ซึ่งเปิดทำการมา 25 ปีแล้ว

เมนูอาหาร signature ของที่นี่คือ เมนูนึ่ง ที่เรียกว่า เซโระมุชิ ซึ่งคือการนึ่งวัตถุดิบอาหารเช่น เนื้อสัตว์หรือผักต่างๆ ในเข่งที่ทำจากไม้ไผ่คล้ายๆ เข่งติ่มซำที่คนไทยคุ้นเคย แต่เข่งนึ่งของร้านนี้สั่งทำพิเศษจากไม้สนซาวาระ เป็นทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด 30 cm สำหรับวิธีปรุงอาหารโดยการนึ่งนี้ เป็นวิธีที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยยาโยอิ แม้ดูธรรมดาๆ แต่ว่ากันว่าเป็นวิธีปรุงอาหารที่ดึงเอาความอร่อยของอาหารออกมาได้มากที่สุด ทางร้านพิถีพิถันเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของชินชู (นางาโนะ) ที่ปลอดภัยและตรงตามฤดูกาล ทั้งเนื้อชินชู ผักตามฤดูกาล ไข่นึ่ง และอื่นๆ ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพ ขอบอกว่าน้ำจิ้มงาเด็ดมาก แถมเนื้อสัตว์ก็นึ่งออกมาได้กำลังดี ไม่มีไขมันส่วนเกิน กินเข้าไปแล้วละลายในปากเลย ได้ทานอาหารที่นี่มะม่วงหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยละครับ

ร้าน Monzensaryo Yayoiza
พิกัด: 503 Daimonmachi, Nagano, Nagano
การเดินทาง: นั่งชินคันเซ็นมาลงที่สถานี Nagano แล้วต่อรถบัสไปป้ายเซ็นโคจิไดมง เดินต่อประมาณ 5 นาที ร้านอยู่ติดกับวัดเซ็นโคจิ
เว็บไซต์: yayoiza.jp

ชื่นชมพระพุทธรูปจากไทยที่วัดเซ็นโคจิ

กินอิ่มแล้ว ขอออกไปเดินย่อยสักหน่อยดีกว่า จุดหมายถัดไปที่มะม่วงจะไปคือวัดเซ็นโคจิ ซึ่งสามารถเดินจากร้าน Monzensaryo Yayoiza ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที โดยจากประตูวัดนิโอมงจะผ่านถนนนะคะมิเสะ ซึ่งสองข้างทางจะมีร้านขายของฝาก ร้านอาหารและคาเฟ่ เรียงรายเต็มไปหมด มะม่วงเล็งของน่าอร่อยไว้แล้วหลายร้านเลยเดี๋ยวขากลับจะพาเพื่อนๆ แวะดูนะครับ ตอนนี้ขอตรงไปไหว้พระที่วัดเซ็นโคจิก่อนนะ

วัดเซ็นโคจิ เป็นวัดในเขตชินชูที่โด่งดังและเก่าแก่มากถึง 1400 ปี อุโบสถหลักของวัดยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นสมบัติแห่งชาติ คนญี่ปุ่นเชื่อว่าที่นี่เป็นสุดยอด power spot ที่มีการบอกต่อกันมารุ่นต่อรุ่นตั้งแต่สมัยเอโดะแล้วว่าหากได้มากราบไหว้สักการะสักครั้งหนึ่งในชีวิต ตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์ อีกทั้งยังเป็นวัดที่ไม่เข้ากับนิกายใดๆ ทำให้ ปี ๆ หนึ่งมีผู้คนมากราบไว้มากกว่า 7 ล้านคนเลยทีเดียวครับ นอกจากนี้ ยังมีพระพุทธรูปที่ได้รับพระราชทานจากกษัตริ์ย์ไทยเมื่อปี 1938 ประดิษฐานอยู่ด้วย พอได้มาเห็นอะไรที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธแบบนี้มะม่วงรู้สึกดีใจมาก ๆ เลยนะครับ นึกถึงตอนที่ตัวเองเคยบวชที่ไทยเลย

สำหรับคนที่อ่านบทสวดไม่ได้ ไม่ต้องกังวลนะครับ ทางวัดเขามีวงล้อหินที่เขียนบทสวดอยู่ให้หมุน ซึ่งในวงล้อนั้นจะมีแผ่นบันทึกบทสวดไว้ถึง 7000 บท เพียงแค่หมุนวงล้อหินก็เหมือนเราได้ท่องบทสวดเหล่านั้นไปด้วย ได้บุญเหมือนกันเลย

ไปต่อกันที่ โอไคดัน พูดง่าย ๆ คือการเดินลอดใต้ถุนวัดท่ามกลางความมืด เหมือนได้สัมผัสกับขุมนรก ทางเดินนั้นมืดมาก ๆ จึงต้องเดินกันช้า ๆ อย่างระมัดระวัง ทำให้เกิดปัญหานักท่องเที่ยวหนาแน่น ทางวัดก็เลยแก้ปัญหาด้วยการจุดไฟสลัว ๆ ทำให้คนที่มาเดินง่ายขึ้น ระหว่างทางเราจะได้เดินลอดใต้พระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในวัดเซ็นโคจิ ตรงนี้เป็นจุดสำคัญเลย เพื่อน ๆ ห้ามพลาดนะครับ ว่ากันว่าถ้าใครได้แตะจุดที่ลอดข้างใต้พระพุทธรูปตรงนี้จะได้บุญ สมปรารถนาทุกประการ

มะม่วงได้มาวัดเซ็นโคจิวันนี้รู้สึกดีใจและสุขใจมาก ๆ ทั้งได้กราบพระพุทธรูป ได้สัมผัสประสบการณ์โอไคดัน และได้ทำบุญไปเยอะเลย แถมวัดนี้อยู่ท่ามกลางหุบเขา ล้อมรอบด้วยธรรมชาติมากมาย ทำให้รู้สึกว่าได้รับพลังจากธรรมชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปพร้อม ๆ กันเลย

ได้ไหว้พระอิ่มบุญไปแล้ว แต่ท้องมะม่วงเริ่มร้องขึ้นมาอีกแล้วครับเพื่อนๆ (ฮา) ขากลับมะม่วงเดินกลับทางเดิมเพื่อผ่านถนนนะคะมิเสะ แวะซื้อคัสตาร์ดแอปเปิ้ลพายชื่อดัง จากร้าน BENI BENI เป็นร้านขายแอปเปิ้ลพายโดยเฉพาะ เปิดโดยบริษัทร้านขนมเก่าแก่อายุมากกว่า 210 ปี

ทางร้านบอกว่าใช้แอปเปิ้ลชินชู 100% ซึ่งเนื้อแอปเปิ้ลเข้ากันได้ดีกับคัสตาร์ด ความหวานพอเหมาะ และแป้งพายก็กรุบกรอบ วัตถุดิบที่ใช้ทั้งหมดมาจากท้องถิ่นชินชูทั้งหมด สำหรับมะม่วงแล้วเป็นแอปเปิ้ลพายที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาเลยนะครับ

วัด Zenkouji
พิกัด: 491-i Nagano-Motoyoshicho, Nagano
การเดินทาง: นั่งชินคันเซ็นมาลงที่สถานี Nagano แล้วต่อรถบัสไปป้ายเซ็นโคจิไดมง เดินต่อประมาณ 5 นาที
เว็บไซต์: zenkoji.jp

นั่งผิงไฟในฤดูหนาวที่โรงแรม Hakuba Tokyu Hotel

ขับรถจากวัดเซ็นโคจิประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึงที่พักของวันนี้ Hakuba Tokyu Hotel เป็นโรงแรมรีสอร์ทสไตล์ยุโรปในหุบเขา ห้องพักมีทั้งวิว Alps side ที่มองเห็นเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น และฝั่งด้านหน้าโรงแรม Village side ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้และธรรมชาติ วันที่มะม่วงมาเป็นวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศดีมาก ๆ มองเห็นวิวเทือกเขาสวยสุด ๆ อีกหนึ่งไฮท์ไลท์ที่มะม่วงอยากแนะนำคือออนเซ็นของโรงแรม ซึ่งมีทั้งแบบ open air และ indoor โดยออนเซ็นนี้มาจาก Hakuba Happo Onsen ที่ว่ากันว่าน้ำแร่มีค่า PH สูงแช่แล้วนอกจากจะช่วยผ่อนคลายแล้วยังทำให้ผิวสวยอีกด้วย จึงได้ฉายาว่า “บิจินโนะยุ” แปลว่า ออนเซ็นคนสวย ใครอยากผิวสวยต้องมาลองแช่ดูนะ หลังจากเที่ยวมาทั้งวันได้มาแช่ออนเซ็นผ่อนคลายแบบนี้บอกเลยว่าฟินสุดๆ อีกหนึ่งความประทับใจคือการบริการและการต้อนรับของพนักงานที่นี่ได้ใจมะม่วงไปเต็มๆ เลยครับ หากมีโอกาสมาเที่ยวฮาคุบะ อยากให้เพื่อนๆ ได้มาลองพักที่นี่ดูนะครับ

โรงแรม Hakuba Tokyu Hotel
พิกัด: 4688 Hokujo, Hakuba-mura, Kitaazumi-gun, Nagano
การเดินทาง: นั่งชินคันเซ็นมาลงที่สถานี Nagano แล้วต่อรถบัสไป Hakuba Happo จะมีรถโรงแรมมารับ
เว็บไซต์: tokyuhotelsjapan.com

จบทริป Day 2 ไปด้วยความอิ่มเอมใจ Day 3 คุณมะม่วง จะพาไปไหนต่อ มาติดตามไปด้วยกันนะ

หากใครอยากรู้จักคุณมะม่วงให้มากขึ้น ติดตามได้ตามช่องทางดังนี้

Youtube: ญี่ปุ่นมั้ย?いーぷんまい? by Kenji มะม่วง
Facebook: ญี่ปุ่นมั้ย?いーぷんまい?
Instagram: kenji_mango