”ข้าวปั้นที่ไม่มีสาหร่าย” กับ “ทะเลที่สะอาดเกินไป” ว่าด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อมใน “ทะเลเซโตะใน”

ทุกวันนี้ที่ญี่ปุ่นเกิดปรากฏการณ์ที่ว่าพบว่ามีข้าวปั้นในร้านสะดวกซื้อที่เป็นข้าวปั้นที่ ”ไม่ได้ห่อสาหร่ายทะเล” เรื่องนี้จะเกี่ยวกันอย่างไรกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในทะเลเซโตะใน (瀬戸内海) ขอเชิญอ่านกันได้ครับ

ทะเลเซโตะใน นอกชายฝั่งจังหวัดโอคายามะนั้น เป็นที่เพาะพันธุ์สาหร่ายทะเลเพื่อนำไปขาย ฤดูเก็บสาหร่ายนั้นเริ่มตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงไปจนถึงฤดูหนาว แต่ทุกวันนี้ สิ่งผู้เพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเลต้องเจอก็คือการที่สาหร่ายทะเล “สีตก” พอเอาขึ้นเรือแล้วจะเห็นว่าสาหร่ายมีสีออกเหลืองแทนที่จะเป็นสีดำ สาหร่ายที่สีตกเช่นนี้นี้จะกลายเป็นของไม่มีรสชาติ เพราะฉะนั้นจึงต้องถูกทิ้ง

ด้วยเหตุนี้ ปริมาณผลผลิตสาหร่ายทะเลของทะเลเซโตะในจึงเหลือเพียงครึ่งเดียวภายในระยะเวลา 25 ปี ถึงผู้เพาะเลี้ยงจะหาทางทำอย่างไรก็ไม่เป็นผล

เครือร้านสะดวกซื้อเจ้าใหญ่เป็นผู้รับซื้อสาหร่ายทะเลจากทะเลเซโตะในไปทำข้าวปั้นขาย แต่ทุกวันนี้เนื่องจากผลผลิตสาหร่ายทะเลไม่ดี กลายเป็นว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของข้าวปั้นที่ขายในร้านสะดวกซื้อนั้นกลายเป็นข้าวปั้นที่ไม่ใส่สาหร่ายทะเล

ทำไมสาหร่ายทะเลจึงสีตก?

ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีปัญหาน้ำทะเลมีไนโตรเจนมากเกินไป ซึ่งไนโตรเจนนี้มาจากน้ำเสียที่ปล่อยจากโรงงาน ดังนั้นรัฐบาลญี่ปุ่นจึงออกกฎหมายเพื่อจำกัดการปล่อยไนโตรเจนลงในน้ำทะเลอย่างเคร่งครัด ผลคือน้ำทะเลสะอาดขึ้นมาก

แต่ผลอีกด้านก็คือ มันกลายเป็นว่าน้ำทะเล “สะอาด” เกินไป

ไนโตรเจนนั้น ในอีกแง่มันก็เป็นสารอาหารให้แก่แพลงตอน ซึ่งแพลงตอนก็เป็นอาหารของปลาอีกที ผลคือ “สารอาหาร” ตรงนี้กลายเป็นลดลงเหลือหนึ่งในสามภายในระยะเวลา 20 ปี ซึ่งทำให้หอยนางรมตัวเล็กลง และสาหร่ายทะเลสีตก จนถึงขนาดที่ชาวประมงแถวนั้นพูดว่า “ปลาไม่โต ทะเลก็ร้องไห้”

เพื่อปกป้องทรัพยากรทางทะเลจังหวัดชายฝั่งสามารถผ่อนผันให้มีการปล่อยไนโตรเจนลงน้ำทะเลได้เองในปริมาณที่สอดตล้องกับสภาพจริงของพื้นที่

สถาบันวิจัยการประมงของจังหวัดโอคายามะ  ได้ขอความร่วมมือจากโรงบำบัดน้ำเสียซึ่งหันหน้าไปทางอ่าวโคจิมะว่าขอให้ปล่อยไนโตรเจนออกให้มากที่สุดเท่าที่ไม่เกินมาตรฐาน

ผ่านไปหนึ่งเดือนหลังจากมีการปล่อยไนโตรเจนเพิ่มขึ้น สถาบันวิจัยการประมงฯ ได้เก็บตัวอย่างน้ำทะเลจาก 20 จุดรอบๆ โรงบำบัดน้ำเสียและตรวจสอบดูความเปลี่ยนแปลง ผลคือในสิบกว่าจุด ค่าความเข้มข้นของไนโตรเจนสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนหน้านั้นอย่างมีนัยสำคัญ

สถาบันวิจัยการประมงฯ ยังต้องวิจัยเพิ่มเติม และตั้งเป้าให้ได้ค่าไนโตรเจนให้ไปถึงระดับของปี 1990 ซึ่งค่าไนโตรเจนเป็นสองเท่าของระดับปัจจุบัน

…แต่ปัญหาคือ ในขณะที่นักวิจัยของสถาบันวิจัยการประมงฯ ต้องการเห็น “ทะเลที่อุดมสมบูรณ์” นักท่องเที่ยวกลับเรียกร้อง “ทะเลที่สวยสะอาด”

จากนี้ไปปัญหาในเรื่องของการปรับปรุงพัฒนาสิ่งแวดล้อมของทะเลเซโตะในจึงอยู่ที่การหาจุดสมดุลระหว่างการเป็น “ทะเลที่สวยสะอาด” กับ “ทะเลที่อุดมสมบูรณ์”

น่าดีใจนะครับที่คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมทางทะเล ไม่ใช่ในแง่ของทัศนียภาพความสวยงามหรือความสะอาดอย่างเดียว แต่ยังคำนึงถึงเรื่องของวิถีชีวิตการทำมาหากินของชาวประมงด้วย ตัดภาพกลับมาที่เมืองไทย ผู้เขียนเคยไปเที่ยวเกาะแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกของไทย ซึ่งเป็นที่ท่องเที่ยวที่เกือบจะได้มองทะเลด้วยความโรแมนติกแล้ว ถ้าไม่เห็นว่ามีเรือเหล็กขนปูนซีเมนต์แล่นเข้ามา อันนั้นอย่าว่าแต่เรื่องของวิถีชีวิตการทำมาหากินของชาวบ้านชาวประมงเลยครับ แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมก็ไม่ผ่านแล้ว เราอยากขายการท่องเที่ยวเป็นวรรคเป็นเวร แต่จิตสำนึกในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมกลับไม่มีความเข้มแข็งเลย ดูแล้วก็สะท้อนใจครับ

สรุปเนื้อหาจาก NHK