10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “ซากะ” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

ถ้าพูดถึงจังหวัดซากะ เพื่อน ๆ คงพอจะนึกออกใช่มั้ยละ ก็ทั้งหนังไทยเรื่อง Timeline หรือแม้กระทั่งซีรีย์เรื่อ STAY ซากะ..ฉันจะคิดถึงเธอ หรือแม้แต่กลกิโมโนของพี่เบิร์ดกับพี่ชมพู่สุดสวย ทั้งสามเรื่องที่พูดมาก็เลือกใช้สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดซากะในการถ่ายทำทั้งนั้น ทำให้คนไทยได้รู้จักกับจังหวัดน่ารัก ๆ แห่งนี้ และอยากที่จะเก็บกระเป๋าออกเดินทางไปซะเดี๋ยวนี้เลย ฉะนั้น! ANNGLE ก็ไม่น้อยหน้า เราจะมาพาเพื่อน ๆ ไปเที่ยวจังหวัดซากะกันค่ะ

จังหวัดซากะเป็นจังหวัดที่พรั่งพร้อมไปด้วยธรรมชาติ จึงเต็มไปตัวการเกษตรและการประมง อาหารก็อร้อยอร่อยแถมยังสดอีกต่างหาก โดยเฉพาะปลาหมึกโยบุโกะ ปลาหมึกใสชื่อดังแห่งจังหวัดซากะ นอกจากนี้สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ออนเซน เทศกาลประจำปีก็ยังมีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกเดินทางอีกมากมาย เราขอแนะนำ 10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “ซากะ” ที่ไม่ไปไม่ได้ ให้ทุกคนได้รู้จักนะคะ

1. ปราสาทซากะ (佐賀城)

ปราสาทชั้นเดียวแห่งเดียวในญี่ปุ่น ถึงแม้จะไม่ได้ใหญ่โตอลังการเท่ากับปราสาทอื่น ๆ แต่ก็เป็นปราสาทเพียงหลังเดียวที่มีการบูรณะด้วยไม้ทั้งหลังที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ภายในมีการจัดแสดงโดยแบ่งเป็นห้องต่าง ๆ เช่น ห้องพัก ห้องอาวุธโบราณ ห้องข้าวของเครื่องใช้ ประวัติความเป็นมาของปราสาท และห้องโถงขนาดใหญ่ที่ปูด้วยเสื่อทาทามิ เป็นสถานที่ที่ถ่ายทอดเรื่องราวช่วงปลายสมัยเอโดะที่แคว้นซากะมีความเจริญรุ่งเรืองที่สุด

เวลาเปิด – ปิด : 09.30 – 18.00 น.
ค่าเข้าชม : ฟรี
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR Saga เดินอีกประมาณ 15 นาที หรือจากสถานีรถบัส JR Saga โดยรถบัสหมายเลข 6 มาลงที่ป้าย Sagajoato
ข้อมูลเพิ่มเติม Sagajou

2. ปราสาทคาราสึ (唐津城)

ปราสาท 5 ชั้นที่โดดเด่นสวยงามตั้งตะหง่านอยู่กลางเมืองคาราสึแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองคาราสึ สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1966 ปัจจุบันภายในปราสาทจัดแสดงของมีค่า ชุดเกราะ วัสดุที่ใช้ทำเครื่องปั้นดินเผาของคาราสึ วัตถุโบราณคดีและอื่น ๆ อีกมากมาย แต่จุดเด่นของปราสาทก็คือ หอคอยชมวิวของปราสาทที่จะมองเห็นทะเลเกนไกอิ มาสุอุรากาตะ อ่าวคาราสึ และตัวเมืองคาราสึได้โดยรอบ ยิ่งช่วงฤดูใบไม้ผลิจะได้รับความนิยมมาก ๆ เพราะเป็นสถานที่ชมดอกซากุระและดอกฟูจิชื่อดังแห่งหนึ่งเลยหละ

เวลาเปิด – ปิด : 09.00 – 17.00 น. (หยุดวันที่ 29 – 31 เดือนธันวาคม)
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 410 เยน เด็ก 200 เยน
การเดินทาง : จากสถานีรถฟไฟ JR Karatsu เดินอีกประมาณ 25 นาที
ข้อมูลเพิ่มเติม Karatsujou

3. พิพิธภัณฑ์ฮิคิยามะ (曳山展示場)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by 森 祐樹 / YUKI MORI (@michaeljpn) on

เมื่อมาเมืองคาราสึแล้วหาไม่ได้ดูเทศกาลคาราสึ คุนจิ (Karatsu Kunchi) ละก็ ก็สามารถจะมาดูความยิ่งใหญ่ตระการตาของรถลากหรือฮิคิยามะ ที่ใช้เดินขบวนแห่ทั้ง 14 คันในเทศกาลคาราสึ คุนจิ ซึ่งเป็นเทศกาลใหญ่ประจำปีของเมืองคาราสึได้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ภายในจัดแสดงรถลากในรูปแบบต่าง ๆ ที่ถูกสร้างสรรค์ด้วยความเอาใจใส่ของชาวเมือง รถลากส่วนใหญ่จะถูกตกแต่งเป็นรูปร่างของสัตว์ในตำนานหรือหมวกเหล็กของวีรบุรุษชื่อดัง ความอลังการของรถลากเป็นจุดไฮไลท์ของเทศกาลนี้

เทศกาล Karatsu Kunchi จะมีช่วง วันที่ 2 – 4 เดือนพฤศจิกายนของทุกปี
เวลาเปิด – ปิด : 09.00 – 15.00 น.
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 300 เยน เด็ก 150 เยน
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR Karatsu เดินอีกประมาณ 15 นาที

4. ตลาดเช้าโยบุโกะ (呼子の朝市)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by maimirako (@maimirako) on

1 ใน 3 ตลาดเช้าที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น เรียงรายไปด้วยร้านขายอาหารทะเลสด ๆ อาหารแปรรูป ผักผลไม้ทั้งแบบสดและแบบตากแห้ง รวมถึงดอกไม้ให้เลือกซื้อกันได้อย่างเพลิดเพลินตลอดทางยาว 200 เมตร ในวันธรรมดาร้านจะมาตั้งประมาณ 40 ร้าน แต่ในวันอาทิตย์ร้านจะเปิดถึง 60 ร้านกันเลยทีเดียว ทีนี้เราก็ไปเลือกซื้อวัตถุดิบสด ๆ มาทำอาหารกันได้สบายใจ อ๊ะ! อย่าลืมไปลองปลาหมึกใสชื่อดังของที่นี่กันด้วยนะคะ

เวลาเปิด – ปิด : 07.30​ – 12.00 น.
ค่าเข้า : ราคาสินค้าสดแล้วแต่ร้าน
การเดินทาง : จากสถานีรถบัส Oteguchi โดยนั่งรถบัส Showa มาลงที่ป้าย Yobuko และเดินต่ออีกประมาณ 2 นาที

5. อุทยานประวัติศาสตร์โยชิโนะการิ (吉野ヶ里歴史公園)

แหล่งประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นที่แสดงวัฒนธรรมของยุคยาโยอิ (ประมาณ 700 ปีก่อน) ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดวัฒนธรรมญี่ปุ่นเลยนะ อุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้ได้มีการบูรณะรั้วอาคารต่าง ๆ ให้เหมือนกับศตวรรษที่ 3 ในสมัยนั้นเปี๊ยบ เพื่อให้คนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวที่สนใจได้เข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นในสมัยก่อน ทั้งการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนแบบสมัยก่อน ป้อมสังเกตการณ์ รั้ว หรือแม้กระทั่งเนินเผาศพ และการก่อไฟที่ทุกคนจะได้ลองก่อไฟแบบยุคนั้นด้วยตัวเอง และลองทำอาหารที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นล้วน ๆ ถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีค่ามากสำหรับประเทศญี่ปุ่น

เวลาเปิด – ปิด : 09.00 – 17.00 น. (วันที่ 1 เดือนมิถุนายน – 31 เดือนสิงหาคมจะเปิด – ปิด 09.00 – 18.00 น.) *หยุดวันที่ 31 เดือนธันวาคม และวันจันทร์ที่ 3 ของเดือนมกราคม
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 420 เยน ผู้สูงอายุ 200 เยน เด็ก 80 เยน
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ Yoshinogari Park เดินอีกประมาณ 15 นาที

6. หมู่บ้านโอคาวะจิยามะ (大川内山)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Béné no Fukuoka ! | ベネの福岡! (@bene_fukuoka) on

วัฒนธรรมเอกลักษณ์ของเมืองอิมาริ จังหวัดซากะ จะเป็นอะไรไปไม่ได้เลยนอกจากศิลปะเซรามิกที่มีชื่อเสียงโด่งดังและโดดเด่นมาก ๆ โดยจะมีศิลปะเซรามิก “Imari Yaki” เป็นของขึ้นชื่อที่คนญี่ปุ่นนิยมซื้อให้เป็นของที่ระลึกให้แก่กันในวันสำคัญ เมืองแห่งนี้ถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขาและหินผาสวยงามราวกับภาพวาด และบริเวณนี้ยังเต็มไปด้วยอิฐ ปล่องไฟเก่า ๆ กว่า 30 เตาที่เพื่อน ๆ สามารถสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของวัฒนธรรมอันเก่าแก่กว่า 350 ปีที่ยังเหมือนมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน จนได้รับเลือกให้เป็น “มรดกทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น” นอกจากนี้ยังได้รับสองดาวจากมิชลินกรีนไกด์ว่าเป็นที่ “ที่ ๆ ควรค่าแก่การไปเยือน”

เวลาเปิด – ปิด : 09.00 – 17.00 น.
ค่าเข้าชม : Painting Workshop 800 เยนขึ้นไป
การเดินทาง : จากสถานี Imari ให้นั่งรถบัสสาย Saihi จะใช้เวลาประมาณ 15 นาที
ข้อมูลเพิ่มเติม Ookawachiyama

7. ศาลเจ้ายูโทะคุอินาริ (祐徳稲荷神社)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Hisa (@hisapictures) on

ศาลเจ้าแห่งนี้เป็น 1 ใน 3 ศาลเจ้าอินาริที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในญี่ปุ่น เป็นศาลเจ้าชินโตที่สร้างขึ้นเพื่อถวายให้กับเทพอินาริ เนื่องจากเป็นศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงโด่งดังด้านการค้าขาย ทำให้คนญี่ปุ่นนิยมมาอธิษฐานขอพรให้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจการค้าและความปลอดภัยจากอุบัติเหตุ นอกจากนี้ด้านบนของตัวศาลเจ้ายังเป็นจุดชมวิวที่สวยงามมากอีกจุดหนึ่ง โดยเฉพาะช่วงใบไม้ผลิที่ดอกซากุระจะบานสะพรั่ง และช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่จะใบไม้เปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้มและแดง ช่างเป็นศาลเจ้าที่สวยงามขนาดที่ละครเรื่องกลมิโมโนไปถ่ายทำเลยนะคะ

เวลาเปิด – ปิด : 24 ชั่วโมง
ค่าเข้าชม : ฟรี
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ Hizenhama เดินอีกประมาณ 35 นาที
ข้อมูลเพิ่มเติม Yutokusan

8. สวนมิฟุเนะยามะระคุเอ็น (御船山楽園)

เคยเป็นที่ตั้งคฤหาสน์ส่วนตัวของชิเงโยชิ นาเบชิมะ ขุนนางคนที่ 28 ของเขตทาเกโอะ ด้วยความที่เป็นสถานที่กว้างขวางและมีดอกไม้สวย ๆ เยอะ จึงได้มีการจัดเทศกาลดอกไม้ขึ้นที่นี่หลากหลายพันธุ์ เช่น โซะเมะโยชิโน ดอกซากุระโอชิมะ ซากุระยาเกะ และดอกซากุระพันธ์ุอื่น ๆ อีกกว่า 2,000 ต้น รวมแล้วกว่า 5,000 ต้น กับดอกอาซาเลียกว่า 50,000 ดอก นอกจากนี้ยังมีต้นฟูจิขนาดใหญ่มีอายุกว่า 170 ปี และต้นไม้ดอกไม้อื่น ๆ อีกมากมายที่ให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมความสวยงามกัน

เวลาเปิด – ปิด : 08.00​ – 17.00 น. *อาจะมีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 400 เยน เด็ก 200 เยน
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR Takeo Onsen โดยรถไฟสาย Sasebo นั่งแท็กซี่ประมาณ 5 นาที
ข้อมูลเพิ่มเติม Mifuneyamarakuen

9. อุเรชิโนะออนเซน (嬉野温泉)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by KiTTy Ng (@xx__kncm_1218__xx) on

เมืองออนเซนแห่งนี้มีออนเซนที่มีประวัติยาวนานมากว่า 1,300 ปี และยังได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 3 ของออนเซนเพื่อผิวพรรณที่งดงามในญี่ปุ่น ด้วยน้ำร้อนที่ใสไร้สีและมีความเข้มข้นที่จะช่วยให้ผิวพรรณของผู้ที่มาแช่กลับมาผ่องใส นุ่มนิ่ม และเด้งดึ๋ง จึงเป็นที่โด่งดังและชื่นชอบของผู้ที่หลงรักการแช่ออนเซนโดยเฉพาะคุณผู้หญิง

การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR Takeo Onsen โดยนั่งรถบัส JR Bus ประมาณ 30 นาที

10. เทศกาลบอลลูนนานาชาติซากะ (佐賀ターナショナルバルーンフェスタ)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Weni Cita ウェニ チタ (@wenicyy) on

บอลลูนลูกใหญ่หลากหลายรูปทรงจากนานาประเทศกว่า 100 ลูกมารวมตัวกันอยู่ที่ “เทศกาลบอลลูนนานาชาติ” แห่งนี้ นอกจากจะมีการประกวดแล้วยังมีการจัดแสดงโชว์บอลลูนน่ารัก ๆ ในงาน “บอลลูนแฟนตาซี” ด้วย แถมตอนกลางคืนก็ยังมีงานที่ชื่อว่า “La Montgolfier Nocturne” ซึ่งภายในงานก็จะมีบอลลูนที่ถูกไฟสาดส่องและลอยไปตามเสียงบรรเลงของดนตรีทั่วบริเวณริมแม่น้ำ

เวลาเปิด – ปิด : ตั้งแต่เช้ายันเย็น จัดช่วงเดือนตุลาคม – เดือนพฤศจิกายนของทุกปี
ค่าเข้าชม : ฟรี (ค่าที่จอดรถ 1,000 เยน)
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ Ballon Saga เดินอีกประมาณ 5 นาที

ธรรมชาติและเอกลักษณ์ที่โดดเด่นดึงดูดให้ผู้คนได้เข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง ทำให้อยากจะเก็บกระเป๋าแล้วบินตรงไปจังหวัดซากะเดี๋ยวนี้เลยล่ะค่ะ บอกเลยว่าเป็นจังหวัดที่อยู่ในใจของใครหลาย ๆ คนรวมถึงตัวผู้เขียนเองด้วย ><