10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “ไซตามะ” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

เมื่อพูดถึงจังหวัดไซตามะ เพื่อนๆ ก็คงจะนึกถึงเมืองคาวาโกเอะ เมืองเก่าในสมัยเอโดะที่ยังคงอนุรักษ์บรรยากาศความโบราณตั้งแต่ในอดีต จนได้รับฉายาว่า ลิตเติ้ลเอโดะ แต่ทว่าจังหวัดไซตามะไม่ได้มีแค่นี้น่ะสิ ใครเที่ยวโตเกียวกันเบื่อแล้ว ลองมาจังหวัดไซตามะกันเถอะ ไม่ไกลจากโตเกียวแถมยังเดินทางสะดวกอีกด้วย จะว่าไปแล้วที่จังหวัดไซตามะมีอะไรน่าเที่ยวบ้างนะ ใครอยากรู้ล่ะก็ตามมาพร้อมๆ กันเลยค่ะ!

1.ศาลเจ้าฮิกาวะ (氷川神社)

ศาลเจ้ายอดนิยมของจังหวัดไซตามะ ตั้งอยู่ที่เมืองคาวาโกเอะ หากใครกำลังมีความรัก หรือสุขภาพร่างกายไม่ค่อยดี แนะนำให้มาขอพรที่ศาลเจ้าแห่งนี้เลยค่ะ เพราะที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องขอพรเกี่ยวกับสุขภาพ ความรัก และการแต่งงาน โดยจะมีเครื่องรางเป็นรูปปลาสีชมพู เมื่อมาถึงที่นี่เพื่อนๆ จะผ่านประตูโทริอิขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแก่เทพเจ้า ระหว่างทางที่เดินอยู่ภายในศาลเจ้า เพื่อนๆ จะเจอกับแผ่นกระเบื้องที่เป็นรูปคล้ายกับใช้พู่กันวาดซึ่งรูปภาพเหล่านี้เป็นส่วนต่างๆ ของเมืองคาวาโกเอะนั่นเอง อย่างหอระฆัง วัดคิตาอิน รวมถึงศาลเจ้าแห่งนี้ด้วย นอกจากนี้เพื่อนๆ จะเห็นต้นการบูรที่ถือเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ในลัทธิชินโตอยู่มากมาย สำหรับเพื่อนๆที่อยากจะสะเดาะเคราะห์ สามารถใช้หุ่นกระดาษรูปคนแทนตัวเอง แล้วโยนทิ้งออกไป หรือจะเขียนคำว่า เอะมะ (えま) เพื่อให้ความคำอธิษฐานเป็นจริงก็ได้เช่นกันค่ะ

ศาลเจ้าฮิกาวะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 5.30-17.30 น. สามารถเข้าชมได้ฟรีไม่เสียค่าธรรมเนียม วิธีเดินทางเพื่อนๆ สามารถเดินจาก สถานี Kita Omiya ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีค่ะ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Tsuyoshi M (@too.too.084) on

ข้อมูลเพิ่มเติม musashiichinomiya

2. วัดคิตาอิน (喜多院)

เป็นวัดที่มีประวัติยาวนาน สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเอโดะ ในสมัยที่ท่านโชกุนเลื่อมใสศรัทธา จนทำให้วัดนี้กลายเป็นวัดหลักของนิกายเทนได ซึ่งเมื่อเพื่อนๆ มาถึงที่นี่จะพบกับรูปปั้นพระพุทธรูปหิน ที่เรียกกันว่า Gohyaku Rakan จำนวน 540 รูป ตั้งเรียงรายอยู่บริเวณด้านข้างของวัด ซึ่งแต่ละองค์จะทำท่าทางและสีหน้าไม่เหมือนกันเลย ถือเป็นไฮไลท์แปลกๆ ของที่นี่เลยละค่ะ นอกจากบรรยากาศที่สงบเงียบแล้ว หากเพื่อนๆ ได้มีโอกาสมาช่วงที่ดอกซากุระบาน บรรยากาศของวัดก็จะเต็มไปด้วยดอกซากุระ ทำให้กลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ในการมาปูเสื่อ ปิกนิกชมดอกซากุระนั่นเองค่ะ แถมยังได้ชมงานเทศกาลสนุกๆ พร้อมทั้งตลอดนัดเล็กๆ และร้านอาหารอร่อยๆ มาตั้งขายให้ได้ลิ้มลองกันด้วย

วัดคิตาอิน เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 8.50-16.30 น. ปิดทำการในช่วงวันที่ 25 ธันวาคม -8 มกราคม, 2-3 กุมภาพันธ์, 2-5 เมษายน และ 16 สิงหาคม เสียค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 400 เยน เด็ก 200 เยน วิธีเดินทางจาก CREA MALL ไปยังวัดคิตาอิน ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีค่ะ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by saika (@saika_saita) on

ข้อมูลเพิ่มเติม kawagoe

3.หอระฆังโทคิโนะคาเนะ (時の鐘)

เมื่อเพื่อนๆก้าวขาเข้าสู่เมืองคาวาโกเอะ ทั้งสองข้างทางจะเป็นบ้านเรือนที่มีรูปแบบการก่อสร้างเป็นบ้านญี่ปุ่นสมัยดั้งเดิม โดยเฉพาะหอระฆังโทคิโนะคาเนะ ที่ถือเป็นดาวเด่นของเมืองนี้ ด้วยตัวอาคารไม้ที่สูงราว 16 เมตร แม้จะผ่านมาหลายปีแต่หอระฆังนี้ก็ยังคงสภาพสมบูรณ์ รวมถึงเสียงของระฆังที่ยังคงก้องกังวาล ซึ่งเสียงของระฆังนั้นจะดังขึ้น 4 ครั้งต่อวัน ในเวลา 6 โมงเช้า เที่ยงวัน บ่าย 3 โมง และ 6 โมงเย็น อีกทั้งยังถูกใช้เป็นระฆังส่งท้ายปีเก่าในคืนวันสิ้นปีด้วย นับว่าเป็นสถาปัตยกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ยังคงหลงเหลือกลิ่นอายสมัยเอโดะให้ชาวต่างชาติอย่างเราได้มาสัมผัสกันด้วย

สำหรับที่นี่เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 11.00-15.00 น. ปิดทำการทุกวันจันทร์ วิธีเดินทางเพื่อนๆสามารถนั่งรถไฟสายโทบุโจลงที่สถานีคาวาโกเอะแล้วเดินไปทางออกประตูฝั่งตะวันออก หลังจากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 25 นาทีหรือนั่งรถแท็กซี่ต่อก็ได้ค่ะ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by JingMei Lin (@masami_884) on

ข้อมูลเพิ่มเติม koedo

4.ตรอกลูกกวาด (菓子屋横丁)

ย่านคาชิย่า โยโกโช หรือตรอกขนมหวาน ที่ตลอดสองข้างทางมีร้านขายลูกกวาดแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมถึง 22 ร้าน ยาวไปถึง 80 เมตรเชียวละ ซึ่งตรอกนี้มีประวัติเนิ่นนานมาตั้งแต่สมัยเมจิ โดยเฉพาะสมัยโชวะ ที่นี่ถือเป็นแหล่งผลิตลูกกวาดรายใหญ่ ขนาดที่มีร้านขายลูกกวาดมากกว่า 70 ร้านเชียว! แต่เนื่องมาจากสงคราม วิถีชีวิตของชาวบ้านจึงต้องเปลี่ยนไป ทำให้จำนวนร้านลดลงจากเมื่อก่อนมาก แต่ถึงอย่างไรที่นี่ก็ยังเปรียบเสมือนแหล่งรวมขนมของคนญี่ปุ่นอยู่ดี ไม่เพียงมีแต่ลูกกวาดอย่างเดียวเท่านั้นนะ เพื่อนๆ ยังสามารถทานขนมเซมเบ้ ข้าวทอดสไตล์ญี่ปุ่น โดยเฉพาะขนมทาโกยากิห่อด้วยเซมเบ้กรอบ รวมถึงขนมหน้าตาแปลกๆ ที่หาทานแถวบ้านเราไม่ได้แน่ๆ อีกด้วย

ตรอกลูกกวาดเปิดให้เข้าชม จับจ่ายกันตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น. สำหรับเพื่อนๆที่กังวลเรื่องราคา หายห่วงได้เลยค่ะ เพราะทุกอย่างที่นี่เริ่มต้นแค่ 50 เยนเท่านั้น วิธีเดินทางจากบริเวณหอนาฬิกาเดินต่อไปอีกประมาณ 3 นาที เพื่อนๆ จะเห็นลูกอมหลายหลายสีวางเรียงขายอยู่ เป็นอันถึงแล้วค่ะ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by natsumi (@na0206cho) on

ข้อมูลเพิ่มเติม city.kawagoe

5.สวนฮิตสึจิยามะ (羊山公園)

มาพักผ่อนหย่อนใจท่ามกลางหมู่ดอกไม้บนภูเขาบุโคซัง สวนฮิตสึจิยามะกันเถอะ! นอกจากจะได้ชมดอกไม้ในสวนมากมายแล้ว เพื่อนๆ ยังได้ชมดอกชิบะซากุระมากกว่า 350,000 ดอก ถือเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลยละ เพราะเพื่อนๆ จะได้เห็นดอกชิบะซากุระหลากหลายสายพันธุ์เลยละค่ะ สาเหตุที่เรียกว่าชิบะซากุระ เพราะมีรูปร่างเหมือนกับดอกซากุระ แต่ขึ้นบนผิวดินเหมือนกับหญ้านั่นเอง สำหรับเพื่อนๆที่อยากมาชมดอกชิบะซากุระ สามารถมาได้ในช่วงกลางเดือนเมษายน ถึงต้นเดือนพฤษภาคมของทุกปี ซึ่งตรงกับเทศกาลฮานามิ การชมดอกไม้ของชาวญี่ปุ่น ตลอดสองข้างทางจะมีร้านขายของฝากจากชิชิบุ และอาหารท้องถิ่นให้เราได้เลือกซื้อกันด้วย ใครกำลังหาที่พักผ่อนในไซตามะละก็ ที่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีเลยละ

เพื่อนๆ สามารถชมดอกชิบะซากุระได้ตั้งแต่เวลา 8.00-17.00 น. ช่วงเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม ช่วงเทศกาลฮานามิจะเสียค่าเข้าชมคนละ 300 เยน นอกนั้นเข้าชมได้ฟรีตามปกติค่ะ วิธีเดินทางนั่งรถไฟสายเซบุ ชิชิบุ แล้วไปลงที่สถานีโยโคเสะ หรือสถานีเซบุ ชิชิบุ แล้วเดินต่ออีกปประมาณ 20 นาทีก็ถึงแล้วค่ะ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by 絶景ハンターJUN (@az.junichi) on

ข้อมูลเพิ่มเติม city.chichibu

6.สวนคุมากายะซากุระซึซึมิ (熊谷桜堤)

อีกหนึ่งสวนสาธารณะที่ควรค่าแก่การมาชมดอกไม้ผลิบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ อีกทั้งที่นี่ยังติดหนึ่งใน 100 สถานที่ชมดอกซากุระที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นด้วย นั่นก็คือสวนสาธารณะคุมากายะซากุระซึซึมิ ริมแม่น้ำอาราคาว่านั่นเอง เพราะที่นี่มีต้นซากุระกว่า 500 ต้นเรียงรายตลอด 2 กิโลเมตร ทอดตัวยาวไปจนถึงเมืองคุมากายะเลยละ จนกลายเป็นอุโมงค์ซากุระแสนโรแมนติก นอกจากจะได้มาชมดอกซากุระแล้ว เพื่อนๆ ยังสามารถซื้อขนมหรือว่าของกินจากร้านค้าตามทางมาจัดปาร์ตี้ หรือปิกนิกเล็กๆ ได้อีกด้วย แถมตอนกลางคืนก็มีการเปิดไฟที่ต้นซากุระสร้างความสวยงาม น่าประทับใจมากขึ้นไปอีก ที่สำคัญในบางปีก็จะมีดอกเรปซีด หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า นาโนะฮานะ ดอกไม้สีเหลืองเล็กๆขึ้นตามริมทางตัดกับสีชมพูของดอกซากุระ เป็นอะไรที่มองแล้วสบายตา รู้สึกสดใสขึ้นมาเลยละค่ะ

สำหรับงานเทศกาลชมดอกไม้ที่สวนสาธารณะคุมากายะซากุระซึซึมิ จะจัดขึ้นประมาณ 2 สัปดาห์ ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนถึงกลางเดือนเมษายน วิธีเดินทางจากสถานีรถไฟ JR Kumagaya Station เดินไปทางสวนริมน้ำ Arakawa Ryokuchi Park ใช้เวลาประมาณ 5 นาทีค่ะ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Japan Nikon  大輔 (@daisuke_clover) on

ข้อมูลเพิ่มเติม oideyo-kumagaya

7.สุสานร้อยถ้ำโยชิมิ (国指定史跡 吉見百穴)

ซากโบราณสถานที่มีมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 6 ว่ากันว่าข้างบนภูเขานั้นมีถ้ำทั้งหมด 219 ถ้ำ นับเป็นซากโบราณสถานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เนื่องจากเป็นวิวทิวทัศน์ที่หาชมได้ยาก จึงได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นสมบัติชาติอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งสุสานแห่งนี้ตั้งอยู่ในถ้ำบนภูเขาหินสีน้ำตาล ซึ่งปัจจุบันเพื่อนๆสามารถเข้าไปชมภายในถ้ำได้แล้วด้วย แถมข้างในยังมีต้นมอสที่เรืองแสงในเวลากลางคืนให้ชมกันอีกด้วย

สุสานร้อยถ้ำโยชิมิเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 8.30-17.00 น. เสียค่าเข้าชมคนละ 300 เยน นักเรียนประถม 200 เยน วิธีการเดินทางเพื่อนๆ สามารถนั่งรถไฟ JR สายทาคาซากิ หรือสายอุเอโนะโตเกียวที่มุ่งหน้าไปยังคาโงะฮาระ มาเอะฮาระ และทาคาซากิ สายใดสายหนึ่ง จากสถานีอุเอโนะไปยังสถานีโคโนซุ ประมาณ 50 นาที จากนั้นให้เดินออกทางประตูตะวันตก ไปขึ้นรถบัสท่องเที่ยวคาวาโกเอะ สายที่มุ่งหน้าไปยังสถานีทาคามัตสึ แล้วลงที่ป้ายหน้าสุสานร้อยถ้ำ จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 5 นาทีค่ะ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Masahito Daitoku (@masahitodaitoku) on


ข้อมูลเพิ่มเติม town.yoshimi

8.พิพิธภัณฑ์รถไฟ (鉄道博物館)

อย่างที่เราทราบกันดีว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการพัฒนาระบบขนส่ง และขึ้นชื่อเรื่องความทันสมัย ดังนั้นสำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเกี่ยวกับรถไฟ ที่พิพิธภัณฑ์รถไฟ จังหวัดไซตามะมีคำตอบให้เพื่อนๆแน่นอนค่ะ ซึ่งที่นี่มีการจัดแสดงขบวนรถไฟทั้งข้างนอกและข้างใน เมื่อเพื่อนๆ เข้ามาจะพบกับรถไฟรุ่นแรกที่ถูกใช้ในประเทศญี่ปุ่นยาวไปจนถึงรุ่นปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นรถไฟหัวรถจักรไอน้ำ หรือหัวรถจักดีเซล ชินคันเซ็นขบวนเก่า รถโดยสาร และรถบรรทุก โดยเพื่อนๆ สามารถเรียนรู้ถึงประวัติความเป็นมาของรถไฟแต่ละขบวนได้ รวมถึงระบบรถรางในประเทศญี่ปุ่น สำหรับใครที่อ่านคำอธิบายภาษาญี่ปุ่นไม่ออก ที่นี่ก็มีคำอธิบายภาษาอังกฤษให้สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่างเราด้วย นอกจากนี้เพื่อนๆ ยังสามารถทดลองขับรถไฟจำลอง ในราคา 200 เยน และสามารถแวะทานอาหารข้าวกล่องรถไฟได้อีกด้วย

พิพิธภัณฑ์รถไฟเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. เสียค่าเข้าชมคนละ 1,000 เยน วิธีเดินทางเพื่อนๆสามารถนั่งรถไฟ สาย New Shuttle จากสถานี JR Omiya ไปลงที่สถานี Tetsudo-Hakubutsukan แล้วเดินอีกประมาณ 2 นาทีค่ะ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by イクターチルドレン (@ikt.2270) on

ข้อมูลเพิ่มเติม railway-museum

9.พิพิธภัณฑ์กูลิโกะ (グリコピア・イースト)

นี่คือโรงงาน Glicopia East หรือพิพิธภัณฑ์กูลิโกะ เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงได้ง่ายขึ้น จึงตั้งอยู่ที่จังหวัดไซตามะ ซึ่งห่างจากโตเกียวเพียงแค่ 45 นาที ภายในพิพิธภัณฑ์จะแบ่งออกเป็นโซนต่างๆ อย่าง College Hall ที่เพื่อนๆสามารถเรียนรู้ประวัติของ Mr. Riichi Ezaki ผู้ก่อตั้งกูลิโกะ และวิวัฒนาการของขนมแครกเกอร์บิสโกะ ไม่ต้องห่วงว่าจะฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออกไม่เข้าใจ เพราะที่นี่เขามีไกด์นำเที่ยวให้ค่ะ

เพื่อนๆ ยังสามารถร่วมสนุกกับกิจกรรมต่างๆภายในโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเล่นเกมส์ต่างๆ ลุ้นรับของที่ระลึกฟรี ชมวิธีการทำป๊อกกี้แบบใกล้ชิด อีกทั้งยังสามารถช้อปปิ้ง ถ่ายรูป แถมยังได้ทานสินค้ากูลิโกะบางอย่างที่หาซื้อตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปไม่ได้ อย่างไอศกรีม โคลอน ช็อกโกแลตต่างๆ ที่สำคัญหากใครอยากออกแบบไจแอนท์ ป๊อกกี้ด้วยตนเอง ก็สามารถทำได้ด้วย แต่ต้องเสียเงินเพิ่มอีก 500 เยน ทว่าแลกกับป๊อกกี้ที่เราออกแบบเองเพื่อเป็นของขวัญหรือของที่ระลึกให้ใครสักคนละก็ ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่เลวเลยล่ะค่ะ

สำหรับที่นี่เปิดให้เข้าชมฟรี วันละ 4 รอบ  9.30, 11.00, 12.30, 14.00  ใช้เวลาชมรอบละ 70 นาที หยุดทุกวันศุกร์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ วันสิ้นปี และวันปีใหม่ วิธีเดินทางจากจากสถานีอุเอโนะ  นั่ง JR Ueno Line มาลงที่สถานี Kitamoto จากนั้นเดินออกประตูทางออกฝั่งตะวันออก แล้วต่อรถบัสของ Maru Ken Bus โดยรถบัสจะออกทุกๆ 1-2 ครั้งในแต่ละชั่วโมง  ตั้งแต่ 8.00 – 18.00 น. หรือจะต่อแท๊กซี่เข้าไปก็ได้ค่ะ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by sayaka☆ (@schna.u) on

ข้อมูลเพิ่มเติม glico

10.หมู่บ้านโอมิยะบอนไซ (大宮盆栽村)

ใครว่าบอนไซคือพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่ง จริงๆ แล้วไม่ใช่นะ เพราะบอนไซ คือต้นไม้ขนาดใหญ่ที่จับมาย่อส่วนลงในกระถางนั่นเอง ซึ่งถ้าหากมาที่หมู่บ้านแห่งนี้เพื่อนๆจะได้เพลิดเพลินกับการชมบอนไซตลอดทั้ง 4 ฤดูกาล นอกจากจะมีบอนไซให้ได้รับชมกันแล้ว เพื่อนๆ ยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติบอนไซแต่ละชนิดอีกด้วย แถมที่นี่ยังมีการจัดแสดงผลงานภาพวาด นอกจากนี้บริเวณชั้นสองของตัวพิพิธภัณฑ์ ยังมีคาเฟ่เล็กๆ ให้เพื่อนๆได้พักทานข้าวกล่องบอนไซชื่อดัง และแวะซื้อของที่ระลึกเกี่ยวกับบอนไซที่มีวางจำหน่ายภายในพิพิธภัณฑ์ได้อีกด้วย

หมู่บ้านโอมิยะบอนไซเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 9.00-16.00 น. หยุดทุกวันพฤหัสบดี และช่วงวันหยุดสิ้นปี ค่าเข้าชมคนละ 300 เยน เพื่อนๆสามารถเดินทางมายังโอมิยะบอนไซได้โดยนั่งรถไฟ JR Utsunomiya Line แล้วลงที่ Toro Station จากนั้นเดินออกประตูฝั่งตะวันออก แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5 นาทีก็ถึงแล้วค่ะ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Masaki Takashiro (@tacaciro) on

ข้อมูลเพิ่มเติม bonsai-art

มาถึงจังหวัดไซตามะทั้งทีก็ต้องไม่พลาดทานของอร่อยกันใช่ไหมล่ะคะ ทั้งปลาอะยุเมืองชิชิบุ ปลาไหลคาวาโกเอะ และซาอิฮาเทะ จิวเวอรี่ ขนมเยลลี่ผลไม้ชื่อดัง รวมถึงงานเทศกาลว่าวบินขนาดยักษ์ที่คาสุคาเบะ และเทศกาลสำหรับเหล่าผู้รักอนิเมะทั้งหลาย อย่างเทศกาลอนิตามะ ที่เพิ่งจัดขึ้นมาได้ไม่นานนี้เอง ใครไม่รู้จะไปเที่ยวไหนก็มาเที่ยวที่จังหวัดไซตามะกันนะคะ

ผู้เขียน baiosfalim