10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “ชิกะ” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

จังหวัดชิกะที่ ANNGLE จะพาเพื่อน ๆ ไปเที่ยวกันวันนี้ หลายคนอาจไม่ค่อยคุ้นหูนัก จังหวัดนี้ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของภูมิภาคคันไซ ใกล้กับเกียวโต เป็นที่ตั้งของทะเลสาบบิวะ ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น แถมยังขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งเมืองปราสาทด้วย นอกจากนี้พื้นที่กว่าหนึ่งในหกของจังหวัดชิกะยังถูกขนานนามว่าเป็นโอมิฮัคเค หรือแปดทิศอันงดงามแห่งโอมิ ถ้าอยากรู้ว่าจังหวัดชิกะมีทิวทัศน์สวยขนาดไหนละก็ ตามไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ !

1.ทะเลสาบบิวะ (琵琶湖)

ทะเลสาบบิวะ เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น โดดเด่นด้วยโทริอิกลางทะเลของศาลเจ้าชิราฮิเกะ ถึงจะไม่ใหญ่เหมือนโทริอิที่เกาะมิยาจิม่า แต่โทริอิแห่งนี้ก็เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ในการเข้าชมทะเลสาบ อีกทั้งยังสร้างความงดงามให้กับทิวทัศน์บริเวณนี้อีกด้วย ที่สำคัญเพื่อน ๆ ยังสามารถทำกิจกรรมทางน้ำอย่างพายเรือคายัค ตกปลา ตั้งแคมป์ ว่ายน้ำ หรือล่องเรือ Michigan เรืออเมริกันโบราณขนาดใหญ่ที่มีชั้นดาดฟ้าสามารถชมวิวแบบ 360 องศาได้ด้วย

บริเวณทะเลสาบบิวะยังมีสวนสาธารณะนากิซะตั้งเลียบไปกับทะเลสาบ ที่นี่จึงกลายเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินยอดนิยม เพราะเมื่อยามแสงอาทิตย์กระทบกับผิวน้ำแล้ว เป็นอะไรที่สวยงาม ควรค่าแก่การดูชมมาก ๆ ค่ะ นอกจากนี้บริเวณสวนแห่งนี้ยังเป็นจุดชมน้ำพุเต้นระบำซึ่งจะเปิดอยู่กลางทะเลสาบบิวะ ถือเป็นน้ำพุที่ยาวที่สุดในโลก แถมยังมีการเปิดไฟประดับที่น้ำพุตอนกลางคืนอีกด้วย

สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจล่องเรือชมทะเลสาบบิวะ มีทั้งแบบ Full Course 80 นาที ผู้ใหญ่ 2,780 เยน เด็ก 1,390 เยน และแบบด่วน 60 นาที ผู้ใหญ่ 2,260 เยน เด็ก 1,130 เยน ส่วนสวนสาธารณะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.30 น. และน้ำพุเปิดให้ชมทุกวันในช่วง 12.00-13.00 น. และ 18.00-20.00 น. ยกเว้นวันพุธที่ 2 และ 4 ของทุกเดือน วิธีเดินทางจากสถานีรถไฟ Hamaotsu เดินต่ออีกประมาณ 5 นาที หรือเดินจากสถานีรถไฟ JR Otsu ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม biwako

2. หออุคิมิโดะ วัดมังเกทสึจิ (満月寺浮御堂)

หออุคิมิโดะ เป็นส่วนหนึ่งของวัดมังเกทสึจิ ที่ตั้งอยู่บริเวณทะเลสาบบิวะ ในสมัยก่อนมีการวางพระพุทธรูปอมิตา 1,000 องค์ เพื่อใช้สำหรับการสวดมนต์ให้ทุกคนที่อาศัยอยู่บริเวณทะเลสาบปลอดภัย อีกทั้งที่นี่ยังมีชื่อเสียงเรื่องทิวทัศน์อันสวยงามของโอมิ โนะ คุนิ หรือหออุคิมิโดะ ที่สร้างยื่นออกไปยังทะเลสาบบิวะ เสมือนกำลังลอยตัวอยู่เหนือทะเลสาบ ที่นี่จึงกลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ผู้คนนิยมมาชมความงามของทะเลสาบบิวะรวมถึงพระจันทร์เต็มดวง และด้วยทัศนียภาพอันงดงามของหออุคิมิโดะ ที่นี่จึงถูกนำไปวาดในภาพคะตะตะ โนะ ราบุกัน หรือ ห่านป่าคืนสู่เหย้า ที่เป็นส่วนหนึ่งของแปดภาพวาดทัศนียภาพเขตโอมิ รวมถึงยังไปปรากฏอยู่ในบทประพันธ์ของ มัทซึโอะ บะโช กวีอันเลื่องชื่อชาวญี่ปุ่นในสมัยเอโดะอีกด้วย

หออุคิมิโดะ วัดมังเกทสึจิ เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. เสียค่าเข้าชม 300 เยน วิธีการเดินทางเพื่อน ๆ สามารถนั่งรถบัสจากสถานีรถไฟ JR Katata และเดินเท้าต่ออีกประมาณ 5 นาที จากป้ายรถประจำทาง Katata Demachi

ข้อมูลเพิ่มเติม biwako

3. ปราสาทฮิโกเนะ (彦根城)

ปราสาทฮิโกเนะ เป็นปราสาทแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ที่ยังคงเหลือเอาไว้ซึ่งตัวปราสาทหลัก คูเมือง กำแพง และประตู บริเวณรอบ ๆ ยังมีการสร้างอาคารเพิ่มเติมที่สามารถเดินชมงานนิทรรศการเกี่ยวกับปราสาทและระบบศักดินาของญี่ปุ่นในสมัยก่อนได้ ภายในปราสาทมีทั้งหมด 3 ชั้น ทั้งห้องนิทรรศการแสดงสมบัติของครอบครัวตระกูลต่าง ๆ อาวุธ เกราะ ชุดกิโมโนะ เครื่องดนตรีต่าง ๆ ลักษณะของตัวปราสาทโดดเด่นด้วยการผสมผสานกับสถาปัตยกรรมหลากหลายรูปแบบ ชั้นบนสุดของปราสาท เพื่อน ๆ ยังสามารถขึ้นไปชมทัศนียภาพโดยรอบปราสาทได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์และสวนหย่อม ซึ่งเป็นสถานที่ชมดอกซากุระในฤดูใบไม้ผลิ และข้าง ๆ ยังมีถนนช้อปปิ้งริมปราสาท ที่ให้บรรยากาศในสมัยอดีต เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ซึ่งเลียนแบบสถาปัตยกรรมจากสมัยเอโดะ เสมือนได้ย้อนเวลากลับไปอยู่ในยุคนั้นเลยค่ะ

ปราสาทฮิโกเนะ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 8.30-17.30 น. ปิดทำการทุกช่วงวันหยุดปีใหม่ เสียค่าเข้าชม 1,000 เยน ถ้าชมพิพิธภัณฑ์อย่างเดียว 500 เยน ถ้าเข้าชมทั้งปราสาท และสวนหย่อม 600 เยน วิธีการเดินทางจากสถานี Hikone เดินไปทางถนนเส้นหลักประมาณ 15 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม hikone

4. ปราสาทนากาฮาม่า (長浜城)

ปราสาทนากาฮาม่า ตั้งอยู่ที่เมืองนากาฮาม่า บริเวณริมทะเลสาบบิวะ หนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของจังหวัดชิงะ ซึ่งปัจจุบันบริเวณโดยรอบปราสาทกลายเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองนากาฮาม่า ที่ภายในสามารถชมเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของปราสาทในสมัยก่อนได้ด้วย อีกทั้งปราสาทแห่งนี้ยังถูกล้อมรอบด้วยสวนสาธารณะโทโยที่มีต้นซากุระมากกว่า 800 ต้น ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองนากาฮาม่า รวมถึงเป็นสวนสาธารณะยอดนิยมในการมาชมดอกซากุระบานด้วย ดอกซากุระที่นี่จะบานเต็มที่ในช่วงต้นเดือนเมษายน ถึงกลางเดือนเมษายน แถมในช่วงนั้นยังมีการเปิดร้านค้า การแสดง รวมถึงการเปิดโคมไฟส่องบริเวณสวนสาธารณะในช่วงค่ำคืนอีกด้วย

สำหรับที่นี่เปิดให้เข้าชมฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย ช่วงเวลาในการชมไฟประดับดอกซากุระจะมีตั้งแต่ช่วงพระอาทิตย์ตกจนถึงประมาณ 21.00 น. การเดินทางจากสถานีรถไฟนากาฮาม่า สายJR แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5 นาที

ข้อมูลเพิ่มเติม nagahama

5.วัดเอนริอาคุจิ (延暦寺)

วัดเอนริอาคุจิ เป็นหนึ่งในศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเท็นได ตั้งอยู่บนภูเขาฮิเอซัง ที่พาดระหว่างจังหวัดชิกะและเกียวโต ซึ่งภายในวัดแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนคือ “โทโด” ห้องโถงหลัก ซึ่งมีโบสถ์เอก หรือเนะโมะโตะ ไดโคโด ตั้งอยู่ตรงกลาง มีพระสงฆ์คอยสวดมนต์เติมน้ำมันโคมไฟบูชาพระประธานอยู่ตลอด ส่วนที่สอง “ไซโตะ” หรือเจดีย์ และวิหาร เป็นที่ตั้งของห้องโถงเก่าแก่ และสุดท้ายส่วนที่สาม “โยคาวะ” ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ห่างออกไปจากส่วนที่หนึ่งและสองประมาณ 2-3 กิโลเมตร จึงไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเข้าไปชมมากนัก วัดแห่งนี้ยังได้รับการยกย่องให้เป็นแหล่งมรดกโลกทางทรัพย์สิน และวัฒนธรรมของเกียวโตที่รักษาประเพณี และทัศนียภาพมามากกว่า 1,200 ปี รวมถึงในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเพื่อน ๆ ยังสามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีบริเวณวัดแห่งนี้ได้อีกด้วย

วัดเอนริอาคุจิเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00-16.00 น. เสียค่าเข้าชม 700 เยน ส่วนบริเวณห้องสมบัติ เสียค่าเข้าชม 500 เยน การเดินทางจากเมืองชิงะโดย Sakamoto Cablecar นั่งรถไฟ JR kosei Line จากสถานี แล้วเดินต่ออีกประมาณ 15 นาที หรือนั่งรถบัส 5 นาที ลงที่สถานีเคเบิ้ลคาร์ Sakamoto เดินต่ออีก 5-10 นาที ก็จะถึงบริเวณวิหารหลักแล้วค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม hieizan

6.วัดอิชิยามะ (石光山 石山寺)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by wako (@sapphire_wako) on

หนึ่งในภาพวาดของจันทร์เพ็ญ ฤดูใบไม้ร่วงที่อิชิยามะ ซึ่งเป็นหนึ่งในแปดภาพวาดทัศนียภาพของเมืองโอซึ วัดอิชิยามะสร้างขึ้นอยู่บนภูเขาหินขนาดใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมที่หาดูได้ยากในประเทศญี่ปุ่น ก่อตั้งโดยพระเถระโรเบน โซโจว ในสมัยนารา ซึ่งวัดแห่งนี้เป็นที่นิยมในการเดินทางมาแสวงบุญของผู้ที่เลื่อมใสในพุทธศาสนาสมัยก่อนนั่นเอง

ภายในเพื่อน ๆ สามารถชมห้องโถงหลัก และเจดีย์สองชั้น ที่ถูกบันทึกเป็นสมบัติชาติ อีกทั้งยังมีสวนดอกไม้ตามฤดูกาล ให้เดินชมกันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นดอกซากุระ ดอกซึซึจิ และดอกโชบุ เนื่องจากวัดอิชิยามะแห่งนี้มักถูกกล่าวถึงในบทประพันธ์ และวรรณคดีญี่ปุ่นบ่อย ๆ บริเวณห้องเกนจิ ซึ่งเมื่อก่อนถูกใช้เป็นสถานที่ในการประพันธ์บทกลอนของนักประพันธ์หญิงอย่าง มุราซากิ ชิคิบุ ที่นี่จึงกลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจ รวมถึงหอคันนง จุดชมพระจันทร์คืน 15 ค่ำ ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถมองเห็นพระจันทร์ดวงกลมโตได้อย่างเต็มตาเลยละค่ะ

วัดอิชิยามะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 8.00 – 16.30 น. เสียค่าเข้าชม 500 เยน การเดินทางเพื่อนๆสามารถเดินจากสถานี เคย์ฮัง อิชิยามะ ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม ishiyamadera

7.ศาลเจ้าฮิโยชิไทฉะ (日吉大社)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by 日吉大社 (@hiyoshitaisha.official) on

ฮิโยชิไทฉะเป็นศาลเจ้าที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาฮิเอในเมืองโอทสึ จังหวัดชิกะ เนื่องจากบริเวณนั้นเป็นเส้นทางอับโชค ที่นี่จึงขึ้นชื่อเรื่องการป้องกันโชคร้ายและหายนะทั้งปวง อีกทั้งที่นี่ยังเป็นศาลเจ้าหลักในการจัดงานเทศกาลซันโนะ ซึ่งภายในศาลเจ้าเพื่อน ๆ สามารถเดินชมห้องโถงกว่า 21 ห้องที่มีสถาปัตยกรรมก่อสร้างอันหาดูได้ยาก และมีการเก็บรักษาสมบัติทางวัฒนธรรมเอาไว้อย่างดี รวมถึงรูปลิงแกะสลักหินที่ตั้งอยู่บนแต่ละมุมของหลังคา

นอกจากศาลเจ้าฮิโยชิไทฉะ แม้แต่แม่น้ำโอมิยะที่ไหลผ่านข้าง ๆ และสะพานฮิโยชิซันเกียว ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมบัติชาติที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นด้วย หากมีโอกาสมาที่นี่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็อย่าลืมแวะมาชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ศาลเจ้าอิโยชิไทฉะนะคะ เพราะที่นี่มีต้นเมเปิ้ลกว่า 3,000 ต้น แถมตอนกลางคืนยังมีการตกแต่งไฟประดับเพื่อเพิ่มสีสันให้กับฤดูใบไม้ร่วงด้วย

ศาลเจ้าฮิโยชิไทฉะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 9.00-16.30 น. เสียค่าเข้าชม 300 เยน ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ตั้งช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม สำหรับการเดินทางเพื่อน ๆ สามารถเดินเท้า 20 นาที จากสถานีซากะโมโตะ หรือเดินเท้า 5 นาที จากสถานีรถไฟซากาโมะโตะค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม hiyoshitaisha

8.ศาลเจ้าโอมิจินกู (近江神宮)

ศาลเจ้าโอมิจินกู ถูกสร้างขึ้นบริเวณเชิงเขาทางตะวันตกของทะเลสาบบิวะ เพื่ออุทิศให้กับจักรพรรดิเทนชิ ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความโชคดี ความอุตสาหะ และนักวิชาการ อาคารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตามรูปแบบของศิลปะในยุคโชวะ อีกทั้งตัวศาลเจ้ายังโดดเด่นด้วยสีแดงสดใส และโทริอิที่มีความงดงามและสะดุดตาไม่แพ้ที่อื่นเลยละ สำหรับเพื่อน ๆ ที่เคยดูอนิเมะเรื่อง Chihayafuru อาจจะคุ้นเคยกับศาลเจ้าแห่งนี้ เพราะที่นี่เป็นสถานที่ในการจัดการแข่งขันคารุตะ หรือการ์ดเฮียวคุนิน ซึ่งแน่นอนว่าศาลเจ้าแห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในฉากการแข่งขันที่สำคัญด้วย

อีกทั้งทุกวันที่ 3 พฤศจิกายน ยังตรงกับเทศกาลยาคุซาเมะ ที่เพื่อน ๆ สามารถมาชมการขี่ม้ายิงธนูได้ รวมถึงยังสามารถชมนาฬิกาจับเวลาที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น เนื่องจากบริเวณศาลเจ้าเป็นพิพิธภัณฑ์นาฬิกาโอมิจินกู ที่สะสมนาฬิกาไว้กว่า 2,300 เรือน อย่างนาฬิกาโรอุโคคุ นาฬิกาน้ำที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น แถมยังมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับโอมิ จินกู ภาพวาด และเครื่องปั้นดินเผาให้เพื่อน ๆ ได้ชมกันอีกด้วย

ศาลเจ้าโอมิจินกู เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 9.30-16.30 น. ปิดทุกวันจันทร์ บริเวณที่เสียค่าเข้าชม 300 เยน การเดินทางเพื่อน ๆ สามารถนั่งรถไฟฟ้าเคอิฮัน สาย Ishiyama-Sakamota  ไปลงที่สถานี Omi Jingu-mae จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 9 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม oumijingu

9.พิพิธภัณฑ์มิโฮ (ミホミュージアム)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by alyssa (@alyssa_4190) on

พิพิธภัณฑ์มิโฮ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ออกแบบโดยโคยามะ มิโฮโกะ สถาปนิกสาวชาวญี่ปุ่น และ ไอ. เอ็ม. เพ สถาปนิกชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ตั้งอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์บนภูเขาชิงารากิ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้โดดเด่นด้วยโครงสร้างของเหล็กและกระจกที่แปลกตา ทำให้กลายเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากตั้งอยู่ภายในภูเขาลึก ระหว่างทางที่เดินเข้ามาเพื่อน ๆ จะได้เห็นบรรยากาศรอบ ๆ ค่อย ๆ เปลี่ยนไปตั้งแต่ปากอุโมงค์ทางเข้าที่มีแต่ความมืด เรื่อยมาจนเริ่มเห็นแสงสว่าง ภายในเพื่อน ๆ ยังสามารถชมผลงานที่จัดแสดงอยู่ชั้นใต้ดินโดยใช้แสงจากธรรมชาติส่องลงมา อีกทั้งยังมีผลงานเกี่ยวกับอารยธรรมโบราณของชาวอียิปต์ โรมัน และวัฒนธรรมเอเชียอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผลงานที่เราเห็นกันจะเป็นของสะสมส่วนตัวของคุณโคยามะ นอกจากนี้การจัดแสดงผลงานก็ไม่จำเจ เพราะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงทุก ๆ ปี แถมยังมีนิทรรศการพิเศษอันน่าตื่นตาตื่นใจอีกด้วย

พิพิธภัณฑ์มิโฮเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา10.00-17.00 น. ปิดทำการทุกวันจันทร์ เสียค่าเข้าชม 1,100 เยน วิธีการเดินทางจากสถานี Kyoto Station นั่งรถไฟ JR Tokaido Line ไปลงที่ Ishiyama Station แล้วนั่งรถบัส Teisan หมายเลข 150 ไปยังพิพิธภัณฑ์มิโฮ จากนั้นสามารถนั่งรถบัสฟรีของพิพิธภัณฑ์เข้าไปภายในได้เลย

ข้อมูลเพิ่มเติม miho

10.ลานสกีโอคุอิบุคิ (奥伊吹スキー場)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by グランスノー奥伊吹 (@okuibuki_ski) on

ลานสกีโอคุอิบุคิเป็นสกีรีสอร์ทที่รู้จักกันดีที่สุดในแถบคันไซ ด้วยพื้นที่อันกว้างขวาง แถมยังเดินทางสะดวก สำหรับคนที่รักกีฬาฤดูหนาวละก็ที่นี่ถือเป็นลานสกีที่ยอดเยี่ยมสุด ๆ ไปเลยละค่ะ เพราะเขามีการสร้างสโลปสำหรับเล่นสกีถึง 12 คอร์ส ไม่ว่าเพื่อน ๆ จะเป็นเพียงมือสมัครเล่น หรือเป็นมือโปรที่ผ่านมาหมดแล้วทุกสนามแข่ง ก็สามารถสนุกสนานไปกับสกีรีสอร์ทที่นี่ได้ ด้วยลานสกีที่ชันที่สุดถึง 46 องศา เหมาะสำหรับมือโปร และลานสกีหิมะคุณภาพดีสำหรับคุณหนู ๆ มีการติดตั้งสายพานที่อุโมงค์ไว้ให้ด้วย นอกจากนี้ยังมีอาคารเซนเตอร์เฮ้าส์ ที่ภายในมีทั้งศูนย์อาหาร ร้านขายของที่ระลึก โรงเรียนสอนสกีและสโนว์บอร์ด ร้านให้เช่าอุปกรณ์ พื้นที่สำหรับเด็ก และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ให้เพื่อน ๆ ได้สนุกสนานไปกับหน้าหนาวได้อย่างเต็มที่

ลานสกีโอคุอิบุคิเปิดให้ใช้บริการตั้งแต่เวลา 8.00 – 17.00 น. ตั๋วขึ้นลานสกีเต็มวันราคา 4,000-4,500 เยน ถ้าครึ่งวัน 3,000-3,500 เยน ส่วนราคาเช่าอุปกรณ์ทั้งชุดกีฬา แผ่นสกี และรองเท้าบู๊ท ราคา 7,000 เยน ต่อวัน ซึ่งราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามจำนวน และระยะเวลาในการเช่า

ข้อมูลเพิ่มเติม okuibuki

จังหวัดชิกะนอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องภาพโอมิฮัคเค ความสวยงามทั้งแปดทิศแล้ว เพื่อน ๆ ยังสามารถเพลิดเพลินกับเครื่องปั้นดินเผาชิการาคิรูปแรคคูนที่ถือเป็นของฝากยอดนิยมของที่นี่ได้ด้วยค่ะ ที่สำคัญเมื่อมาถึงจังหวัดชิกะห้ามพลาดชิมฟูนะซูชิ ซูชิแบบดั้งเดิมที่ใช้ปลาน้ำจืดหมักดอง รวมถึงเทศกาลฮิคิยามะมัตสึริอันโด่งดัง ที่จัดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิด้วย แล้วอย่าลืมแชะภาพมาอวดกันบ้างนะ !