10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “กรุงโตเกียว” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

บุกกรุงโตเกียว เมืองหลวงสุดไฮเทคของประเทศญี่ปุ่น และที่ตั้งของเหล่าย่านร้านค้าละลายทรัพย์มากมาย แม้กรุงโตเกียวจะมีพื้นที่เล็กเป็นอันดับ 3 ของประเทศญี่ปุ่น แต่กลับมีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 13 ล้านคน !! แถมยังมีรถไฟฟ้าทั้งบนดิน ใต้ดินครอบคลุมไปทั่วทั้งเมือง เล่นเอานักท่องเที่ยวอย่างเราปวดหัวได้เลยละค่ะ ใครจะมาเที่ยวโตเกียวละก็วางแผนกันให้ดี ๆ ละ อย่ารอช้า เตรียมกระเป๋าให้พร้อม แล้วไปบุกกรุงโตเกียวพร้อม ๆ กันเลย !

1. Tokyo Tower (東京タワー)

โตเกียวทาวเวอร์ คือหอส่งสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุประจำกรุงโตเกียว มีความสูงอยู่ที่ 333 เมตร โดยมีต้นแบบมาจากหอไอเฟลของฝรั่งเศส ด้วยความสูงและแสงสีส้มที่โดดเด่นยามค่ำคืน ทำให้ที่นี่กลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของกรุงโตเกียว โตเกียวทาวเวอร์เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปชมวิวด้านบนได้ โดยแบ่งระดับจุดชมวิวเป็น 2 ชั้นคือ Main observatory ที่ความสูง 150 เมตร และ Special observatory ที่ความสูง 250 เมตร หากวันไหนอากาศแจ่มใส สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ด้วยนะ ภายในของโตเกียวทาวเวอร์ยังมีพิพิธภัณฑ์หุ่นขึ้ผึ้ง พิพิธภัณฑ์สัตว์นํ้า หอศิลป์ ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก นอกจากนี้ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน- 6 พฤษภาคม จะมีไฮไลท์พิเศษคือ การประดับฝูงปลาคาร์ปจำนวน 333 ตัว ซึ่งมาจากความสูง 333 เมตร เพื่อต้อนรับเทศกาลวันเด็กในวันที่ 5 พฤษภาคม และยังมีการประดับไฟในช่วงเย็นของวันนั้นอีกด้วย

ที่นี่เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00 – 22.00 น.ซึ่งเพื่อน ๆ ต้องเสียค่าเข้าชมคนละ 900 เยน สำหรับ Main observatory จุดชมวิวชั้นแรก และ 1,600 เยน สำหรับ Special observatory จุดชมวิวชั้นบน สามารถเดินทางมายังโตเกียวทาวเวอร์ได้โดยรถไฟใต้ดินสาย Hibiya ลงสถานี Akabanebashi ทางออก Akabanebashi แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาที หรือนั่งรถไฟใต้ดินสาย Hibiya ลงสถานี Kamiyacho ทางออก 1 แล้วเดินต่ออีกประมาณ 100 เมตร

2. Tokyo Skytree (東京スカイツリー)

โตเกียวสกายทรี มีความสูงถึง 634 เมตร เป็นตึกที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นในเชียวนะ !! เพื่อนๆสามารถชมวิวกรุงโตเกียวได้รอบ 360 องศา ยิ่งไปกว่านั้นจุดชมวิวบนหอคอยยังมีให้เลือกถึง 2 ระดับเช่นกันคือ TEMPO DECK ที่ความสูง 350 เมตร และ TEMBO GALLERIA ที่ความสูง 450 เมตร นอกจากนี้เพื่อน ๆ ยังสามารถเดินช้อปปิ้งได้ที่ TOKYO Solamachi เปิดตั้งแต่ 10.00 – 21.00 น. มีของให้เลือกเยอะแยะเลยละค่ะ หรือจะเดินชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ SUMIDA AQURIUM ก็ได้ รวมถึงร้านขายของที่ระลึกและร้านอาหาร แต่ขอแนะนำว่าถ้าจะมาควรมาจองคิวหรือซื้อบัตรตั้งแต่เช้านะคะ เพราะคนเยอะมากจริง ๆ หรือถ้าเพื่อน ๆ คนไหนสะดวกจองผ่านเว็บไซต์ก็ได้ อีกอย่างหนึ่งก็คือนักท่องเที่ยวอย่างเราควรซื้อตั๋ว Same-day Ticket ที่ชมภายในวันนั้นเลย ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การชมวิวก็คือ ช่วงพระอาทิตย์ตกดินนั่นเองค่ะ ท้องฟ้าสีส้มค่อย ๆ ไล่ระดับสีลงไป สวยงามและโรแมนติกสุด ๆ เลย

สำหรับค่าธรรมเนียมเข้าชม สามารถชำระผ่านบัตรเครดิตได้นะคะ โดยจุดชมวิวแรก TEMPO DECK 2,060 เยน จุดชมวิวที่สอง TEMBO GALLERIA 3,090 เยน เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 8:00 – 22:00 น. โตเกียวสกายทรีตั้งอยู่ไม่ไกลจากย่านอาซากุสะ หากมาจากในโตเกียว สามารถเดินทางโดยนั่งรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro สาย Hanzomon ลงที่สถานี Oshiage หรือนั่งรถไฟสาย Tobu SKYTREE มาลงที่สถานี TOKYO SKYTREE ก็ได้ค่ะ

3. วัดเซนโซจิ (浅草寺)

วัดเซนโซจิ หรือที่นิยมเรียกกันวัดอาซากุสะ เนื่องจากตั้งอยู่บริเวณย่านอาซากุสะ เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงโตเกียว เมื่อเพื่อน ๆ เดินทางมาถึงจะพบกับซุ้มประตูสีแดงที่เรียกว่า คามินาริมน หรือ ประตูสายฟ้า โดยทางด้านข้างจะมียักษ์ยืนเฝ้าประตูอยู่ทั้ง 2 ฝั่ง รวมถึงโคมไฟสีแดงขนาดใหญ่ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของวัดแห่งนี้ ดังนั้นบริเวณนี้จึงเป็นเหมือนแลนด์มาร์คที่นักท่องเที่ยวมาถึงต้องมาถ่ายรูปกันนั่นเอง

พอเดินเข้ามาภายในวัดเพื่อนๆจะเห็นกระถางธูปขนาดใหญ่ ซึ่งมีความเชื่อว่าถ้าควักควันธูปเข้าหาตัวเองจะโชคดี หากเจ็บป่วยบริเวณไหนก็สามารถบรรเทาลงได้ และเมื่อมาถึงที่นี่ก็ต้องเข้าไปสักการะพระโพธิสัตว์คันนนหรือเจ้าแม่กวนอิม ที่เป็นที่เคารพนับถือของคนละแวกนี้ นอกจากนี้ยังมีเจดีย์ 5 ชั้น และสวนแบบญี่ปุ่นให้เดินชมกันอีกด้วย หากใครสักการะพระโพธิสัตว์เสร็จแล้วก็แวะไปเดินเล่นถนนนากามิเซะ ที่เป็นแหล่งรวมร้านอาหารและขนมต่าง ๆ โดยที่นี่มีกฎเหล็กว่าต้องยืนทานบริเวณหน้าร้านเท่านั้น เพื่อไม่ให้ขนมหกเลอะเทอะนั่นเอง

สำหรับการเดินทางมาที่วัดอาซากุสะ เพื่อน ๆ สามารถนั่งรถไฟใต้ดินสาย Ginza แล้วลงที่สถานี Asakusa เดินออกทางออกหมายเลข 1 หรือใช้รถไฟสาย Asakusa ลงที่สถานี Asakusa แล้วเดินออกประตู 4 หรือ 5 เดินต่ออีกประมาณ 3-5 นาทีค่ะ

4. พระราชวังโตเกียวอิมพีเรียล (皇居)

พระราชวังโตเกียวอิมพีเรียลเป็นพระราชวังของสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น โดยพระราชวังเดิมถูกระเบิดทำลายลงในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงย้ายจากเดิมที่ตั้งอยู่ที่เกียวโตมาไว้ที่โตเกียวและได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ เพื่อน ๆ สามารถเดินชมสะพานนิจูบาชิ เป็นสะพานโค้งคู่ หรือที่นิยมเรียกกันว่าสะพานแว่นตา เพราะเวลามองภาพสะท้อนจากในน้ำรูปร่างจะเหมือนแว่นตานั่นเอง

อีกที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเดินชมก็คือ สวนสาธารณะ Imperial Palace East Garden เป็นสวนสไตล์ญี่ปุ่นที่อยู่รอบซากปรักหักพักของปราสาทในสมัยก่อนบริเวณนี้คือสถานที่ตั้งเดิมของปราสาทเอโดะ รวมถึงอนุสาวรีย์คุสุโนกิ มาซาชิเงะ ซามูไรที่ได้รับขนานนามเรื่องความจงรักภักดี หากเพื่อน ๆ คนไหนอยากเข้าชมภายในพระราชวัง ต้องมาวันที่ 2 มกราคม และวันที่ 23 ธันวาคมเท่านั้น เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระจักรพรรดิ ซึ่งในวันนั้นเองท่านจะออกมาโบกมือกล่าวทักทายประชาชนด้วย

พระราชวังอิมพีเรียล เปิดทำการตั้งแต่เวลา 9.00 – 17.00 น.  ปิดทำการวันจันทร์และวันศุกร์ ไม่เสียค่าธรรมเนียมเข้าชม  วิธีเดินทาง เพื่อน ๆ สามารถนั่งรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro สาย M-Marunouchi Line (สีแดง) ลงที่สถานี M17-Tokyo ทางออก 6 หรือ นั่งรถไฟ JR สาย Yamanote Line (สายวงกลม-สีเขียว), Keihin-Tohoku Line (สีฟ้า) ลงสถานี Tokyo ทางออก Marunouchi Central

5. ตลาดปลาโทโยสุ (豊洲市場)

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Japan Awaits (@japanawaits) on

ตลาดปลาแห่งใหม่ที่มาแทนตลาดปลาซึกิจิที่ปิดตัวไปนั่นเอง เปิดเมื่อเดือนตุลาคมปี 2018 เพียงไม่นานก็กลายเป็นตลาดปลาที่คึกคักไม่แพ้ตลาดเดิมตั้งแต่ช่วงพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเลยละ ที่มีการซื้อขายสินค้าทางทะเลมากกว่า 2,000 ตันต่อวัน ภายในตลาดแห่งนี้ เพื่อน ๆ สามารถเดินชมอาหารทะเลสด ๆ ได้ หลายคนที่ไปถึงก็คงจะอดสังเกตความเร่งรีบของผู้คนภายในตลาดแห่งนี้ไม่ได้ รวมถึงรถบรรทุกที่ใช้ขนส่งปลาที่ขับผ่านไปผ่านมาด้วย

ตัวตลาดแบ่งออกเป็น 3 อาคาร สองอาคารจำหน่ายอาหารทะเล ส่วนอีกหนึ่งอาคารจำหน่ายผักและผลไม้ โดยแต่ละอาคารก็มีทางเดินเชื่อมถึงกันทั้งยังเชื่องต่อกับสถานีรถไฟ Shijo-mae ด้วย และหนึ่งในกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมมากที่สุดก็คือการชมการประมูลปลาทูน่านั่นเอง ซึ่งที่นี่เค้ามีจุดให้ยืนชมการประมูลผ่านกระจกใสบานใหญ่เลยนะ

ตลาดปลาโทโยสุเปิดตั้งแต่เวลาตีห้ายาวไปจนถึงห้าโมงเย็น หยุดทุกวันพุธและวันอาทิตย์ของทุกสัปดาห์ วิธีเดินทาง ให้เริ่มจากขึ้นรถไฟ JR สาย Yamanote ไปลงสถานี Yurakucho จากนั้นเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟใต้ดินสาย Yurakucho ไปสถานี Toyosu แล้วขึ้นรถไฟสาย Yurikamome ไปลงที่สถานี Shijo-mae ก็ถึงเลยค่ะ

6. โอไดบะ (お台場)

โอไดบะ เป็นเกาะศูนย์รวมความบันเทิงที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยการนำดินทรายมาถมทะเล ให้เกิดขึ้นเป็นเกาะ ยิ่งถ้าพูดถึงโอไดบะก็คงจะนึกถึง สะพานสายรุ้ง ที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองโตเกียวและเกาะโอไดบะเข้าด้วยกัน โดยการนั่งรถไฟสาย Yurikamome ซึ่งเป็นรถไฟที่ไม่มีคนขับ แล่นเลียบไปกับอ่าวโตเกียว ข้ามสะพานสายรุ้งไปยังเกาะโอไดบะ

ที่โอไดบะนี้เพื่อน ๆ ไม่ต้องไปไกลถึงอเมริกาก็สามารถถ่ายรูปกับเทพีสันติภาพได้ หรือจะแวะช้อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้าก็มีให้เลือกมากมายเลยละ ทั้งพาเลตทาวน์ ศูนย์รวมห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ห้างเลเชอร์แลนด์ ศูนย์รวมความบันเทิง ทั้งเกม คาราโอเกะ บ้านผีสิง ห้างไดเวอร์ซิตี้ โตเกียว พลาซ่า ที่ตั้งของหุ่นยนต์กันดั้มขนาดเท่าของจริง!! อีกทั้งยังมีคาเฟ่กันดั้ม ร้านค้า นิทรรศการเกี่ยวกับกัมดั้ม ใครเป็นแฟนกันดั้มห้ามพลาดเลยนะ พอพระอาทิตย์ตกดินก็แวะไปเก็บวิวบนชิงช้าสวรรค์เฟอริส ซึ่งเป็นชิงช้าสวรรค์ที่มีความสูงติดอันดับโลก สามารถมองเห็นสะพานสายรุ้งได้ด้วย หรือจะเป็นฟูจิทีวี ที่ข้างบนเปิดเป็นหอสังเกตการณ์สามารถชมวิวรอบเกาะโอไดบะได้ หากรู้สึกเหนื่อยล้าก็แวะไปแช่ออนเซ็นที่เอโดะ โมโนกาตาริ ที่ด้านในตกแต่งด้วยบรรยากาศสมัยเอโดะ ถือเป็นเมืองแห่งออนเซ็นของชาวโตเกียวเลยก็ว่าได้

วิธีเดินทาง เพื่อนๆสามารถนั่งรถไฟจากชินจูกุได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนสาย แล้วลงที่สถานี Tokyo Teleport เดินออกทางประตู A ใช้เวลาประมาณประมาณ 40 นาทีค่ะ หรือจะนั่งรถไฟที่เชื่อมต่อกับ JR Yamanote ที่สถานี Shimbashi ซึ่งรถไฟสายนี้แล่นผ่านทั่วเกาะโอไดบะเลยละค่ะ

7. ชินจูกุ (新宿区)

อีกหนึ่งย่านที่ไม่เคยหลับใหลของญี่ปุ่นก็คือ ชินจูกุนั่นเอง! สำหรับเพื่อน ๆ ที่จะมาเที่ยวชินจูกุ ขอบอกก่อนว่าที่นี่แบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกันคือ ฝั่งตะวันตกและตะวันออก เริ่มกันด้วยฝั่งตะวันตก เพื่อน ๆ สามารถสังเกตได้ง่าย ๆ เลย ถ้าเป็นฝั่งตะวันตกละก็ จะมีตึกสูงระฟ้าตั้งเรียงรายมากมาย เพราะเป็นย่านธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะแลนด์มาร์คอย่างอาคารศาลาว่าการมหานครโตเกียว ที่เปิดเป็นจุดชมวิวบนความสูงกว่า 200 เมตร ที่ชั้น 45 สามารถเข้าชมได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

ส่วนทางด้านฝั่งตะวันออกจะโดดเด่นด้วยสีสันตลอดทั้งวัน เพราะเป็นที่ตั้งของย่านคาบูกิโจ ซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งของเหล่าสถานบันเทิงยามราตรีที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น! ใครอยากมากิน ดื่ม ช้อปต้องที่นี่เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านค้า ร้านอาหาร เกมเซ็นเตอร์ โรงแรม บาร์ คาราโอเกะ ไนท์คลับ หรือแม้กระทั่งโฮสต์คลับ โดยบริเวณนี้จะเริ่มคึกคักตั้งแต่ช่วงหกโมงเย็นเป็นต้นไป ระหว่างรอฟ้ามืดก็สามารถเดินเที่ยวบริเวณอื่นได้ แม้จะเป็นแหล่งบันเทิงก็ยังมีศาลเจ้าตั้งอยู่ใกล้ๆ  ด้วยนะ อย่างศาลเจ้าฮานาโซโนะ ที่ตั้งอยู่ใกล้ย่านคาบูกิโจ ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ชมดอกซากุระที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง และทุกวันที่ 1 และ 2 สิงหาคมยังมีเทศกาลประจำปีให้เพื่อน ๆ ได้มาสัมผัสงานวัดฉบับชาวญี่ปุ่นด้วย

สำหรับเพื่อน ๆ ที่ต้องการมาย่านชินจูกุ สามารถมาได้หลายทาง โดยเฉพาะการโดยสารรถไฟ มีรถไฟหลายสายที่ผ่านสถานี JR Shinjuku ตะวันออก สาย Yamanote, สายหลัก Chuo, สาย Chuo Sobu, สาย Shonan Shinjuku, สาย Saikyo หรือรถไฟฟ้า Odakyu สาย Odakyu Odawara นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์รวมรถไฟอื่น ๆ อีกมากมาย เรียกได้ว่าสถานีชินจูกุเป็นสถานีที่วุ่นวายที่สุดในโลกเลยละค่ะ โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วนที่หลายคนเคยเห็นต้องมีพนักงานมาช่วยอัดคนเข้าไปตามคลิปในโซเชียลก็มาจากสถานีนี้นี่แหละ

8. ชิบูย่า (渋谷)

ชิบูย่าคือหนึ่งใน 23 เขตพิเศษของกรุงโตเกียวเช่นเดียวกับชินจูกุ มีร้านค้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า สถานบันเทิง แบรนด์เนมชั้นนำต่าง ๆ ตั้งอยู่รอบสถานีชิบูย่า นานวันเข้าก็ผุดขึ้นมามากมายจนกลายเป็นย่านขนาดใหญ่ที่คึกคักแห่งหนึ่งของกรุงโตเกียว มาเที่ยวชิบูย่าทั้งทีต้องไม่พลาดแลนด์มาร์คอย่าง 5 แยกชิบูย่า ที่มีผู้คนเดินไปมาพลุกพล่าน เรียกได้ว่าแทบชนกันเลยละ หลาย ๆ คนคงจะพอนึกแยกนี้ออกแล้วใช่มั้ยละ เพราะเรามักจะเจอแยกนี้ในหนังหรือ MV เนื่องจากที่นี่นิยมถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง

อีกแลนด์มาร์กที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือตึก SHIBUYA 109 ที่เป็นจุดเด่นของที่นี่ สาว ๆ คนไหนอยากช้อปในงบไม่แพงมาก แนะนำที่นี่เลยค่ะ ส่วนหนุ่ม ๆ ต้อง SHIBUYA 109 MEN’S เพราะเป็นห้างที่รวบรวมแฟชั่นสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ นอกจากนี้ถ้าได้ผ่านบริเวณสถานีชิบูย่า คงไม่ลืมที่จะแนะนำรูปหล่อของเจ้าฮาจิโกะ สุนัขยอดกตัญญูพันธุ์อากิตะด้วย ส่วนใครเบื่อช้อปปิ้งตอนกลางวันขอแนะนำ Center Gai เพราะที่นี่คึกคักตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะตอนกลางคืน เพราะมีทั้งคาราโอเกะ ร้านอาหาร บาร์ และไนท์คลับตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อน ๆ สามารถอยู่เที่ยวได้ทั้งวันเลยละ

การเดินทางมาชิบูย่าก็มีหลายทางเลือก เพื่อน ๆ สามารถนั่งรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro สาย G-Ginza , สาย F-Fukutoshin หรือสาย Z-Hanzomon แล้วลงที่สถานี Shibuya แต่ถ้านั่งรถไฟใต้ดิน Tokyu Den-en-toshi สาย Tokyo Toyoko ก็ถึงสถานี Shibuya ได้เหมือนกัน หรือจะนั่งรถไฟ JR สาย Yamanote แล้วลงที่สถานี Shibuya ก็ได้ค่ะ

9.ฮาราจูกุ (原宿)

หนึ่งในย่านสุดคึกคักของโตเกียว ที่เป็นแหล่งรวมตัวของเหล่าวัยรุ่นที่มีแฟชั่นแปลกแหวกแนว บริเวณที่ว่าก็คือถนนทาเคชิตะโดริ ตั้งอยู่ตรงข้าม JR สถานี Harajuku ตลอดความยาวของถนนเต็มไปด้วยร้านค้ามากมายให้เพื่อน ๆ ได้เลือกกัน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอาง ของใช้ต่าง ๆ ที่โดดเด่นกว่าที่อื่น ขึ้นชื่อว่ามีแฟชั่นสุดล้ำ แน่นอนว่าร้านค้าและของใช้ที่นี่ย่อมแปลกแหวกแนวตามไปด้วย รวมถึงร้านอาหาร และคาเฟ่น่ารัก เนื่องจากเป็นที่นิยมของกลุ่มวัยรุ่น โดยเฉพาะวันอาทิตย์ที่ย่านนี้จะเต็มไปด้วยแฟชั่นสุดจี๊ดอย่างคอสเพลย์ โลลิต้า สาวเมด หรือแม้แต่แฟชั่นแปลก ๆ ที่เราเคยเห็นกันตามนิตยสาร หรือในโทรทัศน์ ถือเป็นสีสันให้กับที่นี่ได้ดีเลยละค่ะ

นอกจากนี้เพื่อน ๆ ยังสามารถแวะไปศาลเจ้าเมจิที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงได้ โดยชาวญี่ปุ่นจะนิยมนำสาเกมาถวายแก่เทพเจ้า โดยจะนำมาวางเรียงไว้บริเวณทางเข้าข้างหน้าศาลเจ้า ก่อนจะเข้าไปข้างในต้องล้างมือและบ้วนปากก่อน เพราะถือเป็นการชำระร่างกายให้สะอาดนั่นเอง

วิธีเดินทางรถไฟ Tokyo Metro ให้ลงสถานี Meiji-Jingumae ทางออกหมายเลข 5 แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาที

10. อากิฮาบาระ (秋葉原)

ที่นี่คือแหล่งเครื่องใช้ไฟฟ้ากว่า 100 ร้านที่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เอาไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์  กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์มือถือ รวมถึงสินค้ามือสองต่าง ๆ โดยเฉพาะตึก Sofmap Akihabara ที่ตั้งอยู่บริเวณถนน ชุโอะ โดริ ซึ่งจะปิดถนนแล้วเปลี่ยนเป็นถนนคนเดินทุกวันอาทิตย์ประมาณ 13.00 – 18.00 น.

อากิฮาบาระยังเป็นสวรรค์ของเหล่าโอตาคุ เพราะเป็นแหล่งรวมสินค้าเกี่ยวกับการ์ตูนทั้งอนิเมะและมังงะ ชุดคอสเพลย์ ของสะสมหายากต่าง ๆ อย่างฟิกเกอร์ลิมิเต็ด รวมถึงตู้เกมจำนวนมาก อย่างร้าน GAMERS, Mandarake Complex, ตึกสถานีวิทยุอาคิบะ ไคคัน ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของอากิฮาบาระ นอกจากนี้หนุ่ม ๆ ต้องไม่พลาดกับเมดคาเฟ่ ที่รวบรวมสาวน้อยน่ารักคอยให้บริการเสิร์ฟอาหารแสนอร่อย พร้อมท่าทางสุดคาวาอี้ที่จะทำให้หนุ่ม ๆ ใจละลายไปตาม ๆ กันเลยละค่ะ ยิ่งใครเป็นแฟนคลับสาว ๆ วง AKB48 แล้วละก็ ต้องมาเที่ยวคาเฟ่ของพวกเธอที่นี่ให้ได้เลยนะ เพราะมีทั้งร้านจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับ AKB48 พร้อมลายเซ็นของพวกเธอด้วย ฟินสุด ๆ ไปเลย

การเดินทางมาอากิฮาบาระ เพื่อน ๆ สามารถนั่งรถไฟ JR สาย Yamanote ได้เลย เพราะสายนี้จะวิ่งเป็นวงกลม จึงสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยกับรถไฟญี่ปุ่น หรือจะนั่งสายเจอาร์ Chuo-sobu ก็จะช่วยประหยัดเวลาได้มากขึ้น สำหรับคนที่พอคุ้นเคยกับรถไฟที่ญี่ปุ่น

ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นแล้ว ค่าครองชีพจึงสูงกว่าที่อื่น เพื่อน ๆ อย่าลืมจัดสรรงบประมาณวางแผนกันให้ดี ๆ นะคะ เพราะที่กรุงโตเกียวมีแหล่งละลายทรัพย์มากมายจริง ๆ ไหนจะย่านร้านค้า คาเฟ่น่ารัก ๆ ที่บางแห่งมีแค่ที่นี่เท่านั้น ดังนั้นอย่าได้พลาดเชียวละ!