ตามล่าใบไม้เปลี่ยนสี ชื่นชมธรรมชาติสุดว้าวและวัฒนธรรมที่งดงามใน จ.ยามากาตะ

ยามากาตะ (山形) จังหวัดที่ชื่อมีความหมายว่า “รูปทรงของภูเขา” แห่งนี้เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีเสน่ห์ไม่แพ้จังหวัดใดในภูมิภาคโทโฮคุ ในบทความนี้ซึ่งเป็นบทความแรกจากทั้งหมดสามบทความในซีรีส์ท่องเที่ยวนี้ เราจะพาเพื่อน ๆ ไปชมใบไม้เปลี่ยนสีธรรมชาติที่งดงามในฤดูใบไม้ร่วงทั่วจังหวัดยามากาตะ และแนะนำกิจกรรมสนุกๆ ที่ได้ทำตลอดการเดินทางให้ทุกคนด้วย ถ้าเพื่อน ๆ พร้อมแล้วไปชมกันค่ะ

ชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีจากวัดเก่าแก่กว่า 1,000 ปี ที่ยามะเดระ

วิวของสะพานสีแดงจากเซนไดมุ่งสู่ยามาเดระ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

เราออกเดินทางจากโตเกียวโดยนั่งรถไฟชินคันเซ็นมุ่งหน้าสู่สถานีเซ็นได แล้วก็ต่อรถไฟท้องถิ่นไปยังสถานี Yamadera (山寺駅) ระหว่างทางเราได้เห็นวิวสะพานสีแดงที่สวยเกินบรรยาย เกือบถ่าบรูปไม่ทัน หยิบกล้องได้กดถ่ายรูปไว้ได้แค่ 1 ภาพถ้วน เก็บไว้เป็นที่ระลึกในการเดินทางสักหน่อยค่ะ

เดินทางมาถึงสถานีรถไฟ Yamadera มุ่งหน้าต่อไปยังวัดยามะเดระ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ถึงแล้ว สถานีรถไฟ Yamadera ใบไม้หลากสีออกมาต้อนรับที่สถานีเลยทีเดียว มีแผนที่บอกทางขึ้นเขาอยู่ด้วย ถ้าเห็นสะพานสีแดงแปลว่ามาถูกทางแล้วค่ะ

ระหว่างทางเดินไปยังทางขึ้นเขาเพื่อไปวัดยามะเดระมีร้านค้าต่าง ๆ มากมาย พร้อมกลิ่นหอม ๆ ของซุปอิโมะนิ (いも煮) ที่ต้มในหม้อเหล็ก ซึ่งประกอบด้วยคอนยัคคุ เผือก และผักอื่น ๆ เป็นเมนูท้องถิ่นที่ชาวยามากาตะนิยมรับประทานกัน อากาศหนาวๆ ถ้าได้ซดซุปอุ่น ๆ กับผักในหม้อคงจะช่วยให้มีแรงเดินขึ้นเขายามะเดระได้อย่างแน่นอน

ระหว่างทางขึ้นไปยังวัดยามะเดระ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ด้วยวิวทิวทัศน์ที่สวยงามประกอบกับความเก่าขลังของตัววัด ทำให้วัดยามะเดระแห่งนี้เป็นจุดหมายปลายทางที่พลาดไม่ได้เลยจริงๆ ค่ะ อาคารวัดหลายหลังสร้างอยู่บนภูเขา ซึ่งชื่อยามาเดระ (山寺) นี้ถ้าแปลตรงตัวจะแปลว่า “วัดภูเขา” แต่วัดนี้ก็มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการนะคะคือ วัดริชชะคุจิ (立石寺) ซึ่งเป็นวัดพุทธของนิกายเทนไดที่ก่อตั้งโดยจิคาคุ ไดชิ เมื่อปี ค.ศ. 860 กว่าจะไปถึงตัววัดเพื่อนๆ ต้องเดินขึ้นบันไดกว่า 1,000 ขั้นเชียวนะคะ ถ้ากำลังขาพร้อมแล้วก็ลุยค่ะ!

เดินขึ้นบันไดร่วม 1,000 ขั้นกว่าจะไปถึงด้านบน (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ใช้เวลาราวๆ 1 ชั่วโมงในการเดินจากทางขึ้นเขาไปถึงโอคุโนอิน (奥の院) ซึ่งเป็นบริเวณที่อยู่ด้านในสุดของยามะเดระ ทางบันไดเดินไม่ยาก แต่แค่เหนื่อยเท่านั้นเอง ระหว่างทางเดินบันได 1,000 ขั้นแวดล้อมไปด้วยต้นสนมากมาย รวมถึงรูปปั้นพระโพธิสัตว์และรูปปั้นพระพุทธรูปที่ปกคลุมด้วยมอสสีเขียว ดูสวยงามมาก ๆ ค่ะ นอกจากนี้เรายังจะได้ชมใบไม้เปลี่ยนสีกับวิวหลังคาวิหารงามๆ อีกด้วย

รูปปั้นมัตสึโอะ บาโช (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

วัดยามะเดระ จัดได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวติดอันดับต้น ๆ ของจังหวัดยามากาตะ ระหว่างทางขึ้นเขา เราจะได้เห็นรูปปั้นของกวีชื่อดังชาวญี่ปุ่น มัตสึโอะ บาโช ซึ่งเคยเดินทางมาที่นี่เมื่อปีค.ศ. 1689 ถ้าสังเกตดูจะเห็นศิลาจารึกที่สลักบทกวีของเขาบนเส้นทางขึ้นเขาด้วยค่ะ

คอนปอนจูโด สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมแห่งชาติญี่ปุ่น (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ด้วยความงดงามของทิวทัศน์และความเก่าแก่ของวัด ทำให้ที่นี่รับความนิยมในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปเยือน โดยอาคารใหญ่ด้านหน้านั้นถูกกำหนดให้เป็นสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมแห่งชาติ นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีส่วนต่างๆ ที่สร้างเอาไว้ในพื้นที่บนเขา จึงเป็นที่มาของคำว่า “Mountain Temple” หรือ “ยามะเดระ (山寺)” ในภาษาญี่ปุ่นตามที่เรียกกันติดปากจนลืมชื่อเต็มของวัดนี้ไปเลยล่ะค่ะ

คอนปอนจูโด (根本中堂) เป็นวิหารหลังใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าทางเข้าวัด ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมแห่งชาติ ตัวอาคารสร้างจากไม้บีชที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ด้านในมีพระพุทธรูปและสิ่งของโบราณเกี่ยวกับวัดจัดแสดงไว้ให้ได้ชมกัน

จิโสะซังที่ผู้คนนำมาวางเอาไว้ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ก่อนจะเดินต่อขึ้นสู่ยอดเขา ระหว่างทางก็มีรูปปั้นจิโสะซัง (地蔵さん) ตัวเล็ก ๆ หลายสิบตัวที่คนนำมาวางเรียงรายไว้ด้วย เชื่อว่าเพื่อขอพรให้เด็ก ๆ แข็งแรงและปลอดภัยค่ะ

วิหารโกะไดโด เป็นไฮไลท์ยามาเดระ จากตรงนี้สามารถชมวิวหุบเขาเบื้องล่างได้ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ในบรรดาสถาปัตยกรรมภายในยามาเดระ วิหารโกะไดโด (五大堂) ที่สวดอธิษฐานขอให้สันติภาพเกิดขึ้นแก่โลกถือเป็นสถานที่ที่แนะนำที่สุด เพราะจากวิหารสามารถชมวิวทิวเขา วิวเมืองโดยรอบ และอาคารบ้านเมืองด้านล่างได้อย่างสวยงามเลยค่ะ

วิวจากโกะไดโด (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

จากวิหารโกะไดโดจะมองเห็นวิวของเมืองตัดกับสีสันของใบไม้แดง ตอนที่เราไปเยือนต้นไม้บนภูเขากำลังเปลี่ยนสีสวยได้ที่เลยค่ะ แค่ได้เห็นวิวสวยๆ ตรงหน้าก็ช่วยให้ลืมความเหนื่อยจากการเดินขึ้นเขาได้เลยทีเดียว อย่าลืมเก็บภาพเป็นที่ระลึกกันสักนิด ก่อนโบกมือลาย้ายที่เที่ยวต่อไปค่ะ

ยามาเดระ (山寺)
ที่ตั้ง: 4456-1 Yamadera, Yamagata 999-3301
การเดินทาง: เดินประมาณ 5 นาทีจากสถานี Yamadera
เวลาทำการ: 8:00 น. – 17:00 น. (ไม่มีวันหยุด)
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 300 เยน

ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ภูเขาฮากุโระ ธรรมชาติก็สวย ประวัติศาสตร์ก็ขลังสุดพลัง

เดินขึ้นเขาฮากุโระ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

มาถึงจังหวัดยามากาตะแล้ว ต้องหาโอกาสไปเยือนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่มีตำนานกว่า 1,400 ปีในชูเกนโด (修験道) (ศาสนาเก่าแก่ที่ผสมผสานความเชื่อศาสนาชินโตและศาสนาพุทธเข้าด้วยกัน) ภูเขาฮากุโระ (羽黒山) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของพื้นที่โชไน ในเมืองสึรุโอกะ (Tsuruoka) จังหวัดยามากาตะ ที่ความสูง 414 เมตรจากระดับน้ำทะเล บนยอดเขาดังกล่าวเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าสำหรับสักการะเทพเจ้า Three Mountains of Dewa (出羽三山 เดวะซันซัง) ซึ่งประกอบด้วยภูเขาฮากุโระซัง ภูเขากัซซัง และภูเขายูโดโนะซัง

ภูเขาทั้งสามลูกเป็นสัญลักษณ์แห่งลัทธิศรัทธาภูเขาที่มีชื่อเสียงของจังหวัดยามากาตะ โดยภูเขาแต่ละลูกก็มีความหมายที่แตกต่างกันไปตามความเชื่อ ภูเขาฮากุโระซัง หมายถึง การเกิดและปัจจุบัน ภูเขากัซซัง หมายถึง ความตายและอดีต และภูเขายูโดโนะซัง หมายถึง การเกิดใหม่และอนาคต ซึ่งภูเขาฮากุโระเป็นภูเขาที่เดินทางไปถึงง่ายที่สุดค่ะ

เช่าชุดชิโรโชโซคุเพื่อเดินขึ้นเขา (Image credit: ครบเรื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ไหน ๆ เราก็จะไปเยือนภูเขาที่เป็นตัวแทนของการเกิดแล้ว เราก็ต้องแต่งตัวให้เข้ากับบรรยากาศกันสักเล็กน้อยนะคะ โดยวันนี้พวกเราได้เช่าชุดชิโรโชโซคุ (白装束) เป็นชุดสีขาวที่นักบวชญี่ปุ่นใส่เพื่อเดินขึ้นเขาในสมัยก่อนมาแต่งกันค่ะ จะได้มีฟีลลิ่งแบบนั้นจริง ๆ อิอิ

ใบไม้เปลี่ยนสีที่ภูเขาฮากุโระ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ช่วงเช้าอากาศไม่ค่อยดีมีฝนตก ส่วนช่วงสาย ๆ เริ่มมีแดดออก และใบไม้ก็เริ่มเปลี่ยนสีแล้ว โดยเฉพาะด้านบนสุดของภูเขาบริเวณศาลเจ้าที่ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีสันสดใสและสวยมาก ๆ น่าเสียดายที่ตัวศาลเจ้าที่กำลังซ่อมแซมอยู่ เท่าที่ดูหากเสร็จแล้วคงจะสวยงดงามมากแน่นอน ไว้มีโอกาสจะต้องกลับมาเยือนที่นี่อีกครั้งให้ได้ค่ะ

เดินขึ้นเขาฮากุโระ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

จากจุดเริ่มต้นขึ้นไปถึงยอดเขาฮากุโระต้องเดินขึ้นบันไดหินจำนวน 2,446 ขั้น เป็นระยะทาง 1.7 กิโลเมตร ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 90 นาที มีตำนานเล่าว่าที่บันไดมีการแกะสลักรูปถ้วย น้ำเต้า และดอกบัว จำนวน 33 จุด และถ้าคนใดที่เห็นทั้ง 33 จุด พรที่ขอเอาไว้ก็จะสมความปราถนา ครั้งนี้พวกเราหาเจอด้วยนะคะ แต่ไม่ครบ 33 จุดค่ะ

เจดีย์ไม้ห้าชั้น (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

สองข้างทางของบันไดหินมีต้นสนซีดาร์อายุ 300-500 ปีรวมๆ แล้วมากกว่า 400 ต้น ทำให้ที่นี่ได้รับ 3 ดาวจาก Michelin Green Guide Japan และได้รับการจดทะเบียนเป็นสมบัติพิเศษของชาติ ท่ามกล่างต้นสนซีดาร์ ที่นี่ยังมีเจดีย์ห้าชั้น (五重塔) ที่สร้างขึ้นในปี 937 ซึ่งว่ากันว่าเป็นเจดีย์ที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ และได้รับการจดทะเบียนให้เป็นสมบัติของชาติในปี 1966

ต้นสนคุณปู่ จิจิสุงิ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ข้าง ๆ เจดีย์ห้าชั้นมีต้นซีดาร์ยักษ์อายุ 1,000 ปี ที่รู้จักกันในชื่อ จิจิสุงิ (爺スギ สนซีดาร์คุณปู่) ซึ่งมีเส้นรอบวง 10 เมตร จริง ๆ แล้วข้าง ๆ กันเคยมีต้นสน บาบะสุงิ (婆スギ สนซีดาร์คุณย่า) อยู่คู่กันด้วยนะคะ แต่น่าเสียดายที่ถูกลมพายุพัดจนโค่นล้มไป

ภูเขาฮากุโระ (羽黒山)
ที่ตั้ง: Haguro-yama, Haguro-machi, Tsuruoka-shi, Yamagata
การเดินทาง: จากสถานี JR Tsuruoka ขึ้นรถบัสไปยังภูเขาฮากุโระโดย หากต้องการไปลงที่ยอดเขาให้ลงที่ป้ายสุดท้าย (ใช้เวลาประมาณ 50 นาที) หากต้องการลงที่จุดเริ่มต้นของเส้นทางเดินเขาให้ขึ้นรถบัสขบวนเดียวกัน แต่ลงที่ Haguro Center (ใช้เวลาประมาณ 35 นาที)

ชำระล้างร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์ด้วยอาหารพระ: โชจินเรียวริ

โชจินเรียวริ ที่ยอดเขาฮากุโระ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขาแล้ว แน่นอนว่าเราก็คงจะเหนื่อยล้าหมดแรง แต่ไม่ต้องกังวล เพราะที่นี่มีอาหารของพระที่เรียกว่า “ฮากุโระ ซันไซคัน” ไว้ให้พวกเราได้เติมพลังกันค่ะ โดยเป็นเมนูมังสวิรัติสไตล์ญี่ปุ่น หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า โชจินเรียวริ (精進料理) ในการเตรียมเมนูอาหารนี้ เชฟจะใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่มีตามธรรมชาติและฤดูกาลมาปรุง เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ไม่มีเนื้อสัตว์มาปะปนแต่อย่างใด

อาหารโชจินเรียวริบางส่วน (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

เมนูหนึ่งจากในเซ็ทอาหารมื้อนี้คือ เทมปุระดอกเบญจมาศ เพิ่งรู้ว่าดอกเบญจมาศก็สามารถนำมาทำเป็นเทมปุระได้ กินแล้วอร่อย หวานมาก ๆ นอกจากนี้ยังมีมีมันหวานญี่ปุ่นและฟักทองที่หวานมาก ๆ อร่อยลืมเคี้ยวเลยค่ะ

สำหรับไฮไลท์ที่เป็นจานหลักก็คือ เต้าหู้งาที่ราดซอสมิโสะกับน้ำตาล เนื้อสัมผัสเด้ง นุ่ม รสชาติหวานเหมือนพุดดิ้งเลย เชฟเล่าให้ฟังว่ามีคนต่างชาติมาขอเรียนทำเต้าหู้ แต่เค้าเรียนไปเพื่อจะทำเป็นของหวานนะคะ ไม่ใช่จานหลักเหมือนในโชจินเรียวริที่เรากินกันวันนี้ เป็นประสบการณ์ใหม่จริง ๆ

ห้องอาหารที่เรามากินกันในวันนี้ตั้งอยู่บนสุดของภูเขาฮากุโระใกล้กับศาลเจ้าเดวะซันซัง ซึ่งเปิดให้เป็นที่พักแรมสำหรับคนที่มาปีนเขาด้วย อาหารที่เสิร์ฟที่นี่เป็นอาหารที่นอกจากจะดีต่อสุขภาพกินแล้ว ยังช่วยให้มีกำลังในการปีนเขาด้วย (เค้าว่าอย่างนั้นค่ะ) แต่ต้องเดินขึ้นบันไดกว่า 2,446 ขั้นเชียวนะคะ กว่าจะมาถึงที่นี่ได้

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำคาโมะ: ยืนหนึ่งเรื่องแมงกะพรุนติดอันดับโลก ต้องที่นี่

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำคาโมะ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

เรายังคงอยู่ที่เมืองสึรุโอกะ ถ้ามาเยือนที่นี่แล้วต้องแวะพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำคาโมะ (加茂水族館) ค่ะ เพราะที่นี่เป็นศูนย์รวมแมงกะพรุนยืนหนึ่งในญี่ปุ่น มีแมงกะพรุนหลากหลายชนิดมาก ๆ จนได้รับการกล่าวขานว่า เป็น “Kurage Dream Theater” (クラゲドリームシアター) ที่แปลว่า โรงละครแมงกะพรุนในฝัน ซึ่งเป็นไฮไลท์เด็ดห้ามพลาดของที่นี่เลย

ด้านใน Kurage Dream Theater (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

“ตู้แมงกะพรุน” (Jelly fish) ของที่นี่มีขนาดใหญ่ยักษ์ด้วยเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เมตร เราจะเห็นเจ้าแมงกะพรุนลอยเต็มไปหมด ในตู้มีแมงกะพรุนสายพันธุ์ที่เรียกว่า “แมงกะพรุนพระจันทร์” (ミズクラゲ Moon Jellyfish) หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ Aurelia Aurita ที่เราไม่สามารถนับจำนวนได้ว่ามีกี่ตัวกันแน่เพราะเยอะมากจริง ๆ สวยเหมือนมีพระจันทร์ดวงเล็ก ๆ ลอยไปมา

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำคาโมะได้รับการบันทึกลงใน Guinness World Records ปี 2012 ว่าเป็น “ที่จัดแสดงแมงกะพรุนยิ่งใหญ่มากที่สุดอันดับ 1 ของโลก” (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

และสิ่งที่น่าสนใจก็คือ พิธภัณฑ์สัตว์น้ำคาโมะได้รับการบันทึกลงใน Guinness World Records ปี 2012 ว่าเป็น “ที่จัดแสดงแมงกะพรุนยิ่งใหญ่มากที่สุดอันดับ 1 ของโลก” เพราะมีการรวบรวมแมงกะพรุนหลากหลายสายพันธุ์เอาไว้ด้วยกัน โดยที่ยังไม่มีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ไหนในโลกนี้ทำได้เท่าที่นี่มาก่อนเลย …ว้าวตรงนี้ล่ะค่ะ

สัตว์ทะเลชนิดอื่นๆ ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำคาโมะ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ภายในพิพิธภัณฑ์ไม่ได้มีแค่แมงกะพรุนอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ ยังมีปลาน้ำจืดและปลาน้ำเค็มของจังหวัดยามากาตะ ให้เราได้ชมกันด้วย มีทั้งปลากระเบน ปลาแซลมอน มีตั้งแต่ปลาตัวใหญ่ไปจนถึงปลาตัวจิ๋วๆ ดูแล้วเพลินมากมายค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตู้ปลาขนาดใหญ่ที่มีการเรียงหินจำลองทะเลชายฝั่งแบบโขดหิน เป็นการแสดงให้เห็นสภาพท้องทะเลที่ปลาเหล่านี้อาศัยอยู่ได้อย่างสมจริง มีเต่าทะเล ดอกไม้ทะเล แลแมวน้ำด้วยนะคะ 

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำคาโมะ (加茂水族館)
ที่ตั้ง: 657-1 Okubo, Imaizumi, Tsuruoka City, Yamagata Prefecture, 997-1206
การเดินทาง: นั่งรถบัส 30 นาที จากสถานี JR Tsuruoka (鶴岡駅)
เวลาทำการ: 9:00–17:00 น.
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 1,000 เยน

วาดภาพฝึกสมาธิ ชมต้นสนหัวเห็ดอายุกว่า 400 ปี ที่วัดโซโคจิ

วัดโซโคจิ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

วัดโซโคจิ (總光寺) เป็นวัดนิกายเซนที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1384 ประตูวัดโซโคจิซันมอนสร้างเสร็จในปี 1811 เป็นไม้ที่แกะสลักไว้อย่างสวยงาม มีรูปแกะสลักของเทพผู้ปกป้องสิ่งชั่วร้ายทั้งสองด้านของประตู ซึ่งถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองซากาตะ (酒田市) ในจังหวัดยามากาตะอีกด้วยค่ะ

เอกลักษณ์ที่สวยงามของวัดแห่งนี้ก็คงจะเป็นงานแกะสลักไม้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวงกบประตู ฉากกั้นลวดลายมังกร แม้แต่ปลาที่มีความยาว 215 เซ็นติเมตรที่ใช้เคาะบอกเวลารับประทานอาหารก็วิจิตรบรรจง งดงาม และหาชมได้ยากค่ะ

ต้นสนซีดาร์รูปร่างเห็ดที่วัดโซโคจิ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

นอกจากนี้ในบริเวณวัดยังมี คิโนโกะ สุงิ (きのこ杉 ต้นสนซีดาร์รูปร่างเห็ด) กว่า 120 ต้นที่ปลูกอยู่ตามแนวทางของวัด ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นอนุสรณ์ทางธรรมชาติโดยรัฐบาลจังหวัดยามากาตะในปี 1956 กล่าวกันว่าต้นสนซีดาร์นี้ปลูกเมื่อประมาณ 400 ปีที่แล้ว และถูกตัดเล็มให้เป็นรูปเห็ดสวยงามโดยผู้ดูแลวัดซึ่งส่งต่อองค์ความรู้ต่อ ๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่น

ชะบุตสึ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

หากใครสนใจเกี่ยวกับการวาดรูปด้วยพู่กันญี่ปุ่นชะบุตสึ (写仏) และการเขียนตัวอักษรญี่ปุ่นด้วยพู่กัน ชะเคียว (写経) ก็มาลองวาดกันได้นะคะ สำหรับชะบุตสึ ที่นี่จะมีภาพต้นแบบให้เราได้ลองฝึกสมาธิผ่อนคลายกัน โดยแต่ละภาพจะใช้เวลาในการวาดแตกต่างกันไปตามความยากง่าย มีตั้งแต่ 10 นาทีไปจนถึง 90 นาที เราต้องเลือกแบบภาพที่จะวาดก่อน แล้วเลือกปากกาที่จะนำไปวาดคนละ 1 ด้าม คอร์สนี้มีค่าใช้จ่ายคนละ 1,500 เยน จะได้วาดภาพ 1 ภาพ พร้อมเซ็ตชาเขียวกับขนม 1 เซ็ต

หลังจากที่เลือกภาพและปากกาแล้ว พระจะสอนให้เราทำสมาธิก่อน โดยกำหนดลมหายใจเข้าและออกเพื่อให้มีสมาธิจดจ่อกับการวาดภาพ ห้ามพูดคุยกัน กิจกรรมนี้ทำให้เราผ่อนคลายได้เยอะเลยค่ะ

บรรยากาศในห้องวาดภาพให้ความรู้สึกเหมือนกับห้องเรียนมากๆ แต่วิวข้างนอกให้ความรู้สึกเป็นอีกอย่างเลยค่ะ การจดจ่อกับลมหายใจช่วยให้มีสมาธิในการลงเส้นปากกาและมีสติอยู่กับสิ่งที่กำลังทำ การวาดภาพช่วยให้เราค้นพบตัวตนของเรา และช่วยให้ได้อยู่กับตัวเองด้วยค่ะ

เพลิดเพลินไปกับชาและคุกกี้หลังวาดภาพชะบุตสึเสร็จ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

คอร์สนี้เมื่อเราวาดภาพแล้ว เรายังได้ดื่มชาเขียวร้อน ๆ พร้อมขนมคุกกี้น้ำตาลคุณภาพสูงเรียกว่า ราคุกัน ที่พิมพ์ลายเป็นรูปต้นสนซีดาร์รูปร่างเห็ดสัญลักษณ์ประจำวัดแห่งนี้ จิบชาเขียวไป มองวิวสวนสวยไป จิตใจสงบเหลือเกินค่ะ

วิวสวยๆ ของสวนโฮไรเอ็น (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

สวนสวยสไตล์ญี่ปุ่นโฮไรเอ็น (蓬莱園) ที่อยู่ด้านนอกเป็นหนึ่งในทิวทัศน์สวยงามที่สุดระดับประเทศ เป็นจุดที่พยายามสร้างให้เป็นแดนสุขาวดีตามแบบฉบับของเซน ซึ่งเราสามารถเข้ามาชมความงามตามธรรมชาติและทำสมาธิได้ สามารถมานั่งปล่อยใจให้ผ่อนคลายกับสวนสวยสไตล์ญี่ปุ่น ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการได้นั่งจิบชาเขียวและชิมขนมหวานไปชมสวนสวยที่เงียบสงบไปแบบนี้อีกแล้ว เพื่อนๆ สามารถดื่มด่ำอยู่ที่นี่ได้นานเท่าที่ต้องการเลยค่ะ

วัดโซโคจิ (總光寺)
ที่ตั้ง: 8 Sokojisawa, Sakata, Yamagata 999-6831
การเดินทาง: จากสถานี JR Amarume (余目駅) ต่อแท็กซี่ประมาณ 10 นาที หรือจากสถานี JR Sakata (酒田駅) ต่อแท็กซี่ประมาณ 10 นาที
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 400 เยน (เซ็ทชาเขียว 600 เยน)

โกดังข้าวซังเคียวโซโกะ

โกดังข้าวซังเคียวโซโกะ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

โกดังข้าวซังเคียวโซโกะ (山居倉庫) สร้างขึ้นในปี 1893 เป็นสัญลักษณ์ของเมืองท่าซากาตะ ประกอบด้วยโกดัง 12 หลังที่ใช้สำหรับเก็บข้าวเท่านั้น โดยในจำนวนนี้มี 9 โกดังที่ยังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ส่วนที่เหลือได้รับการปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ข้าวโชไนและซากาตะ ยูเมะโนะคุระ

สิ่งของที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ข้าวโชไนและซากาตะ ยูเมะโนะคุระ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ข้าวโชไนจัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับข้าวในพื้นที่โซไน รวมถึงประวัติการปลูกข้าวและแสดงเครื่องมือที่ใช้ในฟาร์มและของใช้ในชีวิตประจำวันที่ใช้ในอดีต นอกจากนี้ยังจัดแสดงภาพแสดงบ้านไร่แบบดั้งเดิมในสมัยก่อนและวิธีการขนข้าวเข้าและออกจากโกดังอีกด้วย ที่นี่มีโซนโอชินด้วยนะคะ ใครเป็นแฟนละครโอชินน่าจะคุ้นเคยดี

ของที่ระลึกต่างๆ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

สำหรับซากาตะ ยูเมะโนะคุระ นั้นเป็นร้านที่เน้นขายของที่ระลึกเป็นหลัก นักท่องเที่ยวจะได้พบกับของฝากมากมาย ทั้งข้าวแบรนด์ท้องถิ่น ผ้าไหม งานแฮนด์เมดต่าง ๆ ในตัวอาคารประกอบด้วยโกดัง 2 ใน 3 หลังที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ภายในอาคารเลยดูทันสมัยกว่าภายนอก ข้าวโชไนนั้นพิถีพิถันมาก โดยมาเป็นข้าวใหม่ถุงเล็ก ๆ ซื้อกลับก็หิ้วได้ง่าย ๆ เหมาะแก่การเป็นของฝาก ข้าวที่เป็นแพ็คเกจแบบสุญญากาศก็มีค่ะ

ต้นเซลโกวาด้านหลังโกดังข้าว (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ด้านหลังโกดังข้าวมีแนวต้นเซลโควา หรือต้นเคยากิ (欅) ในภาษาญี่ปุ่น อายุ 150 ปี กว่า 36 ต้นขึ้นเรียงราย ต้นไม้เหล่านี้ไม่เพียงแต่ให้ร่มเงาเท่านั้น แต่ยังช่วยปกป้องอาคารทั้ง 12 หลังจากลมอีกด้วย ผู้คนในซากาตะต่างชื่นชมและยกย่องโกดังข้าวซังเคียวโซโกะและต้นเซลโควาเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองและเป็นสัญลักษณ์ของเมืองด้วยค่ะ

ใบไม้เปลี่ยนสีทำให้โกดังดูสวย (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

โกดังข้าวซังเกียวโซโกะ
ที่ตั้ง: 1 Chome-1-8 Sankyomachi, Sakata, Yamagata 998-0838
การเดินทาง: จากสถานี JR Sakata (酒田駅) นั่งรถบัสไปลงที่ป้าย Sankyo-soko Mae ใช้เวลา 10 นาที
เวลาทำการ:
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ข้าวโชไน: 9.00-17.00 น. (-16.00 น. ในเดือนธ.ค.) (ปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค. ถึงสิ้นเดือนก.พ.)
ยูเมะโนะคุระ: 9.00-18.00 น. (มี.ค.-พ.ย.) / 9.00-17.00 น. (ธ.ค.-ก.พ.) (ปิดวันปีใหม่)
ค่าเข้า: พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ข้าวโชไน 300 เยน ยูเมะโนะคุระ เข้าฟรี

Sanno Club มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ของเมืองซากาตะ

Sanno Club (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

Sanno Club (山王くらぶ) สร้างขึ้นในปี 1895 เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นชั้นสูงที่มีชื่อเสียงในเมืองซากาตะมานานว่า 100 ปี สมัยก่อนจะมีไมโกะและเกอิชาคอยให้ความบันเทิงภายในร้าน แต่หลังร้านได้ปิดตัวลงในปี 1999 อย่างถาวร อาคารหลังนี้ก็ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ โดยภายในจัดแสดงนิทรรศการหลายประเภท เช่น สิ่งของที่เกี่ยวข้องกับเรือบรรทุกสินค้าคิตะมาเอะในสมัยเอโดะ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ชมกันต่อไปค่ะ

อาคารที่ตั้งของ Sanno Club ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ของประเทศญี่ปุ่นในปี 2003 และต่อมาในปี 2008 อาคารนี้ก็ถูกบริจาคให้เป็นทรัพย์สินสาธารณะของเมืองซากาตะ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมและปรับปรุงให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ด้านล่างทำเป็นคาเฟ่เสิร์ฟชากาแฟ เผื่อว่าใครอยากดื่มด่ำธรรมชาติสไตล์ญี่ปุ่นก็แวะกันมาได้ค่ะ

คาสะฟุกุ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

บริเวณชั้นสองจัดแสดงคาสะฟุกุ (傘福) หรือร่มแห่งความโชคดี ซึ่งเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลยค่ะ โดยเป็นผลงานศิลปะของคุณจูซาบุโร่ สึจิมุระ ช่างทำตุ๊กตาชื่อดัง คาสะฟุกุจัดเป็นเครื่องประดับแขวนที่มีชื่อเสียง โดยคำว่า ‘คาสะ’ หมายถึง ‘ร่ม’ ส่วน ‘ฟุกุ’ หมายถึง ‘โชคลาภ’ นั่นเองค่ะ

มาลองทำคาสะฟุกุของตัวเองกันดูนะ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

ในสมัยก่อนผู้หญิงมักจะประดิษฐ์ตุ๊กตาผ้าเหล่านี้เอาไว้เพื่อเป็นตัวแทนเพื่อขอพรที่วัดให้สิ่งที่ขอนั้นสมหวังดังตั้งใจ โดยรูปร่างจะเป็นตุ๊กตาผ้าที่เย็บในดีไซน์แตกต่างกัน และแต่ละดีไซน์ก็มีความหมายที่ดีด้วยนะคะ เช่น กระต่ายจะช่วยปกป้องจากสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง, ปลาทองจะช่วยให้หายจากการเจ็บป่วย, กระสอบข้าวจะช่วยให้ผลผลิตการเกษตรดี, เป็ดแมนดารินจะให้ชีวิตแต่งงานดี ฯลฯ ซึ่งคาสะฟุกุนั้นโด่งดังจนกลายเป็นงานเทศกาลประจำปีของเมืองซากาตะที่จัดในเดือนพฤษภาคมของทุกปี สำหรับตุ๊กตาก็นิยมทำเป็นของขวัญ ของชำร่วยในงานแต่งงาน หรือนำไปให้เด็กที่เกิดใหม่ เป็นต้น

ถ้าใครอยากลองทำงานตุ๊กตาผ้าก็สามารถจองเข้าร่วมกิจกรรมเวิร์คช็อปได้นะคะ ในราคาคนละ 1,000 เยน เราจะได้เย็บตุ๊กตาผ้าด้วยตัวเอง หรือใครเวลาน้อยแต่ชอบงานประดิษฐ์ ก็ซื้อชุด Kit กลับบ้านไปเป็นของฝาก หรือนำไปทำตุ๊กตาเองก็ได้ ชุดละ 1,000 เยน เช่นกันค่ะ

Sanno Club (山王くらぶ)
ที่ตั้ง: 2-2-25 Hiyoshicho, Sakata, Yamagata 998-0037
การเดินทาง: จากสถานี JR Sakata (酒田駅) นั่งแท็กซี่ประมาณ 6 นาที
ค่าเข้าชม: 410 เยน/คน
เวลาทำการ: 9.00 น.-17.00 น. (ปิดวันอังคารและวันปีใหม่)

รอติดตามทริปต่อไปของเราที่อาคิตะและฟุคุชิมะ

ตัวอย่างวิวใบไม้เปลี่ยนสีที่อาคิตะและฟุคุชิมะ (Image credit: ครบเครื่องเรื่องญี่ปุ่น)

เป็นยังไงบ้างคะ การเดินทางตามหาวิวใบไม้แดงสวยๆ ของเรายังไม่จบแค่นี้นะ! รอติดตามการเดินทางตามหาเสน่ห์ฤดูใบไม้ร่วงของโทโฮคุกันต่อได้ในบทความหน้าเร็วๆ นี้ค่ะ!