ทริปตะลุยญี่ปุ่นตอนเหนือ นั่ง Joyful Train สัมผัสเสน่ห์โทโฮคุ [ตอนจบ]

ผ่านมา 3 วันแล้วสำหรับทริปตะลุยโทโฮคุของพวกเรา มาต่อกันที่การเดินทางช่วง 2 วันที่เหลือกันค่ะ บอกเลยว่ามีไฮไลท์เด็ดๆ รออยู่อีกเพียบ ถ้าพร้อมแล้วก็ไปกันเลย

สำหรับใครที่พลาดตอนแรกไป ก็สามารถกลับไปอ่านตอนแรกก่อนได้ที่ Joyful Trip with Joyful Train เที่ยวโทโฮคุตอนเหนือแบบชิวๆ [ตอนแรก]

DAY 4: Toreiyu Tsubasa → Ginzan Onsen

วันนี้ก็ต้องตื่นเช้าเพื่อเดินทางกันไกลอีกแล้ว เพื่อไปที่ กินซันออนเซ็น (Ginzan Onsen) ที่เที่ยวชื่อดังที่คนไทยหลายคนน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ก่อนจะไปถึงจุดมุ่งหมายหลักของวันนี้ ระหว่างทางเราก็มีอีกไฮไลท์หนึ่งคือ การนั่งรถไฟ Toreiyu Tsubasa หรือรถไฟออนเซ็นเท้านั่นเองค่ะ

รถไฟออนเซ็นเท้า Toreiyu Tsubasa

เราเริ่มการเดินทางของวันนี้ด้วยการนั่งชินคันเซ็นออกจากเมืองโมริโอกะ มุ่งหน้าสู่สถานีฟุคุชิมะ (Fukushima Station) เพื่อขึ้นรถไฟไฮไลท์ของเรา Toreiyu Tsubasa เมื่อขึ้นไปบนรถไฟแล้วสิ่งแรกที่ต้องทำก็คือไปจับจองเวลาแช่เท้าก่อนเลย โดยเราได้รอบเวลา 11:00-11:15 มาค่ะ ก่อนจะถึงเวลาแช่ออนเซ็นเท้า เราก็ไปเดินทัวร์รถไฟขบวนนี้กันก่อน

หน้าตาของรถไฟ Toreiyu Tsubasa
สัญลักษณ์ของรถไฟ Toreiyu Tsubasa จะเห็นว่าโลโก้มีผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดยามากาตะอย่างลูกแพร์ เชอรรี่ องุ่น เป็นต้น

รถไฟ Toreiyu Tsubasa วิ่งเชื่อมระหว่างสถานีฟุคุชิมะ (Fukushima Station) ในจังหวัดฟุคุชิมะ ไปจนถึงสถานีชินโจ (Shinjo Station) ในจังหวัดยามากาตะ เป็นรถไฟชินคันเซ็นที่มีบ่อออนเซ็นสำหรับแช่เท้าที่เรียกว่า อาชิยุ (足湯) ซึ่งระหว่างที่แช่เท้าเราสามารถชมวิวข้างนอกไปด้วยได้ แบ่งออกเป็นสองบ่อใหญ่ๆ โดยในรถไฟตู้ที่ 15 จะเป็นเล้าจ์สำหรับนั่งเล่นหลังแช่เท้า มีที่นั่งที่สามารถจิบเครื่องดื่มและรับประทานของว่างหลังจากแช่เท้าเสร็จแล้วได้ ซึ่งจะมีเครื่องดื่มที่ใช้วัตถุดิบจากจังหวัดยามากาตะอย่างเช่น เหล้าสาเก ไวน์ ไซเดอร์ และน้ำผลไม้ต่างๆ ให้บริการ

เกี่ยวกับการเข้าแช่ออนเซ็นเท้าบน Toreiyu Tsubasa
บัตรเข้าออนเซ็นเท้าบน Toreiyu Tsubasa จะถูกจำหน่ายแบบใครมาก่อนได้ก่อน และไม่สามารถจองล่วงหน้าได้ ถ้าเพื่อนๆ สนใจแช่ออนเซ็นเท้า ขอแนะนำให้รีบไปจับจองบัตรกันหลังจากขึ้นรถไฟนะคะ
ราคาบัตร: 450 เยน / คน
ระยะเวลาที่แช่ออนเซ็น: 15 นาที
บ่อออนเซ็นสำหรับแช่เท้าที่เรียกว่า อาชิยุ จะตั้งอยู่ที่ตู้สุดท้ายของรถไฟ
ในตู้ที่ 15 เป็นเล้าจ์นั่งเล่นหลังแช่เท้า มีที่นั่งที่สามารถจิบเครื่องดื่มและรับประทานของว่างได้
เลาจ์ขายเครื่องดื่มและอาหารว่างในตู้ที่ 15

ส่วนที่ตู้อื่นๆ จะเป็นส่วนของที่นั่งซึ่งตกแต่งในสไตล์ญี่ปุ่น ปูด้วยเสื้อทาทามิ และมีเบาะรองนั่งที่ออกแบบเป็นลายหมากรุกโซกิที่เป็นของขึ้นชื่อของเมืองเทนโด ในจังหวัดยามากาตะเอง นอกจากนั้นยังมีกิมมิคเล็กๆ ในการซ่อนผลไม้ขึ้นชื่อของยามากาตะเอาไว้ด้วยตามที่นั่งในรถไฟแต่ละตู้อีกด้วย

ส่วนของที่นั่งซึ่งตกแต่งในสไตล์ญี่ปุ่น ปูด้วยเสื้อทาทามิ และมีเบาะรองนั่งที่ออกแบบเป็นลายหมากรุกโซกิ
บริเวณที่นั่งมีการซ่อนกิมมิคเล็กๆ อย่างผลไม้ที่อยู่ในโลโก้เอาไว้ด้วย หาเจอไหมคะ

เมื่อรถไฟเริ่มออกเดินทางเราก็กลับมานั่งที่นั่งของเรา โชคดี(?)เราได้ไปซื้อขนมกับเครื่องดื่มเตรียมไว้ ในช่วงระหว่างที่รอเวลาจะไปแช่ออนเซ็นเท้า เราก็เอามากินรอกันก่อน เป็นการจัดปาร์ตี้เล็กๆ นั่งมองวิวสวยๆ จากที่นั่งค่ะ

ก่อนจะถึงคิวของเราสักประมาน 15 นาที เราก็ไปรอกันที่ตู้ที่ 15 ก่อน จากนั้นทางพนักงานจะเรียกเราไปเตรียมตัวพร้อมแจกผ้าผืนเล็กๆ ไว้เพื่อให้เราเช็ดเท้าหลังจากที่แช่เสร็จแล้ว

เมื่อถึงเวลา พนักงานก็จะเรียกเราเข้าไป พร้อมอธิบายว่าควรจะทำยังไง ซึ่งเราจะมีเวลาแช่ 15 นาที เมื่อหมดเวลาแล้ว พนักงานจะมาเรียกอีกที หลังจากที่ได้ฟังอธิบายทุกอย่างเรียบร้อย ก็ถึงเวลาแช่แล้วจ้า

น้ำอุ่นกำลังสบายเลยละ แถมระหว่างที่แช่ยังได้เห็นวิวสวยๆ ตลอดทาง ทำให้รู้สึกสบายขึ้นมามากทีเดียวค่ะ

มาแช่เท้าสบายๆ กันเถอะ
แช่เท้าไป ดูวิวไป ถ่ายรูปไป อะไรจะดีขนาดนี้

หลังจากที่หมดเวลา 15 นาที เราก็ออกมาแล้วไปนั่งพักที่ตู้ที่ 15 อีกครั้ง เราลองสั่งไซเดอร์ที่พนักงานแนะนำมาลองชิม เค้าแนะนำว่าเครื่องดื่มพวกนี้ใช้วัตถุดิบจากจังหวัดยามากาตะ (น่าสนใจมาก)

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างๆ ที่ใช้วัตถุดิบจากจังหวัดยามากาตะ

ในระหว่างที่ชิลอยู่นี้เราก็ดื่มไซเดอร์อร่อยๆ ไปพร้อมกับชมวิวนอกหน้าต่าง ซึ่งวิวจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ตอนที่เรามาคือหน้าร้อน ก็จะเห็นเป็นทุ่งข้าวสีเหลืองอร่าม แต่ถ้ามาช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็เห็นวิวต้นไม้จะเป็นสีแดง ส่วนฤดูหนาวทุกอย่างก็จะถูกปกคลุมด้วยหิมะกลายเป็นสีขาวโพลน

ส่วนตัวไม่ได้คาดหวังว่าตัวรถไฟและประสบการณ์ในการแช่ออนเซนเท้าบวกกับวิวที่ได้เห็นจะดีขนาดนี้ เลยรู้สึกประทับใจมาก คิดว่าคุ้มค่าจริงๆ ค่ะที่ได้มานั่งรถไฟขบวนนี้ เหมาะมากสำหรับการพาครอบครัวที่มีผู้สูงอายุไป หรือแม้แต่คู่รักหนุ่มสาวหรือกลุ่มเพื่อนก็สนุกได้ทั้งนั้น ถือเป็นรถไฟ Joyful Train อีกหนึ่งขบวนที่อยากแนะนำให้ทุกคนได้มาลองนั่งสักครั้งค่ะ

Toreiyu Tsubasa วิ่งระหว่างสถานีฟุคุชิมะ (Fukushima Station) และสถานีชินโจ (Shinjo Station) แต่วันนี้เราลงที่สถานีโออิชิดะ (Oishida Station) เพื่อที่จะไปต่อรถบัสไปยังกินซันออนเซ็น (Ginzan Onsen) โดยรถบัสจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาทีก็ถึงที่หมายของเรา

Ginzan Onsen หมู่บ้านแห่งออนเซ็น

มาถึงแล้ว “กินซันออนเซ็น” ชื่อดังแห่งจังหวัดยามากาตะ

กินซันออนเซ็น เป็นหมู่บ้านออนเซ็นที่ตั้งอยู่ในเมืองโอบานาซาวะ จังหวัดยามากาตะ ตั้งอยู่ใกล้กับเส้นแบ่งเขตจังหวัดอิวาเตะ หมู่บ้านแห่งนี้เรียงรายไปด้วยเรือนไม้สไตล์ญี่ปุ่นโบราณที่อยู่เลียบไปกับแม่น้ำ ซึ่งเป็นบรรยากาศแบบสมัยก่อนที่ยังคงมีให้เห็นเรื่อยมาตั้งแต่อดีตเมื่อเริ่มสร้างจนถึงทุกวันนี้ ทำให้เราสามารถเพลิดเพลินไปกับการชมอาคารบ้านเรือนเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ภายในกินซันออนเซ็นได้อย่างสบายๆ

เดินเข้าไปในสุดก็จะเจอกับน้ำตกเล็กๆ

เมื่อเดินลึกเข้าไปในหมู่บ้านก็จะพบกับน้ำตกที่ซ่อนอยู่ ซึ่งมื้อเที่ยงของเราในวันนี้เราก็เลือกร้านโซบะที่ตั้งอยู่ข้างๆ น้ำตกชื่อ Taki mi kan (そば処 滝見館) เพื่อที่จะได้ทานโซบะพร้อมกับดูวิวน้ำตกสวยๆ ไปด้วยค่ะ

มื้อเที่ยงของเราเป็นโซบะจากร้านอาหารที่อยู่ใกล้ๆ กับน้ำตก

ขากลับ เราก็ไปบังเอิญเจอกับร้านขายเต้าหู้ Nogawa Tofuya (野川とうふや) ที่ทั้งร้านขายเฉพาะเต้าหู้ โดยมีเมนูเด็ดคือเต้าหู้ทอด (นามะอาเกะ) ซึ่งร้านนี้เปิดขายมายาวนานมาก ว่ากันว่าเป็นร้านที่เริ่มกิจการมาตั้งแต่ก่อตั้งหมู่บ้าน กินซันออนเซ็นแห่งนี้เลยทีเดียว

เมนูเต้าหู้จากร้านเก่าแก่ ซึ่งเราก็ลองทุกเมนูที่ทางร้านมีเลย อยากจะบอกว่าเต้าหู้ทอดอร่อยมาก

และที่ใกล้ๆ แถวนั้นก็จะมีบ่อออนเซ็นให้เราแช่เท้าสบายๆ หลังจากเดินมาเหนื่อย เราเลยตัดสินใจนั่งกินเต้าหู้ที่ซื้อมากันตรงนี้

ถึงเวลาที่ต้องบอกลากินซันออนเซ็นซะแล้ว…

แผนที่กินซันออนเซ็น

หลังจากถ่ายรูปและทานอาหารจนพอใจแล้ว เราก็นั่งรถบัสกลับไปยังสถานีโออิชิดะ (Oishida Station) เพื่อที่จะได้นั่งชินคันเซ็นต่อ ไปยังเมืองเซนได จังหวัดมิยางิ เพื่อไปหาอาหารเย็นกินกันที่นั่น ซึ่งหากพูดถึงเซนไดแล้วละก็ อาหารที่ทุกคนคิดถึงก็คือ กิวตัน (牛タン) หรือลิ้นวัวย่างนั่นเอง ดังนั้นแน่นอนว่าเมื่อไปถึงเซนไดแล้ว พวกเราก็ต้องไปกินกิวตันให้ได้!

“กิวตัน” ลิ้นวัวย่างของดีประจำเซนได

ใช่แล้ว! กิวตันหรือลิ้นวัวย่างนี้เป็นอาหารขึ้นชื่อของเมืองเซนไดนั่นเองค่ะ เนื่องจากพวกเราอยากกินมาก เลยลองเสิร์ชหาร้านได้มาสองร้าน แต่เลือกไม่ได้ว่าจะไปร้านไหนดี ก็เลยไปลองกินทั้งสองร้านเลย

Gyutan Set เซ็ทลิ้นวัวย่างที่มาพร้อมกับข้าวสวยผสมข้าวสาลีและซุปหางวัว

เวลาสั่งให้สั่งไปเลยว่าเอา Gyutan Set (牛タン定食) ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะเอากี่ชิ้น โดยราคาก็จะแตกต่างกันไปตามจำนวนชิ้นที่เลือกค่ะ ในเซ็ทนั้นนอกจากลิ้นวัวย่างแล้ว ยังจะมีข้าวสวยที่หุงผสมกับข้าวสาลีและซุปหางวัวเสิร์ฟมาพร้อมกันอีกด้วย

เมื่อร้านแรกไม่อิ่ม เราก็ต้องไปต่อร้านสอง

และไม่ผิดหวังทั้งสองร้าน ทำได้อร่อยจริงๆ ลิ้นบางชิ้นอาจจะเหนียวกัดยากไปหน่อย แต่เราขอให้ทางร้านตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ได้ ด้านรสชาตินั้นก็ทั้งเหนียวนุ่ม อร่อย ไม่เข้มจนเกินไป เหมาะกับการกินกับข้าวสวยร้อนๆ ส่วนซุปหางวัวก็ต้มจนเนื้อเปื้อยกินง่าย อร่อยมากด้วย แนะนำเลยสำหรับใครที่ชอบกินเนื้อเป็นทุนเดิมและได้ผ่านมาที่เมืองเซนไดแห่งนี้ ต้องมาลองกินลิ้นวัวย่างนี้ให้ได้อย่างน้อยสักครั้ง

แผนที่ร้านกิวตัน Aji Tasuke Honten

แผนที่ร้านกิวตัน Umami Tasuke

หลังจากอิ่มเรียบร้อย ก็ถึงเวลานั่งรถไฟชินคันเซนกลับไปพักผ่อนที่โมริโอกะ เพื่อที่จะเตรียมตัวสำหรับวันสุดท้ายของทริปของพวกเราในวันพรุ่งนี้

DAY 5: TOHOKU EMOTION → Kuji Station → TOHOKU EMOTION

วันนี้พวกเราตื่นเช้ามาด้วยความตื่นเต้น เพราะเราจะไปนั่งรถไฟสุดแสนไฮโซกันค่ะ แต่ก่อนเราจะออกเดินทาง เราไปแวะซื้อขนมปัง Coppeipan ของร้าน Fukuda Pan มา ร้านนี้เป็นร้านที่ดังมากในเมืองโมริโอกะ

ร้านขนมปัง Fukuda Pan ชื่อดังแห่งเมืองโมริโอกะ

หน้าขนมปังนั้นมีทั้งแบบคาวและหวาน โดยแบบคาวก็จะเป็นพวกอาหารอย่างเช่น สลัสไข่ ทูน่า สลัดผัก หรือแม้แต่ของทอดอย่างโคร็อกเกะ ส่วนแบบหวานก็อย่างเช่น แยมผลไม้ต่างๆ เนยสด ชีสครีม และถั่วแดง

หน้าที่เป็นที่นิยมของที่ร้านนี้ แบบหวานก็คือ ถั่วแดง+เนยสด ส่วนแบบคาวทางร้านแนะนำให้เลือก สลัดผัก+ของคาวอื่นๆ (เราเลือกทูน่าไป) ราคาของขนมปังไม่ได้แพงเท่าไหร่ ถ้าเป็นไส้หวานราคาจะอยู่ที่ประมาน 150-200 เยน ส่วนไส้คาวจะแพงขึ้นมาหน่อย ประมาน 300 เยน

พอเราเลือกหน้าได้แล้ว พนักงานก็จะจัดการทำให้เราเลยทันที
ดูขนาดสิ เทียบกับมือเราแล้วใหญ่กว่ามากเลยละ

ดูจากตัวขนมปังเทียบกับมือเราที่ถือ… โอ้โห ใหญ่ไปไหม ตัวขนมปังนั้นนุ่มนิ่มกำลังดี บวกกับไส่ที่ให้มาไม่น้อยเลยเช่นกัน ขอบอกว่าคุ้มมากนะ คุ้มและอร่อยจริงๆ ใครที่ชอบขนมปังเป็นทุนเดิมด้วยแล้ว ขอบอกเลยว่า ควรไปลองสักครั้งหนึ่ง

แผนที่ร้านขนมปัง Fukuda Pan

หลังจากเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกจากโรมแรมที่เราพักมาตลอดทั้งทริป และขึ้นชินคันเซ็นไปลงที่สถานีรถไฟฮาชิโนเฮะ (Hachinohe Station) เพื่อเตรียมตัวไปขึ้นรถไฟที่เป็นเป้าหมายสุดท้ายของพวกเราในทริปนี้ นั่นก็คือ รถไฟ TOHOKU EMOTION

TOHOKU EMOTION (ขาไป): คอร์สอาหารกลางวันสุดหรู

หน้าตาของขบวนรถไฟภัตตาคาร “TOHOKU EMOTION”
ขบวนรถไฟเป็นสีขาว ตกแต่งลวดลายกำแพงอิฐเก๋ๆ
red carpet tohoku emotion
น่าเสียดายที่วันที่พวกเราไปมีฝนตก แต่ถ้าเป็นวันที่อากาศแจ่มใสจะมีพนักงานรถไฟพร้อมพรมแดงรอต้อนรับเราขึ้นรถกันแบบนี้เลย!

ขบวนรถไฟภัตตาคาร “TOHOKU EMOTION” จะวิ่งเลียบชายฝั่งตะวันออกของญี่ปุ่น ระหว่างสถานีฮาชิโนเฮะ (Hachinohe Station) ในจังหวัดอาโอโมริ ไปจนถึงสถานีคุจิ (Kuji Station) จังหวัดอิวาเตะ บนเส้นทางรถไฟสายฮาชิโนเฮะ (Hachinohe Line) รวมระยะทาง 64.9 กม. ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.

tohoku emotion view
ภาพวิวทะเลที่จะเห็นได้ระหว่างทางจากหน้าต่างรถไฟ
tohoku emotion view with food
วิวสวยๆ กับอาหารอร่อยๆ เป็นการจบคู่ที่เลิศระดับห้าดาวอย่างไม่ต้องสงสัยเลยค่ะ!

ภายนอกขบวนรถไฟเป็นสีขาว ตกแต่งลวดลายกำแพงอิฐเก๋ๆ ให้ความรู้สึกเหมือนร้านอาหารด้วยโคมไฟประดับ โดยตู้โดยสารทั้ง 3 ตู้แบ่งเป็นตู้สำหรับโดยสาร (ส่วนห้องอาหาร) ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น ส่วนที่เป็น Dining Table และส่วนที่เป็นห้องอาหารแบบส่วนตัว ส่วนตู้กลางเป็นห้องครัวแบบเปิดที่ตกแต่งอย่างมีสไตล์ด้วยเคาน์เตอร์บาร์

ตู้อาหารที่เป็นส่วนของ Dining Table
ส่วนตู้กลางที่มีห้องครัวแบบเปิด

พวกเราได้นั่งในส่วนที่เป็น Dining Table ซึ่งสามารถมองเห็นวิวได้เต็มๆ และจะรับประทานอาหารกลางวันแบบคอร์ส เมื่อนั่งประจำที่บนรถไฟแล้วจะมีพนักงานมาอธิบาย พร้อมนำแอปเปิ้ลไซเดอร์ไร้แอลกอฮอล์ที่ผลิตในจังหวัดอาโอโมริมาเสิร์ฟเป็นเวลคัมดริงค์

เปิดมาด้วยเวลคัมดริงค์ แอปเปิ้ลไซเดอร์ไร้แอลกอฮอล์

สำหรับคอร์สอาหารกลางวันนี้ อาหารทุกอย่างที่เสิร์ฟล้วนเป็นอาหารขึ้นชื่อของภูมิภาคโทโฮคุทั้งสิ้น และไม่ใช่แค่อาหารเท่านั้น แม้แต่ภาชนะที่ใส่อาหารก็ใช้ของที่มาจากภูมิภาคนี้ พร้อมทั้งได้ศิลปินที่เป็นคนพื้นเมืองมาเป็นคนดีไซน์ให้อีกด้วย

เปิดด้วยออเดิร์ฟที่ใช้วัตถุดิบจากภูมิภาคโทโฮคุ ได้แก่ มีทบอลที่จะใช้เนื้อหมูจากจังหวัดอิวาเตะ และหอยเชลล์จากจังหวัดอาโอโมริ โดยในกล่องที่ใส่ออเดิร์ฟมาก็มีนกหวีดลายนกจากเครื่องปั้นดินเผาและวาดลวดลายแบบชิตะคาวาระยากิ ซึ่งเป็นของเล่นพื้นเมืองดั้งเดิมตั้งแต่สมัยเอโดะของจังหวัดอาโอโมริแถมมาให้เป็นของที่ระลึกด้วย

ออเดิร์ฟที่ใช้วัตถุดิบจากภูมิภาคโทโฮคุ

ส่วนกล่องไม้ที่ใส่ออเดิร์ฟมาเสิร์ฟก็เป็นของประจำจังหวัดฟุกุชิม่า ส่วนดีไซน์ลวดลายกลมๆ ในกล่องก็เป็นฝีมือของศิลปินประจำจังหวัดเอง

เมนูถัดไปคือพาสต้าหมึกปลาหมึกจากจังหวัดอาโอโมริ ตามด้วยจานหลักเป็นเนื้อไก่พันธุ์อาเบโดริของจังหวัดอิวาเตะ ซึ่งจานที่ใช้ใส่อาหารมาก็เป็นเครื่องปั้นดินเผาแบบโคคุจิยากิประจำจังหวัดอิวาเตะ

พาสต้าหมึกปลาหมึกจากจังหวัดอาโอโมริ

ซึ่งในตู้รถไฟตู้ตรงกลางนั้นจะมี Live Kitchen ที่มีเชฟทำอาหารกันสดๆ บนขบวนเลยด้วย อาหารที่มาเสิร์ฟก็คือเชฟเพิ่งปรุงเสร็จใหม่ๆ บนรถไฟเลย ในเว็บไซต์ของ JR บอกว่า เชฟที่เตรียมอาหารบนรถไฟจะเปลี่ยนปีละ 2 ครั้ง ส่วนเมนูจะเปลี่ยนปีละ 4 ครั้งตามฤดูกาลต่างๆ ตอนเราไปนั้นจะเป็นเมนูช่วงฤดูร้อน (ตอนลงรถไฟ เชฟจะมาบอกลาด้วยตัวเองเลยนะ ใส่ใจสุดๆ)

Live Kitchen ที่มีเชฟทำอาหารกันสดๆ บนขบวน
จานหลักเป็นเนื้อไก่พันธุ์อาเบโดริของจังหวัดอิวาเตะ

ในส่วนของเครื่องดื่ม เราสามารถเลือกได้ตามใจเลย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มแอลกฮอลล์อย่างเบียร์ ไวน์แดง ไวน์ขาว หรือจะเป็นเครื่องดื่มพิเศษอย่างแอปเปิ้ลไซเดอร์ที่ใช้แอปเปิ้ลจากจังหวัดอาโอโมริ และเครื่องดื่มอื่นๆ ที่ไม่มีแอลกฮอล์อย่างน้ำแอปเปิ้ลที่ส่งตรงมาจากอาโอโมริ และน้ำแร่จากถ้ำริวเซนโด หนึ่งในสามถ้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

แอปเปิ้ลไซเดอร์ (แบบมีแอลกอฮอล์) ทำจากแอปเปิ้ลจังหวัดอาโอโมริ

หลังจากเริ่มอิ่มกันพอประมาณแล้ว สุดท้าย (แต่ไม่ท้ายสุด) ก็ถึงเวลาของหวาน กล่องที่ใส่ของหวานมาเป็นกล่องที่เพ้นท์แบบไอสุของแบรนด์ BITOWA ประจำจังหวัดฟุกุชิม่า ในระหว่างที่ทานของหวาน เราสามารถเลือกสั่งชาหรือกาแฟมาดื่มได้ด้วยนะคะ

กล่องที่ใส่ของหวานมาเป็นเครื่องเขินแบบไอสุของแบรนด์ BITOWA ประจำจังหวัดฟุกุชิม่า
ของหวานปิดท้ายมื้ออาหารกลางวัน

ในระหว่างทางที่ทานอาหารพร้อมกับดูวิวไปเรื่อยๆ ก็จะได้เจอกับกลุ่มชาวบ้านที่จะมียืนโบกมือต้อนรับนักท่องเที่ยวที่นั่งบนรถไฟคันนี้ แต่เนื่องจากวันนี้อากาศไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ก็เลยมีแค่ไม่กี่คนที่มาต้อนรับ แต่แค่ได้เห็นคนมาโบกมือให้ก็รู้สึกปลาบปลื้มใจ

เหตุผลที่ชาวบ้านมาทำแบบนี้ก็เพราะว่าในช่วงที่เกิดภัยพิบัตินั้น ชาวบ้านแถวนี้ก็เดือดร้อนกันมาก แต่เพราะมีรถไฟขบวนนี้วิ่งผ่าน ทำให้แถวนี้มีการพัฒนาและมีเงินหมุนเวียน เหล่าชาวบ้านมีชีวิตการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หลายคนจึงอยากออกมาต้อนรับเพื่อตอบแทนนักท่องเที่ยวที่นั่งรถไฟขบวนนี้ และเมื่อถึงจุดท่องเที่ยวต่างๆ รถไฟจะชะลอให้พวกเราได้ถ่ายรูปกันอีกด้วย

เกี่ยวกับรถไฟ TOHOKU EMOTION
รถไฟ TOHOKU EMOTION เป็นหนึ่งในรถไฟไม่กี่ขบวนที่ต้องจองแพ๊คเกจท่องเที่ยวเท่านั้นจึงจะขึ้นรถได้ เพื่อนๆ ที่ถือ Japan Rail Pass หรือ JR EAST PASS (Tohoku Area) จึงต้องจองแพ๊คเกจล่วงหน้ากันด้วยนะคะ

คุจิ เมืองที่มีชื่อเสียงจากละครเช้าเรื่อง Amachan

การเดินทางจากสถานีฮาชิโนเฮะ (Hachinohe Station) ไปยังสถานีคุจิ (Kuji Station) นั้นจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เมื่อไปถึงเราก็จะได้รับการต้อนรับจากนายสถานีที่ออกมาถือธงต้อนรับพวกเรา

สถานีคุจิ (Kuji Station) ที่ใช้ถ่ายทำละครเช้ายอดฮิตเรื่อง Amachan

เมืองคุจิแห่งนี้เป็นเมืองที่ใช้ถ่ายทำละครเช้าเรื่อง Amachan หรือชื่อไทย “อามะจัง เด็กน้อยนักดำน้ำ” ของช่อง NHK ที่เกี่ยวกับหญิงสาวที่ลงไปดำน้ำเก็บหอยเม่นในทะเลนั่นเอง

เมืองต่างๆ ที่จังหวัดอิวาเตะจะมีฝาท่อลายโปเกมอนธาตุหินซ่อนอยู่ ที่เมืองคุจิจะมีเจ้าตัวนี้ค่ะ ใครแวะมาอย่าลืมไปถ่ายรูปนะ

ในช่วงว่างๆระหว่างรอที่จะนั่งรถไฟ Tohoku Emotion ขากลับ เราก็เดินไปยัง Michi no Eki (道の駅) ซึ่งเดินจากสถานีรถไฟไปเพียงสิบนาที ภายในตึกก็มีจุดที่จัดแสดง รถแห่ที่ใช้ในงานเทศกาลปนะจำเมืองคุจินี้ ที่มีชื่อว่าคุจิอากิมัตสึริ (久慈秋まつり) ซึ่งโดยปกติงานเทศกาลนี้จะจัดในช่วงประมานเดือนกันยายน

kujiaki matsuri
รถแห่ในเทศกาลคุจิอากิมัตสึริ

และนอกจากนั้นก็ยังมีผักและผลไม้ต่างๆ ขายอีกด้วย ซึ่งทั้งสดและราคาถูกกว่าซื้อในแถบโตเกียวมากๆ ดูจากมะเขือม่วงที่เราถ่ายมา ลูกใหญ่ขนาดนี้ในราคาแค่ 300 เยนเท่านั้นเอง

TOHOKU EMOTION (ขากลับ): บุฟเฟ่ต์ของหวานแสนอร่อย

หลังจากที่เดินเล่นจนจุใจแล้ว เราก็ขึ้นรถไฟ Tohoku Emotion เพื่อเดินทางกลับ โดยคราวนี้เราได้ที่นั่งในตู้โดยสารที่เป็นห้องอาหารแบบส่วนตัว มีความเป็นส่วนตัวสูง แต่ยังเห็นวิวชัดเจนเหมือนเดิม สำหรับขากลับเราจะได้กินบุฟเฟ่ต์ของหวาน ซึ่งปกติแล้วเราสามารถเดินไปตักเองได้ที่โซน Live Kitchen แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 จึงเปลี่ยนเป็นให้เลือกของหวานที่อยากทานจากที่นั่ง แล้วทางพนักงานจะนำมาเสิร์ฟให้เราแทน

ทางเดินในตู้รถไฟที่เป็นห้องส่วนตัว
รอบนี้เราได้นั่งกันในห้องส่วนตัวแบบนี้เลย
เราสามารถไปดูเขาตกแต่งของหวานที่ตู้รถไฟกลางได้เช่นกัน

บุฟเฟ่ต์ของหวานดูแลโดยเชฟชนมหวานจาก Hotel Metropolitan Morioka จึงรับประกันได้เลยเรื่องความอร่อย หลังจากรถไฟออกเดินทางได้สักพัก พนักงานก็จะนำเซ็ทขนมเริ่มต้นมาเสิร์ฟ พร้อมแนะนำของหวาน ของว่าง รวมไปถึงเครื่องดื่มที่เราสามารถเลือกได้ตามใจ

เซ็ทขนมเริ่มต้น ชิ้นซ้ายสุดที่เป็นโรลกับไอศกรีมอร่อยมากๆ

บุฟเฟ่ต์ขนมหวานนี้ประกอบด้วยขนมเค้ก ทาร์ต และเยลลี่มากมายหลายประเภท สำหรับใครที่ไม่ถนัดของหวานก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะว่าเค้าเตรียมของคาวที่ใช้วัตุถุดิบจากโทโฮคุอย่างเช่น ชีส แฮม และซีฟู้ดมาให้เลือกทานด้วยเช่นกัน!

บุฟเฟต์ขนมหวานที่เราเลือกได้ก็จะมี Charlotte Mango, Tiramisu, Weekend Citron, Blueberry Tart, Red Bean and Strawberry Croissant และ Lychee Jelly
บุฟเฟต์ของคาวที่เราสั่งได้ ก็จะมี Dry-cured Ham จากจ.อิวาเตะ, Cheese baguette, Seafood Marinade, Chicken Ham

ในส่วนของเครื่องดื่มก็มีให้สั่งเพิ่มได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นชาต่างๆ ทั้งเย็นและร้อน หรือน้ำแอปเปิ้ลของจังหวัดอาโอโมริ ซึ่งเป็นจังหวัดที่ปลูกแอปเปิ้ลมากที่สุดในญี่ปุ่น และก็แน่นอนว่ามีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้บริการด้วยเช่นกัน

การเดินทางจากกลับจากสถานีคุจิไปยังสถานีฮาชิโนเฮะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลากำลังดี เราสามารถเพลิดเพลินไปกับของหวาน ชมวิวนอกหน้าต่าง ถ่ายภาพสวยๆ และพูดคุยกับเพื่อนร่วมทางได้อย่างสนุกสนาน ขอบอกเลยว่า สาวๆ และคนที่ชอบ afternoon tea ต้องถูกใจบริการนี้อย่างแน่นอน

กินไปด้วย เมาท์ไปด้วย ดูวิวไปด้วย มันจะดีอะไรเช่นนี้เนอะ

การเดินทางใดๆ ยอมมีจุดสิ้นสุด และเราก็ถึงเวลาที่ต้องบอกลาและเดินทางกลับโตเกียวกันซะแล้ว แต่ภาพความทรงจำดีๆ จากการเดินทางครั้งนี้จะยังคงอยู่กับเรา เพื่อที่จะได้นำไปบอกเล่าและแนะนำให้ทุกคนได้ลองมาเที่ยวที่ภูมิภาคโทโฮคุแห่งนี้ให้ได้สักครั้ง…

รู้หรือไม่? เราสามารถเที่ยวทริปนี้อย่างสะดวกและสบายกระเป๋าได้อีกนะ!

ใช่ค่ะ! สำหรับเพื่อนๆ ที่เดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่น (ไม่ได้ถือวีซ่านักเรียน วีซ่าทำงาน ฯลฯ) สามารถซื้อบัตร JR EAST PASS (Tohoku Area) เพื่อใช้ขึ้นรถไฟทั่วไป รวมถึงรถบัสในเครือ JR (อย่างรถบัสไปทะเลสาบโทวาดะ) และรถไฟ Joyful Train ได้ไม่จำกัดจำนวนรอบเป็นเวลา 5 วัน อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ JR EAST PASS (Tohoku Area) และสิทธิพิเศษอื่นๆ เฉพาะผู้ถือบัตรได้ที่นี่เลย!

JR East Pass (Tohoku Area)