เหตุผลว่าทำไมถนนหลายแห่งในญี่ปุ่นถึงปลูกต้นแปะก๊วยไว้สองข้างทาง

ที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อพูดถึงเทศกาลชมใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง คนส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงภาพต้นแปะก๊วยที่เปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองสด ยืนเรียงต้นกันสองข้างทาง เป็นภาพวิวทิวทัศน์อันสวยงามที่ในแต่ละปีคนจำนวนมากต่างก็อยากจะแวะไปถ่ายรูปกันให้ได้ ที่สำคัญวิวต้นแปะก๊วยที่ว่าก็มักจะอยู่ตามถนนในเมืองใหญ่ที่เดินทางไปได้ง่าย ในโตเกียวก็อย่างเช่น ที่ถนนบริเวณสวนเมจิจิงกูไกเอ็น, ในโอซาก้าก็เช่น ถนนมิโดสุจิ เพื่อน ๆ เคยสงสัยกันไหมคะว่า ทำไมถนนตามเมืองใหญ่ของญี่ปุ่นถึงเลือกให้ต้นแปะก๊วยเป็นต้นไม้สำหรับปลูกริมสองข้างทาง? จะเป็นเพราะว่าเวลาใบไม้เปลี่ยนสีแล้วสวยแค่นั้นหรอ? หรือจะมีเหตุผลอื่น ๆ ที่น่าสนใจมากกว่านั้นกันนะ?


ว่ากันว่าต้นแปะก๊วยเริ่มถูกนำมาปลูกเป็นต้นไม้ประดับสองข้างทางเป็นครั้งแรกในปีค.ศ. 1907 นอกจากจะเป็นต้นไม้ที่มีลักษณะกิ่งก้านสวยงามแล้ว ยังเป็นต้นไม้ที่โตเร็วอีกด้วย และอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญก็คือ ต้นแปะก๊วยเป็นต้นไม้ที่ทนต่อควันพิษ มลภาวะ และเปลวไฟได้ดีอีกต่างหาก ในอดีตที่วัดเซนโซจิ หรือที่รู้จักกันในชื่ออาซากุสะมีต้นแปะก๊วยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กรุงโตเกียวโดนโจมตีทางอากาศอย่างหนักจนเกิดเพลิงไหม้ใหญ่ในหลายจุดนั้น ตัวอาคารหลักของวัดเซนโซจิก็รอดพ้นจากเพลิงไหม้มาได้ด้วยต้นแปะก๊วยที่ปลูกอยู่โดยรอบนั่นเอง

การที่ต้นแปะก๊วยสามารถทนต่อเพลิงไหม้ได้ดีก็เป็นเพราะใบของต้นแปะก๊วยมีคุณสมบัติในการกักเก็บน้ำได้ค่อนข้างสูง ทำให้ใบแปะก๊วยถูกเผาไหม้ได้ยากกว่าใบไม้ชนิดอื่น ด้วยเหตุนี้หากถนนสายไหนถูกกำหนดไว้ว่าจะต้องมีโครงสร้างที่ช่วยป้องกันไฟลุกลามให้กับสิ่งปลูกสร้างโดยรอบ ต้นแปะก๊วยก็จะได้รับเลือกให้เป็นต้นไม้ที่ปลูกไว้สองข้างทางนั่นเองละค่ะ


ไม่ได้มีดีที่ความสวยจริง ๆ นะคะสำหรับ “ต้นแปะก๊วย” ที่ปลูกอยู่สองข้างทางตามถนนหลายสายในประเทศญี่ปุ่น เพราะยังทำหน้าที่ในการป้องกันอัคคีภัยให้กับสิ่งปลูกสร้างโดยรอบได้อีกด้วย ถึงแม้จะมีบางคนส่งเสียงไม่พอใจกับการปลูกต้นแปะก๊วยไว้สองข้างทางเพราะกลิ่นเหม็นของใบแปะก๊วยเวลาร่วงลงสู่พื้น แต่เมื่อรู้ถึงหน้าที่สำคัญของต้นแปะก๊วยอย่างนี้แล้วละก็ เชื่อได้เลยว่าทุกคนจะต้องตกหลุมรักในความสวยงามและประโยชน์ของต้นแปะก๊วยเหล่านี้อย่างแน่นอนค่ะ

อ้างอิงข้อมูลจาก nikkan-genda