10 ข้อเกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจิที่คุณอาจจะยังไม่รู้

富士山
富士山

ภูเขาไฟฟูจิ สัญลักษณ์ตัวแทนประเทศญี่ปุ่น ภูเขาไฟที่สูงสุดในญี่ปุ่นที่ทุก ๆ ปีจะต้องมีเหล่าผู้พิชิตจากทั่วโลกพากันแวะเวียนไป ปีหนึ่ง ๆ ก็กว่า 3 แสนคน ในปี 2013 ภูเขาไฟฟูจิแห่งนี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมอีกด้วย นอกจากความสวยงามที่ทุกคนอยากไปมองให้เห็นกับตาแล้ว ภูเขาไฟฟูจิยังมีความลับอีกมากมายที่หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ ไปดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง

1. Red Fuji

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Mako (@mako_photo_7125) on

ปกติเรามักจะเห็นภาพภูเขาไฟฟูจิเป็นสีน้ำเงิน ยอดปกคลุมด้วยหิมะสีขาวใช่ไหมคะ แต่ในช่วงปลายฤดูร้อนจนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วงทุกคนอาจจะได้พบกับปรากฏการณ์ Red Fuji ค่ะ ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นตอนพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก เมื่อหิมะบนภูเขาไฟฟูจิเริ่มละลาย ก็จะเริ่มเห็นเป็นสีแดงในช่วงต้นฤดูร้อน ยิ่งมีแสงจากดวงอาทิตย์ ก็ยิ่งทำให้ภูเขากลายเป็นสีแดงเด่นชัดขึ้นไปอีก

2. Diamond Fuji และ Pearl Fuji

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Mako (@mako_photo_7125) on

นอกจากปรากฏการณ์ Red Fuji แล้วก็ยังมีปรากฏการณ์อื่น ๆ อีก อย่างปรากฏการณ์ Diamond Fuji โดยในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกจะเห็นแสงอาทิตย์อยู่บนยอดของภูเขาฟูจิ ซึ่งมีรูปร่างเหมือนเพชร ทำให้เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Diamond Fuji นั่นเองค่ะ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Daisuke Nakamura (@nackie0812) on

อีกปรากฏอาการที่มีลักษณะใกล้เคียงกันเรียกว่า Pearl Fuji เป็นปรากฏการณ์ที่พระจันทร์เต็มดวงอยู่เหนือยอดภูเขาไฟฟูจิ ให้แสงนวล ๆ ต่างจาก Diamond Fuji ทำให้เกิดภาพที่สวยงามไปอีกแบบ

3. ภูเขาไฟฟูจิกลับหัว

 

View this post on Instagram

 

A post shared by よーじ (@you2yo2) on

อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่หายากนั่นก็คือปรากฏการณ์ภูเขาไฟฟูจิกลับหัวค่ะ เพราะเราจะเห็นภาพนี้ได้ในวันที่ฟ้าใส ไม่มีลมเท่านั้น หลาย ๆ คนอาจจะไม่ทราบว่าภาพภูเขาไฟฟูจิกลับหัวนี้มีให้เห็นบนธนบัตร 1,000 เยนด้วยนะคะ

1000 Yen

4. ภูเขาไฟฟูจิแบ่งเป็นชั้น ๆ

ภูเขาไฟฟูจิมีความสูงอยู่ที่ 3,776 เมตร โดยแบ่งออกเป็นชั้น ๆ ทั้งหมด 10 ชั้น เราสามารถเดินทางด้วยรถยนต์หรือรถบัสได้ถึงชั้นที่ 5 แล้วจากนั้นเราต้องเดินขึ้นไปเอง ชั้นสูงสุดคือชั้นที่ 10 ความเชื่อเกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจิอย่างหนึ่งก็คือ ชั้นที่ 5 เป็นดินแดนของมนุษย์ ส่วนชั้นที่ 6 เป็นดินแดนสวรรค์ บริเวณนี้จะเป็นเส้นแบ่งระหว่างโลกกับสวรรค์

สำหรับคำที่ใช้เรียกแต่ละชั้นในภาษาญี่ปุ่น จะใช้คำว่า 合(gou)*  ซึ่งคำนี้ใช้เป็นหน่วยตวงข้าวในภาษาญี่ปุ่น มีหลายข้อสันนิษฐานว่าทำไมถึงใช้ว่า gou แทนที่จะเป็นคำเรียกชั้นทั่ว ๆ ไป อย่างความเห็นที่ว่า 10 合 (gou) เท่ากับ 1 升(shou) ซึ่งจำนวนข้าว 1 升(shou) มีความคล้ายคลึงกับรูปร่างของภูเขาไฟฟูจินั่นเองค่ะ

* 1 合(gou) มีจำนวนเท่ากับ 150 กรัม ส่วน 1 升(shou) เท่ากับ 1.5 กิโลกรัม

5. ภูเขาไฟฟูจิเป็นพื้นที่ของรัฐหรือของใครกันแน่?

 

View this post on Instagram

 

A post shared by 澤あさこ (@miya_suserihime) on

ถ้าถามว่าภูเขาไฟฟูจิเป็นของใคร คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็คงตอบว่า “ของทุกคน” แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งของภูเขาไฟฟูจิ ตั้งแต่ความสูงที่ 3,360 เมตรจนถึงส่วนบนสุดเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลค่ะ

เจ้าของส่วนยอดของภูเขาไฟฟูจิก็คือ ศาลเจ้าฟูจิซันฮงงูเซ็นเก็งไทชะ (Fujisan Hongu Sengen Taisha) นั่นเอง ส่วนที่มาก็ต้องย้อนประวัติศาสตร์กันหน่อย เริ่มจากโชกุนโทกุงาวะ อิเอยาสึในสมัยเอโดะ ชนะในสงครามเซกิงาฮาระ และได้สร้างอาคารกว่า 30 อาคารเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณที่ชนะในสงคราม จนในปี ค.ศ. 1606 เขาได้บริจาคชั้น 8 ของภูเขาไฟฟูจิให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับศาลเจ้าฟูจิซันฮงงูเซ็นเก็งไทชะ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่)

ศาลเจ้าฟูจิซันฮงงูเซ็นเก็งไทชะแห่งนี้มีขึ้นเพื่อเคารพบูชาอาซามะโนะโอกามิ เพื่อขอให้ท่านช่วยระงับการระเบิดของภูเขาไฟ เพราะฉะนั้นพื้นที่ตั้งแต่ชั้น 8 ขึ้นไปจึงกลายเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ ความเชื่อในอาซามะโนะโอกามิยังได้กระจายไปทั่วประเทศ ปัจจุบันมีศาลเจ้าที่บูชาอาซามะโนะโอกามิกว่า 1,300 แห่ง ซึ่งศาลเจ้าฟูจิซันฮงงูเซ็นเก็งไทชะเป็นศาลเจ้าหลักของศาลเจ้าอาซามะทั่วญี่ปุ่นค่ะ

6. เราจะแต่งงานท่ามกลางวิวภูเขาไฟฟูจิได้หรือไม่!?

Wedding

คำตอบก็คือ ได้ค่ะ! เพราะเราสามารถจัดงานแต่งงานที่ศาลเจ้าฟูจิซันฮงงูเซ็นเก็งไทชะได้ แต่ต้องเป็นช่วงที่ไม่มีเทศกาลหรืออีเวนท์อะไรนะคะ ทำพิธีท่ามกลางวิวจากศาลเจ้าที่สามารถมองเห็นภูเขาฟูจิได้อย่างชัดเจน ยิ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิก็สามารถชมซากุระที่สวยงามไปด้วยได้อีก นอกจากนี้จะแต่งงานท่ามกลางวิวสวย ๆ แล้ว ยังมีแขกจากทั่วทุกสารทิศมาร่วมแสดงความยินดีอีกด้วยค่ะ

7. ภูเขาไฟฟูจิมีด้านหน้า-ด้านหลัง?

Suruga bay and Mt.Fuji

ภูเขาฟูจิที่มองจากอ่าวซูรูกะ จังหวัดชิซึโอกะจะเรียก “ฟูจิด้านหน้า” ส่วนฟูจิที่มองจากทะเลสาบทั้ง 5 ของภูเขาไฟฟูจิจะเรียก “ฟูจิด้านหลัง”ค่ะ

เป็นที่ทราบกันว่าภูเขาไฟฟูจิมีพื้นที่อยู่ในสองจังหวัด ทั้งชิซึโอกะและยามานาชิ โดยด้านที่มองจากจังหวัดยามานาชิมักจะถูกเรียกว่าเป็น “ฟูจิด้านหลัง” แต่อย่างไรก็ตามคนยามานาชิก็จะยืนยันว่ามันเป็นด้านหน้าอยู่ดี เพราะฉะนั้นคำว่า “ฟูจิด้านหลัง” จึงไม่ค่อยมีใครใช้เท่าไร แต่ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าหรือด้านหลังก็สวยทั้งสองด้านเลยใช่ไหมล่ะคะ

8. 3 สิ่งที่คนญี่ปุ่นอยากฝันถึง (ภูเขาไฟฟูจิ, นกเหยี่ยว, มะเขือม่วง)

3 สิ่งที่คนญี่ปุ่นอยากฝันถึงในคืนของวันปีใหม่ หรือเรียกได้ว่าเป็นฝันแรกก็คือ 3 อย่างนี้นั่นเองค่ะ คนญี่ปุ่นเชื่อว่า ถ้าฝันถึงภูเขาไฟฟูจิ นกเหยี่ยว หรือมะเขือม่วงจะเป็นลางที่ดี มีคำอธิบายหนึ่งกล่าวว่า คำว่า 富士(Fuji) ออกเสียงคล้ายกับคำว่า 無事 (buji) ที่แปลว่า สุขภาพดี ปลอดภัย ส่วนคำว่าเหยี่ยวก็พ้องกับคำญี่ปุ่นที่แปล่วา สูง และมะเขือม่วงก็พ้องกับคำญี่ปุ่นที่แปลว่า ทำให้สำเร็จ ทำให้ 3 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นอยากจะฝันถึงที่สุดค่ะ

9. “อาคาอิเคะ” ทะเลสาบมายาแห่งที่หกของภูเขาไฟฟูจิ

ถ้าพูดถึงความงามของภูเขาไฟฟูจิก็คงไม่พูดถึงทะเลสาบทั้ง 5 ของภูเขาไฟฟูจิไม่ได้ ทะเลสาบทั้งห้านี้ได้แก่ ยามานากะโกะ คาวากุจิโกะ ไซโกะ โชจิโกะ และโมโตสุโกะ ซึ่งความงามของทะเลสาบเหล่านี้สำคัญต่อความงามของภูเขาไฟฟูจิจนมีคำกล่าวเมื่อจดทะเบียนภูเขาไฟฟูจิเป็นมรดกโลกว่า “ถ้าไม่รวมทะเลสาบทั้ง 5 ด้วย ภูเขาไฟฟูจิก็จะไม่สมบูรณ์”

แต่รู้หรือไม่? ว่าที่จริงภูเขาไฟฟูจิมีทะเลสาบแห่งที่ 6 นั่นคือ “อาคาอิเคะ” หรือ “ทะเลสาบแดง” ซึ่งเป็นทะเลสาบที่จะปรากฏเฉพาะหลังฝนตกหนักจนมีน้ำท่วมขังเท่านั้น ทำให้อาคาอิเคะเป็นที่รู้จักในฐานะทะเลสาบมายาเช่นกัน ชื่ออาคาอิเคะคาดว่ามาจากลาวาสีแดงฉานที่เคยผุดอยู่ที่ก้นทะเลสาบ อย่างไรก็ตาม อาคาอิเคะเป็นทะเลสาบขนาดเล็กที่กว้างเพียง 50 เมตรและล้อมรอบด้วยต้นไม้หนาทึบ ทำให้เป็นอีกหนึ่งสถานที่น่าค้นหาสำหรับนักเดินทาง

10. “มชชี่” เรื่องปริศนาของสัตว์ประหลาดแห่งภูเขาไฟฟูจิ

นอกจากธรรมชาติที่สวยงามและเสน่ห์น่าค้นหา ภูเขาไฟฟูจิยังถูกเล่าขานในเรื่องราวปริศนามากมายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล่าว่าภูเขาไฟฟูจิเป็นที่จอดยานของ UFO หรือเรื่องเล่าว่าภูเขาไฟฟูจิเคยเป็นที่ตั้งของ “อารยธรรมฟูจิ” ที่เป็นอารยธรรมชั้นสูง และเรื่องเหลือเชื่อต่างๆ ที่ถูกเล่าต่อๆ กันมา ในบรรดาเรื่องเล่าเหล่านี้ เรื่องที่เป็นที่จดจำมากที่สุดคงไม่พ้น “มชชี่” สัตว์ประหลาดในทะเลสาบโมโตสุโกะ

ชื่อ “มชชี่” มีที่มาจาก “เนสซี่” สัตว์ประหลาดทะเลสาบลอคเนสที่มีลักษณะเดียวกัน โดยมีรายงานว่ามีการพบเห็นมชชี่ครั้งแรกในปี 1970 และเป็นที่สนใจในวงกว้างเมื่อปี 1987 โดยมีช่างภาพหลายคนรายงานว่าพบเห็นสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ยาวกว่า 30 เมตรอาศัยอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ขณะที่ตนเดินทางไปเพื่อถ่ายภาพภูเขาไฟฟูจิ หลังจากนั้นมีความพยายามจะจับมชชี่ โดยการลงอวนขนาดใหญ่ที่ใช่สำหรับจับปลาทูน่ายักษ์ แต่เมื่อดึงอวนขึ้นมากลับพบว่าอวนขาดวิ่นไม่มีชิ้นดีราวกับถูกกัดกิน คำเล่าเรื่องมชชี่จึงแพร่หลายขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไม่ค่อยมีรายงานการพบเห็นมชชี่เหมือนในอดีต ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทะเลสาบโมโตสุโกะที่เป็นที่รู้จักมากขึ้น เช่นความลึกของทะเลสาบที่ลึกเพียง 138 เมตร ซึ่งเล็กกว่าทะเลสาบลอคเนส (ลึก 230 เมตร) ถึง 100 เมตร จึงแทบไม่มีที่อยู่หรือที่หลบซ่อนสำหรับสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ นอกจากนี้ เมื่อ 1 ล้านกว่าปีก่อน พื้นที่บริเวณภูเขาไฟฟูจิเคยอยู่ใต้ทะเล จึงไม่แปลกที่จะมีการขุดพบซากฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่นี่ ดังนั้น เรื่องมชชี่จึงถูกเล่าในฐานะคำร่ำลือเท่านั้น แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้เสน่ห์น่าคนหาของทะเลสาบโมโตสุโกะและทะเลสาบอื่นๆ ของภูเขาไฟฟูจิหายไป

และทั้งหมดนี่ก็คือเรื่องเกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจิค่ะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ภูเขาไฟฟูจิมีความสวยงามที่ซ่อนอยู่มากมายขนาดนี้ ผู้เขียนเองยังไม่มีโอกาสได้ไปมองแบบใกล้ ๆ เลย ถ้ามีโอกาสก็อยากไปมองให้เห็นกับตาตัวเองเลยจริง ๆ ค่ะ

สรุปเนื้อหาจาก: fujiyama-navi
ผู้เขียน : cottoncandy