พาไปส่องกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ของเด็กนักเรียนญี่ปุ่น

เวลาเราเข้าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยไปใหม่ ๆ หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนห้องเรียนใหม่ แน่นอนว่าเราคงไม่ได้คุ้นเคยกับเพื่อน ๆ รอบตัวมากนักใช่ไหมคะ เหล่าคุณครูและนักเรียนจึงมักจะคิดกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ เพื่อให้เราและเพื่อน ๆ รู้จักกันมากขึ้น สนิทกันมากขึ้น ในประเทศไทยกิจกรรมเหล่านั้นมักจะมาในรูปแบบของการรับน้อง แต่ที่ญี่ปุ่นไม่มีกิจกรรมรับน้องแบบที่คนไทยคุ้นเคยกันหรอกนะคะ แล้วเขาใช้วิธีอะไรกระชับความสัมพันธ์กันบ้าง วันนี้ผู้เขียนจะมาเล่าให้ฟังจากประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้เคยสัมผัสและเข้าร่วมมาค่ะ

ดอจบอล

มาเริ่มกันที่กิจกรรมกลางแจ้งยอดนิยมอย่าง “ดอจบอล” ก่อนค่ะ เด็กญี่ปุ่นมักนิยมเล่นดอจบอลกันตอนไปทัศนศึกษาหรือไม่ก็ตอนไปเที่ยวกันเอง ถือเป็นกีฬากลางแจ้งยอดฮิตที่ไม่ว่าเด็กมัธยมหรือเด็กมหาวิทยาลัยก็ยังคงเล่นกัน โดยการเล่นจะแบ่งออกเป็นสองทีม และแต่ละทีมก็จะแบ่งผู้เล่นออกเป็นผู้เล่นวงนอก และผู้เล่นวงใน กติกาก็ง่าย ๆ ผู้เล่นวงนอกจะต้องพยายามปาบอลให้โดนผู้เล่นวงในของอีกฝ่าย ส่วนผู้เล่นวงในก็ต้องพยายามหลบหลีกลูกบอลให้ได้หรือไม่ก็พยายามจับบอลไว้ให้ได้เพื่อที่จะได้ปาไปให้โดยอีกฝ่าย ถ้าใครโดนลูกบอลก็ต้องออกจากเกม ทีมไหนผู้เล่นหมดก่อนก็แพ้ไป ปกติแล้วจะเริ่มที่บอลลูกเดียวก่อน แต่เมื่อเกมดำเนินไปอย่างเข้มข้น เจอผู้เล่นวงในที่หลบเก่ง ๆ ก็อาจเพิ่มจำนวนบอลเป็นสองหรือสามลูกเพื่อเพิ่มความยากได้ค่ะ แต่จากประสบการณ์ของผู้เขียนเอง หลบบอลสองลูกพร้อมกันนี่เล่นเอาหืดขึ้นคอเลยล่ะค่ะ

ฟรุ้ตบาสเก็ต

มาที่กิจกรรมในร่มบ้าง ในกรณีที่ฝนตกหรือสถานที่ที่ไปเป็นอาคารอเนกประสงค์และไม่ได้มีสวนกว้างขวาง พอพูดถึงฟรุ้ตบาสเก็ตบางคนอาจจะนึกถึงอนิเมะชื่อดังของญี่ปุ่นเกี่ยวกับสิบสองนักษัตรนะคะ แต่ความจริงแล้วมันคือการละเล่นประเภทหนึ่งคล้าย ๆ กับเก้าอี้ดนตรีค่ะ แต่แตกต่างกันตรงที่เราจะเอาเก้าอี้มาเรียงเป็นวงกลมโดยหันหน้าเข้าหากัน สมมติว่ามีคนเล่น 10 คน จะมีเก้าอี้เพียง 9 ตัวเท่านั้น แรกเริ่มให้กำหนดผลไม้ของผู้เล่น อย่างเช่น ส้ม แอปเปิ้ล สับปะรด เป็นต้น จากนั้นให้ 9 คนนั่งเก้าอี้ ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งคนจะยืนอยู่กลางวงกลม คนที่ยืนอยู่กลางวงกลมจะเรียกชื่อผลไม้ เช่น ส้ม ผู้เล่นที่นั่งอยู่ที่ถูกกำหนดให้เป็นส้มก็จะต้องลุกขึ้นและวิ่งเปลี่ยนเก้าอี้ จังหวะนั้นเอง คนที่ยืนอยู่กลางวงกลมก็จะต้องพยายามหาเก้าอี้นั่งให้ได้ ใครที่แย่งเก้าอี้ไม่ทันก็ต้องกลายเป็นคนยืนกลางวงกลมคนต่อไป ในปัจจุบันอาจจะไม่จำเป็นต้องกำหนดเป็นผลไม้อีกแล้ว สามารถกำหนดเป็นอย่างอื่นได้เพื่อเพิ่มความสนุกสนาน เช่น คนที่ใส่แว่น คนที่เกิดเดือนเมษายน คนที่มีสีฟ้าอยู่บนเสื้อผ้า เป็นต้น เป็นเกมสนุก ๆ ที่ไม่มีแพ้ไม่มีชนะเล่นได้เรื่อย ๆ จนกว่าจะเหนื่อยค่ะ

ฟอล์กแดนซ์

ส่วนมากโรงเรียนมัธยมญี่ปุ่นจะมีกิจกรรมที่พานักเรียนไปเข้าค่ายตามป่าตามเขา ให้ปืนเขาบ้าง ให้เดินป่าบ้าง ในเวลากลางคืนจะมีกิจกรรมแคมป์ไฟ ซึ่งก็จุดไฟจริง ๆ และเด็ก ๆ ก็มานั่งรอบกองไฟกันจริง ๆ กิจกรรมที่มักทำกันรอบกองไฟก็คือการเต้นฟอล์กแดนซ์ โดยจะตั้งแถวเป็นวงกลม 2 วง ผู้ชายหนึ่งวง ซ้อนกับผู้หญิงหนึ่งวง เต้นตามจังหวะเพลง และหมุนเปลี่ยนคู่ไปเรื่อย ๆ ท่าเต้นก็ไม่ได้ยากมาก เป็นการก้าวขา ขยับมือ จับมือและแปะมือกับคู่เต้น ถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์ได้อย่างดีเพราะเราจะได้เต้นคู่กับเพื่อน ๆ ทุกคนจนกว่าจะครบวง สำหรับตัวผู้เขียนเองแล้ว ถ้าไม่นับเรื่องยุงกับแมลงก็ถือว่าเป็นกิจกรรมที่เพลิดเพลินดีค่ะ

บาร์บีคิว

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Ruriko☺︎ (@rurikoooo)

การจับกลุ่มปิ้งบาร์บีคิวกับเพื่อนนี่ผู้เขียนเจอตั้งแต่มัธยมปลายยันมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว เรียกได้ว่าถ้าคิดกิจกรรมอะไรไม่ออกก็ไปสวนสาธารณะหรือริมทะเลที่อนุญาตให้ปิ้งบาร์บีคิวได้ก็ถือว่าโอเคแล้ว การปิ้งบาร์บีคิวเป็นกิจกรรมที่ทำให้เรารู้จักเพื่อนในกลุ่มมากขึ้น เพราะระหว่างการปิ้งนั้นจะต้องพูดคุย ช่วยเหลือ แบ่งงานกันทำ ตั้งแต่หั่นผัก เตรียมเนื้อ จุดไฟ ยันเก็บอุปกรณ์ เรายังจะได้เห็นมุมตลก ๆ ของเพื่อน หรือไม่เราก็ปล่อยไก่เสียเอง เช่น หั่นผักไม่เป็น ปิ้งเนื้อไหม้ หรือกินจุมาก เรื่องราวเหล่านี้จะกลายเป็นความทรงจำที่เมื่อเวลาผ่านไปเพื่อน ๆ พูดถึงด้วยความสนุกสนาน แต่สิ่งสำคัญของกิจกรรมบาร์บีคิวคือต้องทำในที่ที่ได้รับการอนุญาตเท่านั้น และต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัดเพราะอาจเกิดอุบัติเหตุจากไฟได้ และสุดท้ายต้องเก็บขยะไปทิ้งเองให้เรียบร้อยด้วยนะคะ

ที่ญี่ปุ่นแม้จะไม่มีกิจกรรมรับน้องที่ต้องปะแป้ง ร้องเพลง มีพี่ว้าก แต่เด็กนักเรียนและนักศึกษาก็สามารถสนิทสนมกันได้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ตามที่ได้ยกตัวอย่างมา และจากประสบการณ์ของผู้เขียนไม่มีรุ่นพี่คนไหนมาบังคับให้ทำกิจกรรมอะไรเลย เราสามารถเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมได้แล้วแต่ความสมัครใจ อีกทั้งพวกรุ่นพี่ยังดูแลรุ่นน้องอย่างดี ช่วยจัดเตรียม และพูดคุยด้วยอย่างสุภาพและเป็นมิตรมาก ๆ (แน่นอนว่าพอสนิทกันไป ความสุภาพอาจจะลดน้อยลงไปหน่อย) ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนชอบระบบการศึกษาของญี่ปุ่นและอยากนำมาเล่าสู่กันฟังกับเพื่อน ๆ ค่ะ