ถึงน้ำท่วมก็ไม่หวั่น! มาจัดกระเป๋ารับมือภัยพิบัติตามแบบฉบับคนญี่ปุ่นกันเถอะ

เพื่อน ๆ รู้ไหมคะว่าประเทศญี่ปุ่นที่บ้านเมืองสวยงามและเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวหลาย ๆ คนนั้น ความจริงแล้วเขาต้องเจอกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ไต้ฝุ่น สึนามิ น้ำท่วม ภูเขาไฟระเบิด ทำให้คนญี่ปุ่นถูกปลูกฝังเรื่องการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติมาตั้งแต่เด็ก ๆ อย่างในโรงเรียนประถมก็มีการซ้อมแผ่นดินไหวและอพยพไฟไหม้ทุกปี และแม้ว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ตามมหาวิทยาลัยและบริษัทก็มีการซ้อมหนีภัยทุกปีเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีระบบส่งอีเมลยืนยันความปลอดภัยให้ครอบครัวทราบเวลาเกิดเหตุภัยพิบัติอีกด้วย

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทุกบ้านต้องเตรียมไว้ก็คือกระเป๋ารับมือภัยพิบัติค่ะ เจ้ากระเป๋านี้ถือว่ามีความสำคัญมาก สามารถกำหนดความเป็นความตายของเราในช่วงวิกฤตหลังจากเกิดภัยพิบัติได้เลยนะคะ เรามาดูกันดีกว่าว่าคนญี่ปุ่นเขาใส่อะไรลงไปในกระเป๋าบ้าง และในกรณีที่เราอยู่ประเทศไทยเราจะจัดกระเป๋ารับมือภัยพิบัตินี้ได้อย่างไร รับรองว่าทำตามได้ง่าย ๆ เลยค่ะ

สิ่งของจำเป็น

ก่อนที่จะใส่ของในกระเป๋าได้ เราก็ต้องมีกระเป๋าก่อนใช่ไหมล่ะคะ กระเป๋าที่เหมาะสำหรับใช้เป็นกระเป๋ารับมือภัยพิบัติก็คือเป้สะพายหลังที่มีขนาดใหญ่พอสมควร มีน้ำหนักเบา มีช่องใส่ของหลาย ๆ ช่องทั้งด้านนอกและด้านในเพื่อให้สะดวกต่อการจัดของและหยิบออกมาใช้ มีแถบสะท้อนแสง และกันน้ำด้วยค่ะ ถึงแม้เพื่อน ๆ จะรู้สึกว่าของที่ใส่ลงไปนั้นเยอะแค่ไหนก็อย่าใช้เป็นกระเป๋าลากเชียวนะคะ เพราะถึงเวลาจริง ๆ พื้นถนนอาจจะเสียหายขรุขระ หรือไม่ก็เจิ่งนองไปด้วยน้ำ ไม่สามารถลากกระเป๋าไปได้ เอาเป็นกระเป๋าเป้ที่ตัวเองมั่นใจว่าสะพายและวิ่งได้อย่างคล่องตัวจะดีกว่าค่ะ และที่สำคัญควรวางกระเป๋านี้ไว้ใกล้ประตูทางออกที่เราสามารถหยิบและวิ่งออกไปได้เลยค่ะ เอาล่ะค่ะ เรามาดูกันดีกว่าว่าควรใส่อะไรลงไปในกระเป๋าเป้บ้าง

น้ำและอาหารพร้อมทาน 3-7 วัน สิ่งที่สำคัญที่สุดในการใช้ชีวิตก็คือน้ำและอาหารค่ะ โดยควรเตรียมให้เพียงพออย่างน้อย 3 วัน เพราะว่าที่ญี่ปุ่นมีการวิเคราะห์ว่าช่วงเวลาวิกฤตที่กำหนดความเป็นความตายก็คือ 72 ชั่วโมง หรือ 3 วันหลังจากเกิดภัยพิบัติ แต่ถ้าจะให้ดีควรเตรียมไว้ถึง 7 วัน เผื่อเกิดสถานการณ์ไม่คาดคิด หรือไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันทีค่ะ สำหรับน้ำควรเตรียมไว้วันละ 1.5 ลิตรต่อคน น้ำส่วนนี้มีไว้ดื่มและใช้สอยในกรณีน้ำไม่ไหลหรือหาแหล่งน้ำสะอาดไม่ได้ ส่วนอาหารควรเป็นอาหารที่ทานได้เลยโดยไม่ใช้น้ำหรือไฟและให้แคลอรี่เพียงพอ ถ้าที่ญี่ปุ่นจะมีอาหารสำหรับภัยพิบัติขายโดยเฉพาะ เป็นอาหารที่เก็บได้นาน และฉีกกินได้เลย เช่น ขนมปังแห้ง ข้าวพร้อมกิน หรือแกงกะหรี่ที่ไม่ต้องอุ่น สำหรับในเมืองไทยอาจจะหาของพวกนี้ได้ยากหน่อย แต่เราสามารถหาอย่างอื่นมาทดแทนได้ อย่างเช่น พวกแครกเกอร์ อาหารกระป๋อง ซีเรียลบาร์ เลือกสิ่งที่มีน้ำหนักเบา ซองไม่ใหญ่ แต่ให้แคลอรี่เพียงพอนะคะ สำหรับข้าวสารหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอาจจะไม่เหมาะนักเพราะต้องใช้ไฟและน้ำร้อนในการประกอบอาหาร เวลาซื้อของพวกนี้อย่าลืมดูวันหมดอายุและคอยจดบันทึกไว้ด้วย หากใกล้วันหมดอายุเมื่อไหร่จะได้ซื้อเซ็ตใหม่มาเปลี่ยน อย่าลืมว่าแม้แต่น้ำก็มีวันหมดอายุนะคะ

ไฟฉาย หมวกนิรภัย นกหวีด อุปกรณ์เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการปกป้องชีวิตของตนเอง รวมถึงการขอความช่วยเหลือด้วย ลองคิดดูว่าหลังจากเกิดเหตุภัยพิบัติแล้ว เราไม่มีน้ำไม่มีไฟ และความช่วยเหลือยังมาไม่ถึง เราต้องใช้ชีวิตทั้งยามกลางวันและกลางคืนให้ได้ ไฟฉายสำหรับส่องสว่าง มองเห็นสิ่งของหรือสัตว์อันตรายรอบตัวจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ หมวกนิรภัยก็จำเป็นเนื่องจากเราอาจจะต้องเจอฝนตกลมแรง หรือไฟไหม้จนมีอาคารหรือสิ่งของที่อยู่สูงเสียหายและหล่นลงมา การสวมหมวกนิรภัยเพื่อป้องกันหัวบาดเจ็บเลยเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยชีวิตเราได้ อย่างสุดท้ายคือนกหวีดไว้สำหรับเป่าขอความช่วยเหลือ ลองจินตนาการดูว่าหากเราต้องรอความช่วยเหลืออยู่หลายวัน หรือถูกอะไรหล่นทับอยู่ เราจะมีแรงร้องตะโกนสักกี่ชั่วโมงเชียว แถมยังต้องเก็บพละกำลังเอาไว้อดทนต่อไปอีก การเป่านกหวีดจะช่วยทำให้หน่วยช่วยเหลือรู้ตำแหน่งของเราโดยออกแรงน้อยลงค่ะ

มือถือ แบตเตอร์รี่ ถ่าน เครื่องผลิตไฟฟ้าแบบพกพา สิ่งที่สำคัญอีกอย่างในช่วงภัยพิบัติคือข้อมูลข่าวสารและการติดต่อค่ะ เราต้องคิดถึงว่าหากไฟฟ้าใช้ไม่ได้ หรือต้องอพยพไปอยู่ที่ที่ไม่มีไฟฟ้า หรือมีปลั๊กไฟไม่เพียงพอ เราจะยื้อแบตมือถือที่เอาไว้สำหรับอัพเดทข้อมูลและติดต่อกับผู้อื่นไว้ได้นานเพียงใด แล้วยังอุปกรณ์จำพวกไฟฉายที่ต้องใช้ถ่านอีก การสำรองแบตเตอร์รี่มือถือ เช่น พาวเวอร์แบงค์ที่ชาร์ตไว้เต็ม และถ่านขนาดต่าง ๆ เอาไว้จะเป็นสิ่งที่ทำให้เราติดต่อผู้อื่นและติดตามข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้นค่ะ แต่ถ้าจะให้ดีควรลงทุนซื้อเครื่องผลิตไฟฟ้าแบบพกพาที่มีขนาดกะทัดรัด สามารถผลิตไฟฟ้าได้โดยการใช้มือหมุน และควรเลือกชนิดที่เก็บสะสมไฟฟ้าไว้ได้ด้วยนะคะ มีเจ้าเครื่องนี้ไว้จะอุ่นใจกว่าค่ะ

หน้ากากอนามัย ห้องน้ำแบบพกพา ทิชชู่เปียก ผ้าเช็ดเหงื่อ ยาสามัญประจำบ้าน ยาประจำตัว ชุดทำแผล มาที่อุปกรณ์ด้านความสะอาดกันบ้างนะคะ แน่นอนว่าในยุค new normal นี้หน้ากากอนามัยเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ให้เตรียมไว้หลาย ๆ แผ่นเกินกว่า 7 แผ่นได้ยิ่งดีค่ะ เผื่อต้องเปลี่ยนระหว่างวัน ส่วนของที่เหลือก็เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านสาธารณสุข เพราะเราไม่รู้เลยว่าที่ที่เราต้องอพยพไปหรือที่ที่เราติดอยู่จะมีห้องน้ำหรือไม่ และสะอาดมากน้อยเพียงใด สำหรับเพื่อน ๆ ผู้หญิงอาจจะต้องเตรียมของใช้ส่วนตัวเพิ่มนิดหน่อยด้วยนะคะ ส่วนสุดท้ายคือของจำพวกยาและชุดทำแผล เผื่อเรามียาประจำต้องกิน ได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยกะทันหัน จะได้รักษาตัวเองเบื้องต้นได้ค่ะ

ชุดลำลอง เสื้อกันฝน ถุงมือ รองเท้าเตะ ในส่วนของเครื่องแต่งกายก็ควรเตรียมไว้ให้พร้อมอย่างน้อย 3 ชุด อย่าลืมพวกชุดชั้นในและถุงเท้าด้วยนะคะ ส่วนถุงมือและรองเท้าเตะนั้นเอาไว้ช่วยปกป้องเราจากเศษซากหรือพื้นผิวขรุขระที่อาจทำให้บาดเจ็บได้ค่ะ หรือดีไม่ดีบางคนตกใจมากวิ่งเท้าเปล่าออกมาจากบ้าน ก็จะได้มีอะไรใส่แก้ขัดไปก่อนนะคะ

เงินสด สำเนาเอกสารสำคัญ ในยามเกิดภัยพิบัติมีโอกาสที่อินเทอร์เน็ตจะถูกตัดขาด หรือสัญญาณโทรศัพท์ล่มเนื่องจากผู้คนติดต่อสื่อสารเป็นจำนวนมาก จะไปหวังพึ่งการโอนเงินผ่านแอปหรือไปที่ตู้ธนาคารอาจลำบาก เราจึงควรพกเงินสดไว้จำนวนหนึ่งที่คิดว่าสามารถใช้จ่ายได้ 3-7 วัน โดยแบ่งใส่ซองแยกไว้แต่ละวันเพื่อความสะดวก นอกจากนี้พวกเอกสารสำคัญอย่างบัตรประชาชน พาสปอร์ต ทะเบียนบ้าน ก็ควรถ่ายสำเนาใส่ไว้ในกระเป๋าด้วย เผื่อตอนวิ่งหนีหรืออพยพรีบ ๆ ไม่สามารถหยิบฉวยมาได้ทัน หรือตกหล่นหายไปกลางทางจะได้พอมีสำเนาเอกสารหลงเหลือไปติดต่อขอใหม่ได้ค่ะ สำหรับตัวผู้เขียนเองนั้น เอกสารใดที่ไม่ได้ใช้บ่อย ๆ ก็เอาตัวจริงใส่ไว้ในกระเป๋าเลยค่ะ

รายการที่บอกมานี้เป็นเพียงสิ่งของจำเป็นขั้นพื้นฐานเท่านั้นนะคะ หากใครยังมีพื้นที่กระเป๋าเหลืออยู่ก็อาจจะเตรียมพวกถุงนอน ตะเกียง เชือก หรือสิ่งของจำเป็นส่วนตัว เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของตัวเองและอำนวยความสะดวกเพิ่มมากขึ้นได้ค่ะ

การวางแผนล่วงหน้า

นอกจากกระเป๋าต้องพร้อมแล้ว สติเราก็ต้องพร้อมด้วยนะคะ แล้วจะทำยังไงไม่ให้เราสติแตกเวลาเกิดภัยพิบัติอย่างฉับพลัน คำตอบคือการวางแผนล่วงหน้าค่ะ ถ้าเพื่อน ๆ พอมีเวลา อยากให้ลองจินตนาการถึงสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ ฝนตกลมแรง และวางแผนดูว่าเพื่อน ๆ จะทำอะไรเป็นอันดับแรก ไปที่ไหน ติดต่อใคร ตัวอย่างเช่น หากเกิดน้ำท่วมแล้วตัวเองอยู่ที่บ้านกับครอบครัว ก่อนอื่นอาจจะต้องดูว่ามีเวลาอพยพเท่าไหร่กว่าที่น้ำจะมาถึง หยิบกระเป๋าภัยพิบัติแล้วจะเดินทางไปที่ใดโดยอะไร แล้วถ้าหากเกิดน้ำท่วมตอนอยู่ที่บริษัทหรืออยู่คนละที่กับครอบครัวล่ะ จะทำอย่างไร ถ้าติดต่อกันไม่ได้ จะนัดเจอกันที่ไหน ลองสร้างสถานการณ์ขึ้นมาหลาย ๆ รูปแบบแล้วเตรียมวางแผนไว้จะช่วยให้เราดึงสติไว้ได้ดีทีเดียวค่ะ

เรื่องเล่าจากประสบการณ์จริง

เล่าทฤษฎีมาเยอะแล้ว เพื่อน ๆ อาจจะสงสัยว่าแล้วมันใช้ได้จริงหรอ เตรียมไปก็อาจจะไม่ได้ใช้หรือเปล่า ผู้เขียนขอเล่าประสบการณ์จริงที่เจอมากับตัวให้เพื่อน ๆ ฟัง และอยากบอกจริง ๆ ว่าการเตรียมกระเป๋าภับพิบัติและวางแผนล่วงหน้านั้นมีประโยชน์ใช้ได้จริงค่ะ เดือนมีนาคม ปี 2011 ผู้เขียนกำลังนั่งอ่านหนังสือชิว ๆ อยู่ที่บ้าน อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกว่าบ้านสั่น ในใจก็คิดว่าคงจะเป็นแผ่นดินไหวเล็ก ๆ เหมือนปกติ แต่แรงสั่นมันกลับรุนแรงขึ้นและนานขึ้น หม้อหุงข้าวที่วางอยู่บนไมโครเวฟกลิ้งตกลงมา เลยรีบเปิดทีวีเพื่อดูว่ามีประกาศแผ่นดินไหวหรือไม่ พอเห็นว่าเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่ทางโทโฮคุ และมีการเตือนว่าจะเกิดแผ่นดินไหวซ้ำมาอีกหลายระลอก ผู้เขียนจึงสวมเสื้อกันหนาวและรองเท้าผ้าใบ สะพายเป้ภัยพิบัติที่วางอยู่ตรงประตูบ้าน แล้วออกไปที่ถนนค่ะ เหตุผลที่ไม่ได้หลบใต้โต๊ะตามที่เรียนมาเนื่องจากโต๊ะที่บ้านผู้เขียนเป็นโต๊ะเตี้ยสำหรับนั่งกับพื้น ไม่สามารถมุดเข้าไปหลบได้ หลังจากออกมาที่ถนนแล้ว เห็นผู้คนในละแวกนั้นไม่ได้ตื่นตูมมากนัก เลยกลับเข้าบ้านไป

ผู้เขียนเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์แบบนี้ไว้แล้วโดยพยายามไม่วางอะไรหนัก ๆ บนที่สูง ข้าวของเลยไม่ได้เสียหายมาก จากนั้นก็รีบออกไปซื้ออาหารและสิ่งของจำเป็นอย่างพวกทิชชู่มาเพิ่ม เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าในสถานการณ์แบบนี้ผู้คนจะแห่กันไปซื้อกักตุนของจนหมดซุปเปอร์ เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง เช็คแล้วไม่มีอะไรเสียหายมาก มีไฟฟ้า มีน้ำ แต่ไม่มีแก๊ส เช็คข้อมูลว่าสึนามิมาไม่ถึงที่อยู่แน่ ๆ ถึงโทรหาพ่อแม่ที่เมืองไทยบอกว่าปลอดภัยดี แต่ผู้เขียนก็ไม่ได้วางใจแค่นั้น นั่งสับปกหงกเฝ้าข่าวทางทีวีทั้งคืน พลางหาไฟลท์กลับไทยในกรณีที่สถานการณ์แย่ลงไปด้วย สุดท้ายก็ผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ครั้งนั้นไปได้ด้วยดี ไม่บาดเจ็บ ไม่ต้องอดน้ำหรืออาหาร ไม่ขัดสนใด ๆ นึกขอบใจตัวเองที่เตรียมกระเป๋าไว้พร้อม ดึงสติไว้ได้ ทำตามลำดับขั้นตอนที่เคยวางแผนไว้โดยไม่ลนลานขนาดนั้นค่ะ

สรุปเนื้อหาจาก : bousai-irumono