โรงเรียนในโตเกียว กับชีวิตที่ต้องดำเนินไปท่ามกลางการระบาดของไวรัสโควิด-19

แม้จะมีการประกาศล็อกดาวน์อีกรอบแต่คราวนี้โรงเรียนในจังหวัดที่มีประกาศล็อกดาวน์ยังคงเปิดเรียนตามปกติ เช่นเดียวกับโรงเรียนในโตเกียวที่โรงเรียนให้เด็กไปเรียนตามปกติ การปล่อยให้ลูกไปโรงเรียนในสถานการณ์ไวรัสที่ระบาดเพิ่มขึ้นนั้นสร้างความกังวลให้กลับพ่อแม่ไม่น้อย มาฟังเรื่องจริงจากประสบการณ์การไปโรงเรียนของลูกๆ ผู้เขียนในโตเกียวกันนะคะ

เมื่อโรงเรียนกล้าเปิดผู้ปกครองก็กล้าให้ลูกไปโรงเรียน

ปลายปีที่แล้วก่อนโรงเรียนปิดภาคฤดูหนาว โรงเรียนประถมศึกษาที่ลูกชายผู้เขียนเรียนอยู่ประกาศหยุดหนึ่งวันเพราะมีเด็กติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และระบุว่าให้รอโทรศัพท์ โดยหากลูกคลุกคลีกับเด็กที่ติดเชื้อจะมีโทรศัพท์มาถึงผู้ปกครองเพื่อพาเด็กไปตรวจวิเคราะห์เชื้อโดยวิธี PCR ผู้เขียนก็รอโทรศัพท์เพราะกลัวว่าลูกจะถูกหวยไปคลุกคลีกับเด็กที่ติดเชื้อไวรัส แต่รอทั้งวันไม่มีโทรศัพท์ก็ค่อยโล่งใจไป วันรุ่งขึ้นโรงเรียนประกาศเปิดเรียนเพราะทำการฆ่าเชื้อทั้งโรงเรียนแล้ว แม้จะกังวล แต่โรงเรียนกล้าเปิดเราก็กล้าให้ลูกไปโรงเรียน

โรงเรียนเปิดได้หนึ่งวันก็ปิดภาคฤดูหนาวประมาณ 2 อาทิตย์ เมื่อโรงเรียนเปิดอีกครั้งได้ประมาณหนึ่งอาทิตย์ ก็มีอีเมลจากโรงเรียนแจ้งว่ามีเด็กติดเชื้อสองคนให้ผู้ปกครองไปรับลูกกลับบ้าน ผู้ปกครองก็ไปรับลูกถึงห้องเรียน โดยโรงเรียนจัดเตรียมการให้พ่อหรือแม่ไปรับลูกเหมือนตอนเกิดแผ่นดินไหว และให้รอรับโทรศัพท์หากลูกไปคลุกคลีกับเด็กที่ติดเชื้อ คราวนี้ผู้เขียนไม่กังวลเรื่องโทรศัพท์แล้วค่ะ หากมีโทรศัพท์มาเราก็ไปตรวจหาเชื้อกันทั้งครอบครัว ตอนแรกก็คิดว่าโรงเรียนจะปิดหลายวัน แต่วันถัดไปโรงเรียนประกาศเปิดต่อ แม้จะกังวลแต่พวกเราก็กล้าให้ลูกไปโรงเรียนต่อ

คนญี่ปุ่นพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ให้ได้จากทุกสถานการณ์ที่ลำบาก ไม่ว่าจะเกิดภัยพิบัติอย่างไร การศึกษาของเด็กต้องดำเนินต่อไป เขาได้เรียนรู้แล้วว่าการควบคุมไวรัสโควิดให้หมดไปนั้นทำได้ไม่ง่าย ดังนั้นจึงต้องดำเนินชีวิตกันต่อไป เด็กต้องเรียนต้องสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนและมหาวิทยาลัย หากจะให้เด็กเฉพาะในโตเกียวปิดเรียน พวกเขาคิดว่ามันคือความไม่ยุติธรรม

ข้อดีของการให้เด็กไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนคือ การสอนจากครูจะเป็นวิธีการที่ดีเสมอในการให้เด็กได้รับความรู้อย่างเต็มที่ อีกทั้งเด็กยังมีเวลาคลายเครียดจากการได้คุยและเล่นกับเพื่อน และข้อสำคัญคือเด็กๆ ได้รู้จักดูแลตัวเองจากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ได้รู้โลกแห่งความเป็นจริงเพื่อที่จะเข้มแข็งและแข็งแกร่งต่อไป

การจัดการเรื่องความปลอดภัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อของนักเรียน

ทุกครั้งที่มีการติดเชื้อโรงเรียนจะประสานงานกับหน่วยอนามัยของเขตเพื่อทำการฆ่าเชื้อทั้งโรงเรียน และคอยให้ความรู้นักเรียนตัวน้อยให้หมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ที่วางไว้ในจุดที่สังเกตได้ง่ายในโรงเรียน รวมถึงให้เด็กทุกคนวัดอุณหภูมิร่างกายและบันทึกให้คุณครูดูทุกเช้า อีกทั้งยังมีการจัดการเข้าออกอาคารเรียนของนักเรียนโดยแบ่งแยกทางเข้าออกตามชั้นปีเพื่อลดความแออัด และในตอนเช้าก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียนของทุกวัน คุณครูและเจ้าหน้าที่จะเช็ดทำความสะอาดโต๊ะเรียนและอาคารเรียนที่เด็กๆ ไปจับสัมผัส นอกจากนี้เวลาอาหารกลางวันโรงเรียนก็ให้เด็กทุกคนนำช้อนและตะเกียบส่วนตัวไปทุกวันและให้เด็กนั่งกินที่โต๊ะตนเองโดยไม่มีการพูดคุย เป็นต้น

การดูแลสุขภาพของเด็กจากครอบครัว

สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือการดูแลลูกให้แข็งแรง ดังนั้นสิ่งที่พ่อแม่ทำได้เพื่อดูแลลูกน้อยให้แข็งแรงปลอดภัยจากไวรัสโควิด-19 ก็คือ การหมั่นให้ลูกล้างมือด้วยด้วยสบู่และเจลแอลกอฮอล์เมื่อกลับเข้าบ้านหรือก่อนจับอาหารกิน สอนให้ลูกใช้หน้ากากอนามัยอย่างถูกต้องโดยไม่ใช้มือจับด้านนอกหน้ากากแล้วเอามือมาจับปากหรือจมูก ไม่ให้ลูกใส่หน้ากากอนามัยแต่เปิดจมูกหรือรูดไปรวมกันไว้ที่คอ ให้ลูกออกกำลังกาย กินอาหารให้ครบหลักห้าหมู่ และพักผ่อนอย่างเพียงพอ เป็นต้น

แม้จะมีการระบาดของไวรัสเพิ่มขึ้นมากในโตเกียว ผู้เขียนพบว่าการเตรียมพร้อมและรับข่าวสารที่เกิดขึ้นอย่างมีสติ หันมาดูแลตัวเองและครอบครัวให้ดี และหามุมมองเรียนรู้​ที่จะอยู่กับสถานการณ์ด้วยใจที่สงบ ทำให้เราลดความกังวลและความตกตระหนกได้ไม่น้อยเลยค่ะ ขอให้ทุกคนปลอดภัยและมีสุขภาพแข็งแรงกันนะคะ