รู้หรือไม่? เหตุใดการนำสายไฟฟ้าลงดินในประเทศญี่ปุ่นจึงเป็นไปอย่างล่าช้า

เสาไฟฟ้า คือสิ่งก่อสร้างสำคัญที่ทำหน้าที่พาดสายไฟฟ้าเพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับประชาชนใช้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เราจึงมักพบเห็นเสาไฟฟ้าปักเรียงรายอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในเมือง ตามแนวถนน หรือแม้กระทั่งตามป่าเขาก็เช่นกัน แต่ปัจจุบันหลายๆ ประเทศต่างก็กำลังพยายามลดจำนวนเสาไฟฟ้าลงให้เหลือ 0 เพื่อสร้างทัศนียภาพที่สวยงามให้กับประเทศ แน่นอนว่าประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องการท่องเที่ยวอย่างประเทศญี่ปุ่นก็ได้เริ่มดำเนินการลดจำนวนเสาไฟฟ้าแล้วเช่นกัน แต่ปัจจุบันกลับยังไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จทั้งประเทศ อีกทั้งยังพบว่ามีจำนวนเสาไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ปี อีกด้วย เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? วันนี้เราจะไปหาคำตอบกันครับ

วิธีการลดจำนวนเสาไฟฟ้า

หลายๆ ท่านอาจกำลังสงสัยว่าบรรดาประเทศต่างๆ เค้าดำเนินการลดจำนวนเสาไฟฟ้าด้วยวิธีไหนกัน? คำตอบก็คือด้วยวิธีการนำสายไฟฟ้า สายเคเบิลทีวี และสายสื่อสารต่างๆ ที่พาดอยู่บนเสาไฟฟ้าใส่เข้าไปในท่อร้อยสายที่ฝังอยู่ใต้ดิน หรือหากพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการนำสายไฟฟ้าและสายสื่อสารลงดินนั่นเอง

ปัจจุบัน เมืองหลวงของประเทศทางฝั่งยุโรปอย่างเช่น กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษและกรุงปารีสประเทศฝรั่งเศส ได้ดำเนินการนำสายไฟฟ้า สายเคเบิลทีวี และสายสื่อสารลงดินครอบคลุมทุกพื้นที่ของเมืองแล้ว ส่วนประเทศในฝั่งเอเชียอย่างเช่น สิงคโปร์ และกรุงไทเป ประเทศไต้หวันก็ได้ดำเนินการไปกว่า 90% แล้วเช่นกัน แต่โตเกียวซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่ กลับดำเนินการไปได้แค่ 8% เท่านั้น นอกจากนี้ จังหวัดโอซาก้าซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวชื่อดังของประเทศญี่ปุ่นก็ดำเนินการไปได้แค่ 6% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยมาก

สาเหตุที่ทำให้การนำสายไฟฟ้าลงดินเป็นไปอย่างล่าช้า

ปัจจุบันจำนวนเสาไฟฟ้าทั่วประเทศญี่ปุ่นมีจำนวนทั้งหมดประมาณ 35,520,000 ต้น แม้ว่ารัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการนำสายไฟฟ้า สายเคเบิลทีวี และสายสื่อสารต่างๆ ลงดินอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดจำนวนเสาไฟฟ้าให้ได้มากที่สุด แต่กลับพบว่าในทุกๆ ปี จะมีจำนวนเสาไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 70,000 ต้น ซึ่งคาดว่าเกิดจากสาเหตุดังนี้

1. ปัญหาในเรื่องงบประมาณ

การนำสายไฟฟ้าและสายอื่นๆ ลงดินนั้นใช้งบประมาณมากกว่าการปักเสาไฟฟ้า โดยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณ 100 ถึง 500 ล้านเยน ต่อ 1 กิโลเมตร ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการปักเสาไฟฟ้าประมาณ 3 ถึง 10 เท่า จึงเป็นเรื่องยากที่รัฐจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลเช่นนี้ และยังอาจเป็นการเพิ่มภาระในเรื่องค่าไฟให้กับประชาชนจำนวนมากอีกด้วย นอกจากนี้ เนื่องจากใต้ดินนั้นโดยมากจะมีท่อแก๊ส หรือท่อน้ำประปาฝังอยู่ก่อนแล้ว จึงอาจจำเป็นต้องมีการย้ายแนวท่อเหล่านั้นซึ่งก็อาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเพิ่มมากขึ้นไปอีก

2. ปัญหาในเรื่องระยะเวลาการซ่อมแซม

ประเทศญี่ปุ่นคือหนึ่งในประเทศที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอยู่บ่อยครั้ง เช่น แผ่นดินไหวและพายุไต้ฝุ่น ซึ่งภัยพิบัติต่างๆ เหล่านี้ บางทีก็ส่งผลให้สายไฟขาดชำรุด หรืออาจถึงขั้นทำให้เสาไฟฟ้าหักโค่นลงมา แต่เนื่องจากเสาไฟเหล่านั้นปักอยู่บนพื้นดิน จึงทำให้สามารถตรวจพบความเสียหายและแก้ไขซ่อมแซมได้อย่างรวดเร็ว แต่หากเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใต้ดิน ก็อาจต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อที่จะตรวจสอบว่าความเสียหายนั้นเกิดขึ้นบริเวณไหน และเมื่อตรวจพบแล้วยังต้องทำการเปิดหน้าดินเพื่อดำเนินการซ่อมแซมจุดที่เสียหายอีกด้วย จึงทำให้โดยรวมแล้วต้องใช้ระยะเวลาซ่อมแซมนานพอสมควร

3. ปัญหาเรื่องความยุ่งยากในการดำเนินการ

การนำสายไฟฟ้าและสายอื่นๆ ลงดินนั้น มีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการมากมายหลายขั้นตอนด้วยกัน เนื่องจากบนเสาไฟฟ้านั้นไม่ได้มีแค่สายไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสายเคเบิลทีวีและสายสื่อสารอื่นๆ ด้วย ดังนั้น ก่อนจะนำสายต่างๆ เหล่านี้ลงจากเสา ก็ต้องดำเนินการตรวจสอบก่อนว่าสายไฟเส้นนี้เป็นของบริษัทไฟฟ้ารายใด สายเคเบิลทีวีเส้นนี้เป็นของผู้ประกอบการรายใด สายโทรศัพท์เส้นนี้เป็นของผู้ให้บริการโทรศัพท์รายใด ซึ่งขั้นตอนการดำเนินการนำสายต่างๆ ลงจากเสาก็อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่นั้นๆ นอกจากนี้ยังต้องสร้างความเข้าใจให้กับร้านค้าและประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น เพื่อให้ทราบถึงเหตุผลและความจำเป็นในการนำสายไฟฟ้า และสายอื่นๆ ลงดินอีกด้วย

4. ปัญหาเรื่องความรู้และความเข้าใจของชาวญี่ปุ่น

ในขณะที่หลายๆ ประเทศสามารถดำเนินการนำสายไฟฟ้าและสายอื่นๆ ลงดินได้อย่างต่อเนื่อง แต่ประเทศญี่ปุ่นกลับดำเนินการได้อย่างล่าช้า โดยหนึ่งในสาเหตุสำคัญนั้นเกิดจากชาวญี่ปุ่นขาดความรู้เเละความเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็นในการนำสายไฟฟ้าลงดิน

ในประเทศอื่นๆ ประชาชนจำนวนมากมองว่า หากการนำสายไฟฟ้าลงดินจะช่วยทำให้ทัศนียภาพของประเทศดูสวยงามมากขึ้น ต่อให้ต้องใช้งบประมาณมากมายขนาดไหนก็ไม่ขัดข้อง แต่ชาวญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งกลับมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรในการใช้งบประมาณมากมายมหาศาลไปกับการนำสายไฟฟ้าลงดิน ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีชาวญี่ปุ่นจำนวนมากที่ยังไม่รู้เลยว่าการนำสายไฟฟ้าลงดินคืออะไร?

ประเทศอังกฤษได้เริ่มใช้พลังงานไฟฟ้ามาตั้งแต่ประมาณ 130 ปีก่อน โดยส่วนใหญ่จะใช้วิธีการจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังพื้นที่ต่างๆ ผ่านระบบสายไฟฟ้าใต้ดินเป็นหลัก และได้ใช้ระบบนั้นมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีการออกกฎหมายควบคุมการปักเสาพาดสายไฟฟ้าบนพื้นดินอีกด้วย

ส่วนประเทศญี่ปุ่นนั้นหลังจากฟื้นตัวจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ได้เริ่มใช้พลังงานไฟฟ้าโดยการตั้งเสาพาดสายไฟฟ้าบนพื้นดินมาโดยตลอด ดังนั้น การที่คนญี่ปุ่นจะรู้สึกคุ้นชินกับเสาไฟฟ้า และเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองงบประมาณไปกับการนำสายไฟฟ้าลงดินคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

สรุปเนื้อหาจาก : jpnculture