อยากนอนหลับสนิทต้องอ่าน! 4 สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นบอกว่าไม่ควรทำก่อนเข้านอน

นอกจากการนอนไม่หลับแล้ว การนอนหลับที่ไม่สนิทระยะยาวก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและใจ ทำให้ผิวพรรณหยาบกร้านและอาจทำให้อ้วนง่าย ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับญี่ปุ่นแนะนำว่าไม่ควรทำสิ่งต่อไปนี้ก่อนเข้านอนเพราะจะส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับสนิท มารู้กันค่ะว่ามีอะไรบ้าง

1. ปิดผ้าม่านมิดชิด

การปิดม่านสนิทมิดชิดจนไม่เห็นแสงอาทิตย์ในตอนเช้าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะแสงสว่างที่แทรกผ่านรูผ้าม่านจะผ่านเข้าสู่เปลือกตาและปลุกให้คนเรารู้สึกตัวตื่นนอนขึ้นมาด้วยความสดชื่น เมื่อคนเราได้รับแสงอาทิตย์ในตอนเช้า นาฬิกาชีวภาพจะเริ่มตั้งเวลา และหลังจากนั้นอีกประมาณ 15 ชั่วโมง ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เรารู้สึกง่วงและนอนหลับสนิทในตอนกลางคืน การปิดผ้าม่านสนิทจะไม่เปิดโอกาสให้นาฬิกาชีวภาพในร่างกายทำหน้าที่ได้ตามปกติ

2. ออกกำลังกายอย่างหนักหลัง 3 ทุ่ม

มีคำแนะนำว่าเพื่อการนอนหลับที่สนิทคนเราไม่ควรออกกำลังกายอย่างหนักหลังเวลา 3 ทุ่ม เพราะการออกกำลังกายจะเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจทำให้ตื่นตัวจนนอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท หากยุ่งจนไม่มีเวลา การออกกำลังกายโดยการบริหารร่างกายเบาๆ และการนวดตัว จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดได้ดีและไม่ส่งผลเสียต่อคุณภาพการนอนหลับ

3. คิดเรื่องต่างๆ ก่อนเข้านอน

ในช่วงเวลาสำคัญก่อนนอน คนจำนวนมากมักนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในระหว่างวัน ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการคิดถึงเรื่องที่ทำให้เครียด หากจะคิดก็ให้คิดถึงเรื่องดีในแต่ละวัน เพื่อให้สมองรู้สึกผ่อนคลายมีความสุข หลับได้ง่ายและหลับสนิท

4. อ่านหนังสือและดูหนังก่อนนอน

คนจำนวนมากมีงานอดิเรกเป็นการอ่านหนังสือและดูหนังก่อนนอน แม้หลายคนคิดว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนก่อนนอน แต่ควรระวังว่าไม่ควรเลือกหนังสือหรือหนังที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้น คิดตาม หรือเครียด เพราะจะทำให้สมองตื่นตัวและส่งผลให้นอนไม่หลับหรือนอนหลับไม่สนิทได้ อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงหนังหรือซีรีส์แบบต่อเนื่องเพราะจะทำให้เกิดความกังวลในเนื้อหาตอนต่อไป

หลายคนอาจไม่คาดคิดว่ากิจวัตรเล็กน้อยมีผลต่อคุณภาพการนอนหลับ ลองสังเกตดูค่ะว่าสิ่งที่กล่าวข้างต้นมีผลต่อการนอนหลับของผู้อ่านหรือไม่ หากมีผลก็ลองปรับเปลี่ยนละเลิกดู การนอนหลับสนิทจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในวันถัดไป เสริมสร้างสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง และช่วยให้เราไม่แก่เร็วค่ะ

สรุปเนื้อหาจาก: news.livedoor