”เกศาผมหงอก บอกว่าตัวเฒ่า” คนญี่ปุ่นเขากังวลเรื่องผมหงอกตั้งแต่อายุเท่าไหร่?

“เกศาผมหงอก บอกว่าตัวเฒ่า ฟันฟางผมเผ้า แก่แล้วทุกประการ” ใครเคยได้ยิน “บทปลงสังขาร” ของไทยเราอันนี้กันไหมครับ (ฮา) วันนี้จะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับผลสำรวจเรื่อง “ความกังวลเรื่องผมหงอก” ของคนญี่ปุ่นกันนะครับ

บริษัท NEXER ได้ทำการสำรวจ Fastrend เรื่อง “ผมหงอก” โดยจัดทำแบบสอบถามซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามเป็นชายหญิงชาวญี่ปุ่น 780 คน โดยเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 28-31 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีคำถามดังนี้

1) ท่านมีผมหงอกหรือไม่?

2) ท่านกังวลเกี่ยวกับผมหงอกหรือไม่?

3) ท่านเริ่มกังวลเรื่องผมหงอกตอนอายุเท่าไหร่?

4) ท่านทำอะไรเพื่อแก้หรือปิดผมขาวหรือไม่?

5) โปรดบอกเหตุผลและผลลัพธ์ของข้อสี่ข้างบน

ผลการสำรวจพบว่า

1) 33% ของคนอายุ 20-29 ปี ตอบว่า “มีผมหงอก” ส่วนคนอายุ 30-39 ปี 30.8% ตอบว่า “มีผมหงอก”

2) คนอายุ 40-49 ปี ถึง 68.6% ตอบว่า “กังวลเรื่องผมหงอก” พูดอีกอย่างคือ คนวัยสี่สิบขึ้นไปนี่แหละที่ “กังวลเกี่ยวกับผมหงอก” มากที่สุด

ในบรรดาคนอายุ 40-49 ปีที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 121 คน มีถึง 68.6% ที่ตอบว่า “กังวลกับผมหงอก” ซึ่งในแง่เปอร์เซ็นต์นั้นจัดว่าสูงที่สุดในบรรดาช่วงวัยทั้งหลาย

3) เมื่อถามต่อไปอีกว่าคนอายุ 50 ขึ้นไปนั้น “กังวลเรื่องผมหงอกตั้งแต่เมื่อไหร่” ตอบว่า “ตอนอายุ 41-45” กับ “46-49 ปี” รวมกันถึง 42.2% พูดง่ายๆ คือ คนวัยสี่สิบขึ้นไปนี่แหละที่ “กังวลเกี่ยวกับผมหงอก” มากที่สุด

4) เมื่อถามต่อไปว่า “ทำอะไรกับผมขาวหรือไม่” 49.7% ตอบว่า “ย้อมผม” นอกนั้นก็มีวิธีอื่นๆ เช่น ถอนผมหงอก ใช้แชมพูป้องกันผมขาว บริโภคงาดำ เป็นต้น แต่ก็มีคนที่ “ไม่ทำอะไรกับมันเลย” เช่นกัน บางคนกลัวว่าถอนผมหงอกแล้วจะไม่ดี บางคนก็ว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่รู้จะอายหรือจะปิดไปทำไม

เมื่อถามว่า “ทำอย่างไรกับผมขาว?” 49.7% ตอบว่า “ย้อมผม” 22.5% ตอบว่า “ถอน” 16.8% ตอบว่า “ตัด” 12.3% ตอบว่า “ไม่ทำอะไรเลย” นอกนั้นตอบว่า “ระวังเรื่องอาหารการกิน” “ใช้แชมพูป้องกันผมขาว” “อื่นๆ” ตามลำดับ

อ่านแล้วคิดว่า คนไทยก็คงไม่ต่างกันครับ (ฮา) นานละตอนผู้เขียนเด็กๆ แม่มักให้เอาแหนบ “ถอนผมหงอก” ให้ พอแม่แก่มากแล้ว ผมหงอกชักเยอะเข้าก็ ปล่อยเลยตามเลย ทุกวันนี้อายุ 80 แล้ว หงอกทั้งหัว เป็นเรื่องปกติไปแล้วครับไม่ต้องถอนไม่ต้องย้อมอะไรทั้งนั้น ฉะนั้นเรื่องนี้ก็อ่านแล้วถือว่า รู้ไว้ใช่ว่า นะครับ (ฮา)

สรุปเนื้อหาจาก prtimes