ประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม เหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ที่โทโฮกุปี 2011

วันที่ 11 มีนาคม 2020 ครบรอบ 9 ปีที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นนั่นก็คือ แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในโทโฮกุปี 2011 ในภาษาญี่ปุ่นใช้คำว่า ฮิกาชิ นิฮง ไดชินไซ (Higashi Nihon daishisai;東日本大震災) หรือคนญี่ปุ่นมักจะเรียกว่า เหตุการณ์ 3.11 ณ ปัจจุบันนี้การฟื้นฟูพื้นที่ในเขตที่ได้รับความเสียหายก็ยังคงดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง และแม้จนถึงบัดนี้ก็ยังมีผู้สูญหายยังไม่สามารถพบตัวอีกมากกว่า 2,000 คน ข้อมูลอัพเดทล่าสุด ตามภาพด้านล่างนี้

ทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นมีผู้ทวิตเกี่ยวกับเหตุการณ์เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ 3.11 เมื่อ 9 ปีที่แล้วกันมากมาย

คงไม่ต้องมีคำแปลสำหรับทวิตที่แปะไว้ด้านบน ทุกคนน่าจะรู้สึกได้ถึงความน่ากลัวของภัยธรรมชาติ ความสูญเสียที่ไม่มีวันนำกลับคืนมาได้ เป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนจะไม่มีวันลืม รวมถึงผู้เขียนด้วย ครั้งนี้จะมาเขียนเล่าประสบการณ์เหตุการณ์ 3.11 ที่เจอเองกับตัวเมื่อ 9 ปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่ผู้เขียนใช้ชีวิตอยู่ที่โตเกียว ออกตัวก่อนว่าเรื่องเล่าในครั้งนี้จะเป็นการบรรยายในสิ่งที่เกิดจริงกับตัวของผู้เขียนเอง เขียนขึ้นเพียงแค่ต้องการแชร์ประสบการณ์ และเขียนไว้เป็นบันทึกของตัวเองด้วย

วันนั้นเป็นครั้งที่ไหวแรงที่สุดเท่าที่เคยเจอมาในชีวิต

ตอนอยู่โตเกียวเราทำงานบริษัทไอทีเป็นซิสเต็มเอ็นจิเนีย วันเกิดเหตุเราทำงานอยู่ที่ออฟฟิศของบริษัทซึ่งเป็นตึกที่เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟใต้ดิน ออฟฟิศของเราอยู่ที่ชั้น 9 ของตึก นั่งทำงานอยู่ดีๆ ตึกก็สั่น ตอนแรกสั่นเบาๆแบบขึ้นลงๆ หลังจากนั้นแค่อึดใจแรงสั่นก็เร่ิมหนักขึ้นแต่ครั้งนี้เป็นแบบสั่นแนวนอน ณ ตอนนั้นเราอยู่ญี่ปุ่นมาได้เป็นที่ 8 ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยผ่านประสบการณ์แผ่นดินไหวมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เพราะที่ญี่ปุ่นมีแผ่นดินไหวเป็นปกติอยู่แล้ว แต่วันนั้นเป็นครั้งที่ไหวแรงที่สุดเท่าที่เคยเจอมาในชีวิต แรงถึงขั้นยืนตรงไม่ได้ เราเห็นเพื่อนเข้าไปหลบใต้โต๊ะ เราก็เลยเข้าไปหลบใต้โต๊ะทำงานตาม แต่ที่ทำให้ตกใจมากๆ คือคอมพิวเตอร์ล้มคว่ำระเนระนาดตามแรงสั่น ลิ้นชักโต๊ะเปิดเข้าออก ราวที่ใช้แขวนเสื้อโคทก็ล้มระนาว เป็นภาพเหมือนในหนังเลยอะ ความคิดที่ผุดขึ้นในหัวตอนนั้นคือ เราจะตายหรือเปล่าวะ!? เนื่องจากกลัวตึกถล่มมากเพราะมีความรู้สึกว่ามันโยกซ้ายและขวาแบบแรงมากๆ แถมโยกนานกว่าที่เคยเจอมาด้วย เกิดความแพนิคเล็กๆ แต่คนญี่ปุ่นรอบๆเขาค่อนข้างจะนิ่งๆกันก็เลยต้องนิ่งตาม

หลังจากแผ่นดินไหวหยุด ก็มีประกาศให้พนักงานทุกคนออกจากตึกทันทีโดยให้เดินลงบันได (เวลาเกิดเหตุแบบนี้ห้ามใช้ลิฟต์เด็ดขาดต้องใช้บันไดเท่านั้น) จากชั้น 9 เมื่อออกไปข้างนอกตึกสักพัก ดูเหมือนว่าเหตุการณ์น่าจะสงบแล้วก็มีประกาศให้กลับเข้าออฟฟิศได้ แต่ก็ยังต้องเดินขึ้นบันไดอยู่ดี หลังจากพยายามเดินขึ้นบันไดจนไปถึงชั้น 9 แค่แป๊บเดียวเท่านั้นก็เกิดแผ่นดินไหวซ้ำอีกรอบแต่ไม่แรงเท่าครั้งแรก พอถึงจุดนี้คนเร่ิมแตกตื่น สักพักมีประกาศด่วนจากทางสำนักงานใหญ่มาว่าให้พนักงานทุกคนกลับบ้าน!

ยังไม่มีกำหนดว่ารถไฟจะวิ่งได้เมื่อไหร่ คิดว่าอาจไม่วิ่งไปตลอดทั้งคืนเลยก็ได้

เมื่อ 9 ปีที่แล้วสมาร์ทโฟนยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เราใช้โทรศัพท์มือถือแบบพับเปิดปิด ใช้ส่งเมลมือถือได้ ส่งข้อความสั้นๆ ได้ จริงๆ ใช้ดูเน็ตได้ด้วยแต่ค่าเปิดดูเน็ตแพงมากปกติจะไม่เปิดดู

หลังจากบริษัทประกาศให้พนักงานทุกคนกลับบ้านก็ทราบมาว่ารถไฟแทบทุกสายหยุดให้บริการแบบฉุกเฉิน ถึงตอนนี้เร่ิมรู้สึกว่ามีความวุ่นวายเกิดขึ้น แต่สำหรับเรานั้นไม่รู้ว่าทำไมตอนนั้นจึงชิวมากไม่ยอมกลับบ้านจ้า เพราะรถไฟหยุดวิ่งกลับบ้านไม่ได้เราก็เลยไปนั่งรอที่ล็อบบี้ชั้น 1 กับเพื่อนๆ ที่บริษัท 3-4 คนเฉยเลย (งงตัวเอง) คิดว่าอีกสักพักรถไฟก็คงจะวิ่ง หารู้ไม่ว่าข้างนอกคนเร่ิมเดินกลับบ้านกันแล้วเยอะมาก และที่โทโฮคุก็เกิดสึนามิขึ้น แล้วอยู่ๆเพื่อนคนนึงก็ลงไปชั้นใต้ดินไปถามเจ้าหน้าที่รถไฟว่ารถไฟน่าจะวิ่งได้เมื่อไหร่ แต่กลับได้คำตอบที่ทำให้เรารู้ตัวว่าสถานการณ์เร่ิมไม่ปกติแล้ว นั่นคือ เจ้าหน้าที่สถานีรถไฟบอกว่า “ยังไม่มีกำหนดว่ารถไฟจะว่ิงได้เมื่อไหร่ คิดว่าอาจไม่วิ่งไปตลอดทั้งคืนเลยก็ได้”

จากที่นั่งชิวๆ อยู่ก็เร่ิมรู้ตัวว่า จะมานั่งชิวแบบนี้ไม่ได้แล้ว ต้องเดินกลับบ้านแน่ๆ แล้ว ก็เลยโทรหาแฟนคนญี่ปุ่นที่อยู่ด้วยกันตอนนั้นซึ่งแฟนเราทำงานแถวชิบูย่า แต่โทรยังไงก็โทรไม่ติดเลย จริงๆ โทรหาตั้งแต่ลงมาที่ล็อบบี้แล้ว แต่โทรไม่ติดเลย ตอนแรกไม่ได้คิดอะไร แต่ดูเหมือนว่าทุกคนติดต่อคนทางบ้านไม่ได้กันเลย เมลมือถือก็ส่งไม่ได้ ที่น่าแปลกคือ ยายเราที่ดูข่าวอยู่ที่เมืองไทยโทรมาหาเราได้เฉยเลย งงมาก (เดาว่าสัญญาณโทรศัพท์ภายในและนอกประเทศอาจไม่เกี่ยวกัน ยายเราเลยโทรจากต่างประเทศมาได้)

ไม่เคยดีใจครั้งไหนเท่าตอนนั้นมาก่อน

วันนั้นรู้สึกโกรธตัวเองที่ดันใส่รองเท้ามีส้นคู่ใหม่เป็นครั้งแรก ทำให้เดินเจ็บเท้ามาก มิหนำซ้ำยังเป็นวันที่อากาศหนาวเป็นพิเศษอีกด้วย ออฟฟิศเราอยู่สถานี Shirogane takanawa ส่วนอพาร์ทเม้นต์อยู่สถานี Shin-Koenji ระยะทางจากออฟฟิศเราไปถึงบ้านตอนนั้นนึกไม่ออกว่าจะเดินกลับได้ยังไง เดินกลับทางไหน สมัยนั้นสมาร์ทโฟนยังไม่แพร่หลายเหมือนสมัยนี้ที่เปิด google map ก็รู้เส้นทางในทันที อีกทั้งระยะทางมันไกลมากๆ ไม่คิดว่าจะเดินกลับไหว ยังไงก็แล้วแต่อพาร์ทเม้นที่อยู่ต้องผ่านชิบูย่า และแฟนเราก็ทำงานอยู่ชิบูย่า เราเลยตัดสินใจเดินไปชิบูย่า พร้อมกับเพื่อนๆ ที่บริษัทประมาณ 3 คน

ระหว่างทางเห็นรถเมล์จะไปชิบูย่าพอดี ก็เลยพากันขึ้นไปคิดว่าน่าจะถึงเร็วขึ้น ที่ไหนได้รถติดมหากาฬมากๆ ยังดีที่ไม่ต้องเดินเองเพราะเจ็บเท้าพีคมาก ณ จุดนั้น ระหว่างที่อยู่บนรถเมล์ไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจให้ลองเปิดเฟสบุ๊ค ซึ่งตอนนั้นที่ญี่ปุ่นมีคนเล่นเฟสบุ๊คน้อยมากแทบไม่มีคนรู้จักเลยด้วยซ้ำ โชคดีที่แฟนเราเล่นและเขาเมสเสสมาหาเราผ่านเฟสบุ๊ค ตั้งแต่หลังเกิดแผ่นดินไหวใหม่ๆ แล้ว ก็เลยติดต่อหากันได้ นี่คือบทสนทนาที่คุยกันตอนนั้น

*วอชเลท คือ โถส้วมที่มีปุ่มล้างอัตโนมัติ ส้วมแบบนี้จะต้องใช้ไฟก็เลยจะมีปลั๊กเสียบอยู่
*แฟนเราใช้ iPhone ตั้งแต่ออกขายรุ่นแรกๆ เลย เขาเป็นพวกชอบเทคโนโลยี

แล้วในที่สุดก็หากันจนเจอที่หน้ารูปปั้นโมอายหน้าสถานีชิบูย่า ไม่เคยดีใจครั้งไหนเท่าตอนนั้นมาก่อน จากนั้นก็พากันไปกินข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง จำไม่ได้แล้วว่าแถวไหนแต่จำได้ว่าหิวมาก แต่ในสถานการณ์แบบนั้นยังมีร้านค้าและพนักงานที่เปิดบริการอยู่สุดยอดมากๆ พออิ่มแล้วยังกลับไม่ได้เลยพากันไปนั่งเป็นผู้ลี้ภัยกลับบ้านไม่ได้อยู่ที่ห้างโตคิว ซึ่งตอนนั้นเปิดชั้น 1 ให้คนเข้าไปนั่งหลบภัยได้ รอจนช่วงประมาณก่อนเที่ยงคืน รถไฟสายที่จะไปลงสถานี Shin-Koenji ก็กลับมาวิ่งอีกครั้ง ก็เลยพากันขึ้นรถไฟกลับบ้าน

พอถึงห้องไม่น่าเชื่อว่าของทุกอย่างอยู่ที่เดิมไม่มีอะไรเสียหายเลย ยกเว้นขวดน้ำปลาเท่านั้นที่ล้มลงมาบนพื้น ดีที่ปิดฝาแน่นไม่อย่างนั้นได้นอนดมกลิ่นน้ำปลาทั้งคืนแน่ มีอีกจุดคือแก๊สไม่ทำงานเลยทำให้ไม่สามารถอาบน้ำร้อนได้ คืนนั้นเราก็เลยแค่วิ่งผ่านน้ำแล้วก็นอนเลย เพราะเหนื่อยมาก

หลังจากวันนั้นหลายๆ บริษัทหยุดกัน บริษัทแฟนเราก็หยุด แต่บริษัทเราไม่หยุด ต้องไปทำงานทุกวัน เป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างทรมานพอสมควรเพราะยังมี aftershock มาอีกหลายระลอก บางครั้งมีความหลอนและประสาทเล็กๆ คือรู้สึกถึงความสั่นแต่ไม่รู้ว่าสั่นเพราะแผ่นดินไหวหรือร่างกายเรามันสั่นเอง และทุกครั้งที่เกิด aftershock โทรศัพท์มือถือจะมีเสียงเตือนภัยอัตโนมัติดังขึ้น เป็นเสียงที่รบกวนโสตประสาทเอามากๆ พอได้ยินแล้วจะรู้สึกผวาขึ้นมาทันที

สถานีโทรทัศน์ญี่ปุ่นแทบทุกช่องมีแต่รายงานข่าวเกี่ยวกับสึนามิที่จังหวัดในแถบภูมิภาคโทโฮกุ อีกทั้งยังมีข่าวการระเบิดของโรงงานไฟฟ้าปรมณูที่จ.ฟุกุชิม่าอีกด้วย ทำให้หลายจังหวัดรวมถึงโตเกียวได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ต้องประหยัดไฟฟ้า กลางคืนร้านค้าจะไม่ค่อยเปิดไฟ เดินไปไหนมาไหนก็มืดๆ ความรู้สึกช่วงนั้นมึนๆ อึนๆ เป็นที่สุด

ผู้คนพากันซื้อข้าวปลาอาหารน้ำกักตุนกัน แต่ไม่มีความวุ่นวายนะ ทุกคนเรียบร้อยมาก แต่ตอนนั้นที่รู้สึกลำบากคือไม่มีน้ำเปล่าขายเลยสักที่ หาน้ำดื่มไม่ได้ ถึงขนาดที่ว่าต้องให้ครอบครัวญี่ปุ่นที่เราเคยไปโฮมสเตย์ที่จังหวัดอิชิกาว่าส่งน้ำมาให้ และถึงแม้ว่าจะค่อยเป็นค่อยไปแต่ก็ผ่านมันมาได้ด้วยดี

นี่เป็นประสบการณ์คร่าวๆ ของเรา ขอจบแค่ก่อนที่บทความนี้จะยาวไปมากกว่านี้

สุดท้ายนี้ ขอแสดงความเสียใจกับผู้ประสบภัยและไว้อาลัยกับผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวในครั้งนี้ แม้ผ่านมา 9 ปีแล้ว แต่ก็ยังมีผู้ที่ยังต้องใช้ชีวิตอพยพไม่มีบ้านเป็นของตัวเองอีกมากมาย มีหลายพื้นที่ที่ยังต้องการความช่วยเหลือและการฟื้นฟู ขอภาวนาให้ทุกอย่างดีขึ้นในเร็ววัน ญี่ปุ่นเป็นเหมือนบ้านอีกหลังของเราและเราจะไม่ลืมเหตุการณ์ในวันนั้นเลย