อีกมุมหนึ่งของคุณภาพชีวิตในสังคมญี่ปุ่นที่อาจไม่ใช่อย่างที่เราคิด!!

หลายคนคงจะคิดว่าคนญี่ปุ่นสบายเพราะอยู่ในประเทศที่มีความเจริญทางด้านเทคโนโลยีและมีการพัฒนาในด้านต่างๆ มากมาย แต่จริงๆ แล้วคนญี่ปุ่นไม่ได้สบายเหมือนอย่างที่คนต่างชาติมองเลย มาดูกันว่าคนญี่ปุ่นมีความยากลำบากในการใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง

ต้องเดินเป็นหลัก

แม้ว่าจะมีระบบการขนส่งมวลชนที่สะดวก แต่ระยะทางจากบ้านไปสถานีรถไฟหรือป้ายรถบัสประจำทางนั้นมักจะไกลจากบ้าน รวมถึงการเปลี่ยนสายรถไฟก็มีระยะห่างระหว่างรถไฟแต่ละสาย ทำให้คนญี่ปุ่นต้องใช้การเดินเป็นหลัก หากจะใช้รถยนต์ ค่าจอดรถยนต์ก็ค่อนข้างแพงและหาที่จอดได้ยาก จะนั่งแท็กซี่ก็ราคาสูง จะหาวินมอเตอร์ไซค์ไปปากซอยก็ไม่มี จึงทำให้คนญี่ปุ่นต้องเดินไปไหนมาไหนเอง ในหนึ่งวันคนญี่ปุ่นจะเดินอย่างน้อยประมาณ 1 กิโลเมตร และอาจจะถึง 5 กิโลเมตรเลยทีเดียว การเดินวันละ 1 หมื่นก้าวจึงเป็นการเดินที่สบายๆ สำหรับคนญี่ปุ่น แม้ในวันที่ฝนตก พายุเข้า และหิมะตก คนญี่ปุ่นทุกคนรวมถึงเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ก็ต้องเดินไปโรงเรียนหรือที่ทำงานกันอย่างแข็งขัน

ต้องเดินทางไปทำงานในชั่วโมงเร่งด่วนที่เหนื่อยล้า

สำหรับคนในเมืองใหญ่ เช่น โตเกียว การเดินทางไปทำงานโดยรถไฟในชั่วโมงเร่งด่วนเป็นเรื่องที่เหนื่อยล้าไม่น้อย เนื่องจากต้องอัดแน่นเหมือนปลากระป๋องในขบวนรถไฟจนกว่าจะถึงปลายทาง

ต้องทำงานบ้านเองทุกอย่าง

คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่จ้างคนดูแลทำความสะอาดบ้านเพราะค่าจ้างแพงและไม่ชอบให้คนนอกเข้ามาข้องแวะในบ้าน แม่บ้านส่วนใหญ่จึงต้องทำงานบ้านเองทุกอย่าง อีกทั้งคนญี่ปุ่นจะทำกับข้าวเองเป็นส่วนใหญ่เพื่อประหยัดรายจ่ายจากการซื้อกับข้าวสำเร็จรูป ซึ่งมีราคาแพงกว่าการซื้อวัตถุดิบมาทำเองประมาณ 2- 3 เท่า

ต้องเตรียมตัวเตรียมใจรับภัยพิบัติต่างๆ

ในยามที่มีไต้ฝุ่นพัดเข้ามา คนญี่ปุ่นจำนวนมากต่างตื่นตัวซื้ออาหารกักตุนไว้ อีกทั้งยังต้องเตรียมพร้อมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายจากภัยพิบัติ คนที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงไม่ว่าจะจากไต้ฝุ่นหรือแแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ต้องอพยพไปยังศูนย์อพยพที่จัดเตรียมไว้ชั่วคราว ซึ่งลำบากไม่สบายเหมือนอยู่บ้านตนเอง

ต้องเรียนหนังสือหนักมาตั้งแต่เด็ก

นอกจากการเรียนกวดวิชาที่หนักแล้ว เด็กนักเรียนญี่ปุ่นทุกคนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นเป็นต้นไปมักจะเรียนหนังสืออย่างหนักเพื่อสอบแข่งขันผ่านระดับต่างๆ ด้วยข้อสอบอัตนัยสุดโหด ที่ต้องใช้ความจำและความเข้าใจเป็นพื้นฐาน ทำให้เด็กญี่ปุ่นต้องเรียนหนังสืออย่างหนักไม่แพ้เด็กในสิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน

ต้องทำงานแบบแข่งขันและต้องการความละเอียดถูกต้องเป็นหลัก

คนญี่ปุ่นมีความละเอียดมากและมีความรอบคอบสูง เมื่อทำงานจึงใช้เวลาในการเตรียมงานนานมากเพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์แบบตรงตามที่วางแผนกันไว้ ส่งผลให้คนญี่ปุ่นต้องทำงานหนักอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อให้งานออกมาดีเป็นที่ยอมรับของหน่วยงาน

ไม่สามารถเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลได้อย่างง่ายดาย

ในญี่ปุ่นผู้ป่วยไม่สามารถเข้าไปพักรักษาตัวในโรงพยาบาลได้ง่าย แม้จะติดเชื้อไวรัสในกระเพาะอย่างรุนแรง ทั้งถ่ายทั้งอาเจียนจนอ่อนแรง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็จะกลับไปดูแลตัวเองที่บ้าน หากป่วยด้วยโรคที่แพทย์ทางคลินิกรักษาไม่ได้ จึงจะได้รับจดหมายจากแพทย์นั้นๆ ให้ไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาล ก่อนไปก็ต้องโทรศัพท์นัดหมายวันเวลากันก่อน หากมีอาการโรคที่ยังพอดูแลตัวเองได้ก็กลับบ้านไปดูแลตัวเองและไปหาหมอตามนัดเพื่อติดตามผล หากต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลก็ต้องมีระบบจองและรอห้องว่าง ทั้งนี้ก็ไม่มีห้องพิเศษสำหรับคนเดียวให้เลือกง่ายเหมือนโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งในประเทศไทย ถึงจะมีแต่ก็ราคาสูงมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงเลือกนอนห้องรวมสี่เตียงนอนที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายโดยประกันสุขภาพ มีแพทย์พยายาบาลดูแลใกล้ชิด อย่างไรก็ดีโรงพยาบาลจะเปิดให้ญาติเยี่ยมได้เฉพาะเวลา 11-20 น. เท่านั้น ญาติๆ จึงไม่สามารถไปเยี่ยมได้ทั้งวันทั้งคืนแบบอบอุ่นอย่างเมืองไทย  นอกจากนี้ในผู้ป่วยเด็กที่อายุตั้งแต่ 6 ขวบ ขึ้นไป ก็จะนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลโดยลำพังโดยไม่ได้รับอนุญาตให้พ่อแม่นอนเฝ้าไข้ได้

ผู้สูงอายุอาศัยอยู่ตามลำพัง

ด้วยญี่ปุ่นเป็นสังคมสูงอายุ คนมีลูกน้อยและลูกหลานต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวตนเอง ผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตตามลำพังไม่อยากรบกวนลูกหลาน จึงไปทำธุระต่างๆ เช่น ซื้อกับข้าวและไปหาหมอเพียงลำพัง ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรงเหมือนวัยหนุ่มสาว การไปยังที่หมายแต่ละครั้งก็ใช้เวลาไม่น้อย แต่พวกเขาก็ไม่ได้ยอมให้ตนเองเป็นภาระของลูกหลานเลย

แม้ว่าผู้เขียนจะอาศัยอยู่ประเทศญี่ปุ่นมานานหลายปีจนรู้สึกว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นบ้านหลังที่สอง แต่ผู้เขียนเองก็ยังรู้สึกเสมอว่าไม่มีที่ไหนที่อยู่แล้วสบายเหมือนอยู่เมืองไทยบ้านเรา ที่อยากทำอะไรก็สะดวก อยากกินอะไรก็หาซื้อง่ายในราคาถูก ไม่ต้องทนความหนาวเหน็บ ไม่ต้องหวั่นภัยไต้ฝุ่นและภัยแผ่นดินไหว อย่างไรก็ดี ข้อดีของความลำบากคือ ทำให้เราได้เรียนรู้และปรับตัวเพื่อจะมีชีวิตที่แกร่งและภูมิใจที่ผ่านความยากลำบากต่างๆ ไปได้ด้วยดีค่ะ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ ข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการ

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save