เทคนิคสร้างแรงจูงใจ! เอาชนะสัญชาตญาณและความเกียจคร้านด้วยวิธีง่ายๆ แต่ได้ประสิทธิภาพ

เคยสงสัยกันไหมคะ ว่าทำไมบางครั้งเราถึงมีแรงฮึดอยากทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ว่าสามารถอยู่กับสิ่งนั้นได้ทั้งวัน มีแรงจูงใจขั้นสุด ไม่กินไม่นอนยังได้เลย แต่ทำไมกับบางสิ่งที่รู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจว่าดี อย่างเช่น การเรียนหรือการทำงาน ฝืนใจทำไม่เคยได้สักที แพ้ให้ต่อที่นอนหรือซีรีส์ที่ชอบตลอด บางคนอาจจะมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว อย่างเช่น “เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ” “ทำจนเอียนแล้ว” เป็นต้น แต่ทุกคนเคยลองคิดในอีกมุมหนึ่ง อย่างเช่น “ทำไมเราถึงทำงานนี้อยู่” หรือ “ทำไมถึงเรียนสิ่งนี้อยู่” กันหรือไม่คะ

พูดง่าย ๆ ก็คือ เคยตั้งคำถามกับตัวเองหา “ความหมายที่ทำสิ่งนั้น” มากกว่าที่จะทำเพราะเห็นว่าเป็น “สิ่งที่ควรทำ”หรือไม่คะ ซึ่งในครั้งนี้ เราได้นำผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเทคนิคการหา “เหตุผลที่ควรทำสิ่งนั้น” หรือ เทคนิคสร้างแรงจูงใจ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาให้ทุกคนกันค่ะ

สิ่งล่อลวงที่เรียกว่าสัญชาตณาณ

คนนอนโซฟา

มีคนมากมายที่รู้สึกว่า “ถึงจะทำงานไปก็ไม่รู้สึกพอใจสักที” “เรียนไปก็ไม่รู้ว่าได้ความรู้จริง ๆ ไหม” จนทำให้การเรียนและการทำงานดูเป็นเรื่องที่ “ต้องทำ” มากกว่าเป็นเรื่องที่น่าทำ หรืออยากทำ

ซึ่งถ้าหากเราปล่อยให้ความคิดนี้วนต่อไปเรื่อย ๆ และไม่ตระหนักว่าทำสิ่งนี้ไป “เพื่ออะไร” ล่ะก็ แรงจูงใจที่จะทำสิ่งเหล่านั้นก็จะลดลงไป

เพราะสัญชาตญาณของมนุษย์คือ “ความเกียจคร้าน”

เบื่อ ขี้เกียจ

“มีคนที่หาเหตุผลในการเรียนหรือการทำงานไม่เจอเยอะ ก็แสดงว่าสิ่งนั้นคือสัญชาตญาณของมนุษย์ไม่ใช่หรือ”

เป็นความจริงที่ว่า สัญชาตญาณของมนุษย์ให้ความสำคัญกับ “ความเกียจคร้าน” หรือก็คือ “สำหรับสิ่งที่ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร ก็ไม่ต้องทำสิ” และเมื่อเราแพ้ให้ต่อสัญชาตญาณปุ๊บ “แรงจูงใจ” ในการทำ “สิ่งที่ควรทำ” ก็จะกลายเป็น 0 และทำให้ไม่อยากทำอะไรเลย เพราะฉะนั้น เพื่อที่จะเอาชนะสิ่งยั่วยวนเหล่านั้นแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหา “เหตุผลที่ควรทำ” สิ่งเหล่านั้น

เทคนิคสร้างแรงจูงใจ

วิ่ง

เทคนิคสร้างแรงจูงใจในการทำ “สิ่งที่ควรทำ” อย่างเช่น การเรียน หรือการทำงานก็คือ… การคิดว่า “สิ่งที่ฉันทำอยู่ตอนนี้ ทำเพื่อใครอยู่”

แค่การเปลี่ยนความคิดเพียงเท่านี้ ก็จะทำให้ “แรงจูงใจ” “ความพึงพอใจ” พุ่งสูงขึ้นได้ อีกทั้ง ความกระปรี้กระเปร่าที่อยากทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ ก็จะทำให้ความสุขเพิ่มขึ้นได้อีกด้วยค่ะ

เหตุการณ์ตัวอย่าง

ร่วมมือ

เจ้านายบอกกับคุณว่า “เตรียมเอกสารที่จะประชุมวันนี้ด้วยนะ” สิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่คิดก็คือ “วุ่นวายจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังมีงานที่ต้องทำอยู่ตั้งเยอะแยะ ยังมาสั่งเพิ่มอีก”

จริงอยู่ที่ว่าหากมีงานที่ต้องทำ แล้วมีคนมาสั่งงานเพิ่มอีก ก็ย่อมรู้สึกหงุดหงิดได้เป็นธรรมดา แต่อยากให้ลองนำเทคนิคที่ได้กล่าวไปข้างต้นมาปรับใช้ดู ถามคำถามกับตัวเองก่อนว่า “การเตรียมเอกสารการประชุมในครั้งนี้ จะมีประโยชน์ต่อใครได้บ้าง?” ก็อาจจะคิดได้ว่า “ถ้ามีเอกสารที่เราทำ เจ้านายหรือผู้บริหารในบริษัทก็จะสามารถประชุมได้อย่างราบรื่น” หรือ “การทำเอกสารในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาการบริการใหม่ ๆ ได้” หรืออาจะเป็น “ในอนาคต จะมีคนที่ได้ประโยชน์ในการใช้บริการนี้แน่ ๆ” เป็นต้น

พอเรามีความคิดตามด้านบนแล้วก็จะรู้สึกฮึดขึ้นมา และมีแรงจูงใจที่จะทำงานเหล่านั้นได้ อีกตัวอย่างเหตุการณ์หนึ่งก็คือ คนที่รู้สึกไม่ชอบการคำนวณก็อาจจะลองคิดดูว่า “ถ้าฉันสามารถแก้โจทย์ปัญหาข้อนี้ได้ ก็จะสามารถไปสอนคนอื่นที่ไม่สามารถแก้โจทย์นี้ได้” เป็นต้น มนุษย์เรานั้นจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้ “ช่วยเหลือใครสักคน”

เทคนิคสุขภาพดีแถมยังมีประโยชน์ต่อผู้อื่น

บริจาค

จากผลการศึกษาพบว่าผู้ที่ชอบบริจาคหรือทำกิจกรรมการกุศลบ่อย ๆ มักจะมี “ความพึงพอใจในชีวิต” อยู่ในระดับสูง และส่งผลต่อการมีสุขภาพที่ดีและเจ็บป่วยได้ยากอีกด้วย

การเอาชนะสัญชาตญาณ

เอาชนะสัญาตญาณ

สัญชาตญาณมักจะมาทดสอบเราอยู่เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น “ทำงานเหนื่อยจัง” “การเรียนนี่น่าเบื่อจริง ๆ “ สิ่งที่จะเอาชนะได้ก็คือ การระลึกถึงเหตุผลที่ทำอยู่เสมอ

คนส่วนใหญ่มักจะแพ้ให้กับ “สัญชาตญาณ” หรือ “ความเกียจคร้าน” ทั้งการลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย หรือเรื่องอื่น ๆ ช่วงแรกก็จะฮึดมาก แต่พอเวลาผ่านไป ผู้คนเกินกว่าครึ่งก็จะยอมแพ้และล้มเลิกไปในที่สุด เพราะฉะนั้น มากกว่าการคิดว่า “ควรเพิ่มแรงจูงใจอย่างไรดี” ให้เปลี่ยนเป็น “งานที่ทำอยู่มีประโยชน์ต่อใคร” อย่างชัดเจนจะดีกว่า

ความรู้สึกที่ได้ทำประโยชน์ต่อผู้อื่น

เงิน ประโยชน์ต่อผู้อื่น

สิ่งที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่นนั้น ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ทุ่มเทแรงกายแรงใจหรือเวลาให้ไปทั้งหมด แต่การสร้างความรู้สึกที่ว่านั้น สามารถทำได้ง่าย ๆ และอยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันสิ่งของ, การบริจาคตามกำลังทรัพย์ หรือการช่วยเหลือผู้อื่นในสิ่งที่ง่าย ๆ แค่เพียงเท่านี้ก็ถือเป็นการเพิ่มแรงจูงใจที่จะทำบางสิ่งบางอย่างได้

เชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะเคยรู้สึกท้อแท้ เหนื่อย หรือหมดกำลังใจในสิ่งที่ทำอยู่ ไม่เจอแม้แต่เหตุผลในการทำสิ่งเหล่านี้ แต่ถ้าหากลองนำเทคนิคนี้ไปใช้ดู ก็อาจจะทำให้มีแรงจูงใจมากขึ้น จนสามารถทำเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญก็คือ การระลึกถึงเหตุผลที่ทำสิ่งเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ และท้ายที่สุดก็จะประสบความสำเร็จได้นั่นเอง หากทุกคนลองนำไปใช้แล้ว ได้ผลมากน้อยอย่างไร ก็อย่าลืมมาแชร์ประสบการณ์กันได้เลยนะคะ

สรุปเนื้อหาจาก itoponsite

ผู้เขียน Yurina