ดื่มชาเขียวญี่ปุ่นอย่างไรให้ได้สุขภาพดี

ไม่แปลกใจเลยที่เราจะเห็นร้านขายชาหรือผลิตภัณฑ์ชาวางขายตามท้องตลาดทั่วไปในประเทศญี่ปุ่น ก็เพราะวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นข้องเกี่ยวกับชาเขียวมาโดยตลอด ไม่ว่าจะดื่มหลังมื้ออาหารหลัก หรือดื่มเป็นมื้อว่างคู่กับขนม หรือดื่มระหว่างวันเองแทนน้ำเปล่าเพื่อดับกระหาย ชาญี่ปุ่นมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนกับชาที่ปรุงแต่งรส มีความเรียบง่ายของรสสัมผัสกลมกล่อม หวานอมขมจากใบชาตามธรรมชาติ เมื่อดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น ทำให้สามารถดื่มได้เรื่อย ๆ

ประโยชน์ของการดื่มชาเขียวญี่ปุ่น

ชาเขียวญี่ปุ่นจัดเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ นอกจากในเรื่องสุนทรียรสในการดื่มแล้ว ยังมีวิจัยออกมาว่าชาเขียวญี่ปุ่นนั้นอุมดมไปด้วยประโยชน์ต่าง ๆ มากมาย เช่น ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง โรคเส้นเลือดในสมองตีบ โรคเบาหวาน โรคไข้หวัดใหญ่ โรคแพ้เกสรดอกไม้ อาการอาหารเป็นพิษ ช่วยลดกลิ่นปาก อีกทั้งยังมีประโยชน์ด้านความงามในการบำรุงผิวพรรณ และช่วยในการดูแลรูปร่างสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องสัดส่วนได้อีกด้วย

ดื่มชาเขียวให้ได้อย่างไรให้ได้สุขภาพดี?

ชาเขียวหรือเรียวกุฉะ (緑茶) คือใบชาสดที่ไม่ผ่านการหมักซึ่งแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ คือ เซนฉะ โฮจิฉะ เกนไมฉะ บังฉะ มัทฉะ และเกียวคุโระ ซึ่งแต่ละประเภทมีวิธีการทำที่แตกต่างกันรวมไปถึงปริมาณคาเฟอีนที่อยู่ในใบชาด้วย

ปริมาณคาเฟอีนในใบชา

  • เซนฉะ : ปริมาณคาเฟอีน 20mg/100ml  วิธีการชง ใส่ใบชา 10g ในน้ำร้อนอุณหภูมิ 90℃ ปริมาณ 430ml แช่นาน 1 นาที
  • โฮจิฉะ : ปริมาณคาเฟอีน 20mg/100ml วิธีการชง ใส่ใบชา 15g ในน้ำร้อนอุณหภูมิ 90℃ ปริมาณ 650ml แช่นาน 30 วินาที
  • เกนไมฉะ :  ปริมาณคาเฟอีน 10mg/100ml วิธีการชง ใส่ใบชา 15g ในน้ำร้อนอุณหภูมิ 90℃ ปริมาณ 650ml แช่นาน 30 วินาที
  • บังฉะ :  ปริมาณคาเฟอีน 10mg/100ml วิธีการชง ใส่ใบชา 15g ในน้ำร้อนอุณหภูมิ 90℃ ปริมาณ 650ml แช่นาน 30 วินาที
  • มัทฉะ : ปริมาณคาเฟอีน  48mg/70ml วิธีการชง ใส่ใบชา 15g ในน้ำร้อนอุณหภูมิ 70-80℃ ปริมาณ 70ml
  • เกียวคุโระ : ปริมาณคาเฟอีน 160mg/100ml วิธีการชง ใส่ใบชา 10g ในน้ำร้อนอุณหภูมิ 60℃ ปริมาณ 60ml แช่นาน 2.5 วินาที

สัดส่วนในการดื่มชาเขียวญี่ปุ่นมีผลต่อประโยชน์ที่ได้รับ งทีมแพทย์ของมหาวิทยาลัยโทโฮคุเผยว่า หากเราดื่มชาวันละ 1-2 แก้วจะช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมและป้องกันการเกิดแผลของเซลล์ประสาทได้ หากดื่มชามากกว่า 5 แก้วต่อวัน จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะโรคเส้นเลือดในสมองตีบ และร่างกายจะสามารถดูดซึมวิตามินซีได้ในปริมาณที่เต็มที่ ซึ่งร่ายกายต้องการวิตามินซีวันละประมาณ 50 มิลลิกรัม โดยในชาเขียวแก้วหนึ่งมีวิตามินซี 12 มิลลิกรัม เท่ากับว่าร่างกายจะได้รับวิตามินซีในปริมาณที่ร่างกายต้องการ และหากเมื่อเราดื่มชาเขียวมากกว่า 7 แก้ว จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานลงได้

ดื่มชาเขียวมากเกินไปจะเป็นอะไรไหม?

การดื่มชาเขียวล้วนแต่มีคุณประโยชน์มากมาย แต่ในทางกลับกันหากดื่มในปริมาณที่มากเกินความจำเป็นของร่างกายก็อาจกลายเป็นผลเสียได้เช่นกัน เช่น โอกาสเกิดภาวะโลหิตจางเกิดจากสารแทนนินในชาที่รบกวนการทำงานของธาตุเหล็ก ท้องเสีย หรือถ้าหากดื่มกับยาก็จะทำให้ประสิทธิภาพของยานั้นลดลง และหากดื่มมาก ๆ ติดต่อกันก็อาจทำให้เป็นก้อนนิ่วในกระเพาะปัสสาวะได้อีกด้วย นอกจากนี้ในผู้ที่ตั้งครรภ์ก็อาจทำให้เสี่ยงต่อการแท้งหรือทำให้ทารกที่คลอดออกมมีอุณหภูมิร่างกายที่ต่ำกว่าปกติ ดังนั้นจึงไม่ควรดื่มชาเขียวเกิน 10 แก้วต่อวัน โดยให้ดื่ม 2-7 แก้วต่อวัน เพื่อให้มีสุขภาพดีและป้องกันโรคต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อ้างอิงข้อมูลจาก kanro, ooigawachaen