สังคมในเมืองใหญ่ญี่ปุ่นที่ขัดแย้งจากภาพลักษณ์ที่คนมอง

หากพูดถึงความมีระเบียบและและความสะดวกสบายในด้านการบริการต่างๆ แล้ว ต้องยกให้โตเกียวเป็นเมืองที่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ใฝ่ฝันอยากมาใช้ชีวิต แต่ทั้งนี้มีอีกหลายเรื่องที่ผู้เขียนรวมทั้งเพื่อนญี่ปุ่นหลายคนรู้สึกว่าสังคมในเมืองโตเกียวมันไม่ได้ดูดีสมบูรณ์แบบเหมือนที่นักท่องเที่ยวกล่าวขวัญถึง ผู้เขียนขอเล่าประสบการณ์ที่เห็นว่าเราต้องเข้าใจว่าเหรียญนั้นมีสองด้าน ทุกสิ่งในโลกล้วนมีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป ผ่านสิ่งปกติสำหรับคนญี่ปุ่นแต่มันขัดกับความรู้สึกของคนไทยดังต่อไปนี้

การลุกเสียสละที่นั่งในระบบขนส่งมวลชน

เกือบทุกชีวิตในโตเกียวต้องเคยใช้บริการขนส่งมวลชน โดยปกติรถบัสหรือรถไฟมักจะมีที่นั่งพิเศษสำหรับคนสูงอายุ คนพิการ คนท้อง หรือเด็ก หลายครั้งที่ผู้เขียนสังเกตว่าหากที่นั่งที่จัดไว้เต็ม ผู้สูงอายุหรือเด็กขึ้นรถไฟก็ต้องยืนไปจนกว่าจะมีผู้โดยสารคนอื่นถึงที่หมายและมีที่นั่งว่าง เพราะน้อยคนที่จะลุกเสียสละที่นั่งให้ผู้ที่มีแรงน้อยกว่า แม้ว่าในความเป็นจริงคนญี่ปุ่นจะถูกสอนมาตั้งแต่เล็กให้ยืนอยู่ด้วยขาของตนเองและอย่าคอยหวังความช่วยเหลือจากผู้อื่น แต่การแกล้งหลับหรือก้มหน้าก้มตาอ่านข้อความในสมาร์ทโฟนเมื่อมีผู้โดยสารสูงอายุหรือเด็กเล็กขึ้นมาบนรถยังคงเป็นภาพที่ผู้เขียนไม่เคยคิดว่าจะมีมากในสังคมญี่ปุ่น

ความลำบากของคนที่มีลูกเล็ก

จากการบอกเล่าของเพื่อนญี่ปุ่นและประสบการณ์ของตนเองทำให้รู้ว่าครอบครัวที่มีลูกเล็กๆ ก็เจอความลำบากใจดังนี้ เด็กน้อยส่งเสียงดังอย่างไร้เดียงสาในรถบัสหรือรถไฟโดนผู้ใหญ่บางคนตำหนิแม่ว่าไม่ปรามลูก บางคนไม่พูดออกจากปากแต่ใช้สายตาตำหนิแทน บ้านที่มีลูกเล็กอาศัยอยู่ตามแมนชั่นอพาร์ทเมนท์จำนวนมากต้องย้ายไปหาที่อยู่ใหม่เนื่องจากได้รับคำบ่นจากเพื่อนบ้านว่าลูกส่งเสียงดัง

หากป่วยกะทันหันต้องมีสติ

ผู้เขียนไปเจอเหตุการณ์เห็นเพื่อนเกิดอาการวูบและลงไปนั่งนิ่งๆ อยู่กับพื้นที่มุมซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง ขณะนั้นผู้เขียนกำลังจ่ายเงินซื้อของและไม่สามารถปลีกตัวไปถึงเธอทันที ผู้เขียนเห็นเธอนั่งจับขาลูกน้อยด้วยหน้าซีดเซียว แต่ไม่มีใครที่เดินผ่านไปมาสนใจ ผู้เขียนเร่งจ่ายเงินแล้วรีบวิ่งไปถามเธอ เธอบอกว่าหายใจไม่ออกเรียกรถฉุกเฉินแล้ว ท้ายที่สุดก็มีเพื่อนอีกคนที่มาพบเจอและช่วยส่งเธอขึ้นรถฉุกเฉินไปโรงพยาบาล โดยที่คนเดินผ่านไปมาไม่ได้เข้ามาถามไถ่หรือให้ความช่วยเหลือใดๆ เลย

อีกเหตการณ์ก็เป็นเรื่องหญิงสาวล้มหมดสติในรถไฟชินคันเซน ผู้โดยสารที่นั่งมาในรถไฟด้วยกันหันไปดูแต่ไม่ได้สนใจอะไรมากมาย ตอนนั้นสามีของผู้เขียนได้เดินไปตามเจ้าหน้าที่ในรถไฟให้มาช่วยเหลือ และมีเพียงหญิงสาวต่างชาติอีกคนที่คอยดูแลผู้หญิงที่ล้มหมดสติ

จากประสบการณ์ข้างต้นทำให้ผู้เขียนได้คิดว่าบางทีการถูกปลูกฝังมาให้อยู่ในกรอบมากเกินไปหรือด้วยสังคมที่ต่างคนต่างอยู่ทำให้พวกเขาใช้ตัวเองเป็นมาตรฐานจนเหมือนกลายเป็นคนที่เฉยเมยและไม่คิดว่าตนเคยเป็นเด็กมาก่อนหรือตนจะไม่แก่และไม่ป่วยอีกแล้ว ทั้งนี้หากป่วยกะทันหันก็ต้องตั้งสติและเรียกให้คนมาช่วย อย่าล้มไปทันทีเพราะอาจจะไม่มีคนมาช่วยเหลือได้ทันเวลาได้ ให้จำไว้ว่าหากอยากได้ความช่วยเหลือจากคนญี่ปุ่นต้องออกปากก่อนแล้วเขาจะยินดีเข้ามาช่วยเหลือ

ในโลกนี้มีสิ่งที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่เราก็ต้องดำรงชีวิตต่อไป สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนบอกได้คือการดำเนินชีวิตด้วยหัวใจที่อบอุ่นด้วยการรู้จักให้ พยายามเข้าใจคนอื่นให้มากขึ้น ไม่คาดหวังว่าจะมีใครมาอาสาทำอะไรให้แต่อาสาทำสิ่งที่ดีให้คนอื่นตามโอกาสโดยไม่คิดหวังผลตอบแทนใดๆ จะทำให้เราและคนใกล้ตัวรู้สึกว่าโลกนี้ยังน่าอยู่และสวยงาม