เรื่องราวความเสียใจของชาวญี่ปุ่นที่ไม่ได้ทำเรื่องบางอย่างก่อนที่พ่อกับแม่จะสิ้นลม

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า โดยทั่วไปแล้วพ่อกับแม่คือบุคคลที่มีพระคุณ และมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับเรามากที่สุด ทำให้ในช่วงเวลาที่ท่านจากไป หลายๆ คนมักเกิดความรู้สึกเสียใจและเสียดายว่า ในตอนที่พวกท่านยังมีชีวิตอยู่ ทำไมเราถึงไม่ทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้กับพวกท่าน ทำไมเราถึงไม่ใส่ใจดูแลพวกท่านให้มากกว่านี้ เป็นต้น แน่นอนว่าความรู้สึกเช่นว่านี้ก็เกิดขึ้นกับคนญี่ปุ่นเช่นกัน ดังนั้นวันนี้ ผมจะพาเพื่อนๆ ไปฟังเรื่องราวของชาวญี่ปุ่นบางท่านว่าพวกเขารู้สึกเสียใจและเสียดายในเรื่องอะไรบ้าง

ทำไมไม่คุยกับท่านให้มากกว่านี้…

Y ซัง ปัจจุบันมีลูกอายุ 5 ขวบ และ 7 ขวบ เธอเล่าว่า แม่ของเธอจากไปในวัย 64 ปี ด้วยภาวะเลือดออกในเยื่อหุ้มสมอง ในขณะที่แม่ของเธอกำลังพับเก็บฟูกนอน จู่ๆ ก็เกิดอาการหมดสติ พ่อจึงรีบโทรเรียกรถพยาบาล แต่มันก็สายไปเสียแล้ว…

Y ซัง เล่าต่อว่า ตอนที่แม่ของเธอยังมีชีวิตอยู่ ก็มักจะคอยทำอาหารเย็นมาให้เสมอ บางครั้งยังช่วยไปรับลูกที่โรงเรียนแทนเธออีกด้วย ทั้งๆ ที่ได้รับการช่วยเหลือในหลายๆ เรื่องแท้ๆ แต่ตัวเธอก็มักจะเผลอขึ้นเสียงใส่แม่เป็นประจำ ถ้ามีโอกาสได้เจอแม่อีกครั้ง ก็อยากจะถามแม่ว่า “การทำหน้าที่เลี้ยงลูก มันต้องเหน็ดเหนื่อยขนาดไหนกันนะ ตอนที่แม่เลี้ยงฉันมาแม่เหนื่อยมากหรือเปล่า ?” แต่ตอนนี้ก็ไม่มีแม่ให้ถามแล้วล่ะ…

S ซัง ปัจจุบันมีลูกอายุ 6 ขวบ และ 10 ขวบ เธอเล่าว่า อยู่มาวันหนึ่ง เธอก็ได้รับการติดต่อจากแม่ว่าพ่อป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม แต่ในตอนนั้นเธอต้องคอยเลี้ยงลูกที่ยังเล็ก จึงไม่สามารถหาเวลาไปเยี่ยมพ่อได้ และเธอก็คิดว่าต่อให้หาเวลาไปเยี่ยมได้อาการของพ่อก็คงไม่ดีขึ้น จนสุดท้ายพ่อก็จำเธอไม่ได้…

หลังจากที่พ่อเสียไป S ซัง กับแม่ก็ช่วยกันเก็บกวาดข้าวของเครื่องใช้ของพ่อ แล้วก็ได้พบกับรูปถ่ายในอดีตของพ่อจำนวนมาก มีตั้งแต่รูปถ่ายสมัยเด็ก สมัยเป็นนักศึกษา และสมัยทำงาน แต่ S ซัง กลับไม่เคยรู้เลยว่า ในสมัยก่อนพ่อของเธอใช้ชีวิตวัยรุ่นแบบไหน และเคยทำงานเกี่ยวกับอะไร ทำให้ตอนนี้เธอรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก “ในตอนที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ ถ้าฉันใส่ใจและพูดคุยกับท่านให้มากกว่านี้ ฉันคงไม่ต้องมานั่งเสียใจแบบนี้…” S ซัง กล่าวทิ้งท้าย

ไม่ได้ถามเรื่องที่จำเป็นต้องรู้เอาไว้แต่เนิ่นๆ

T ซัง ปัจจุบันมีลูกอายุ 8 ขวบ เธอเล่าว่า พ่อของเธอจากไปอย่างกระทันหันด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว ทั้งพ่อและแม่ของเธอต่างก็ช่วยกันทำงานหาเงินด้วยกันทั้งคู่ แต่ต่างฝ่ายต่างแยกบัญชีธนาคารของใครของมัน รายจ่ายต่างๆ ก็แยกกันจ่าย แม้กระทั่งรายรับของแต่ละฝ่ายก็ต่างไม่มีใครรู้ และที่สำคัญคือทุกคนในครอบครัวไม่มีใครรู้เลยว่าพ่อเก็บกุญแจตู้นิรภัยที่เช่าจากธนาคารกับสมุดบัญชีธนาคารไว้ที่ไหน

หลังจากเสร็จงานศพของพ่อ ความเศร้ายังไม่ทันจางหาย T ซัง พร้อมด้วยคุณแม่ และพี่สาว ก็ต้องช่วยกันพลิกบ้านเพื่อหากุญแจตู้นิรภัยฯ และสมุดบัญชีธนาคารของพ่อ ด้วยความหงุดหงิดเธอจึงเผลอตวาดใส่แม่ว่า “เรื่องสำคัญขนาดนี้ ทำไมถึงไม่ถามเอาไว้ก่อนล่ะ !” ตอนนี้พอมาลองคิดดูก็รู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายเอามากๆ เลยจำใส่ใจไว้เลยว่าสามีภรรยาควรจะรู้ว่าอีกฝ่ายเก็บของสำคัญของตนไว้ที่ไหน

ไม่ได้ถามความปรารถนาสุดท้ายของเจ้าตัวเอาไว้ก่อน

H ซัง ปัจจุบันมีลูกอายุ 10 ขวบ และ 12 ขวบ เธอเล่าว่า คุณแม่ของเธอป่วยหนักจนต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วยโรคประจำตัว ในช่วงนั้น H ซัง ก็ไปเยี่ยมคุณแม่ที่โรงพยาบาลอยู่เรื่อยๆ แต่เนื่องจากเธอต้องทำหน้าที่เลี้ยงลูกที่ยังเล็กด้วย จึงทำให้มีเวลาเยี่ยมแค่ครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมง ทั้ง H ซัง พ่อ และ น้องชาย ต่างเชื่อว่าแม่จะต้องหายป่วยแน่ๆ แต่อาการป่วยกลับแย่ลงอย่างกะทันหัน ตอนที่พวก H ซัง ไปถึงโรงพยาบาลก็พบว่าแม่ได้จากพวกเธอไปเสียแล้ว

H ซัง เล่าต่อว่า ในช่วงที่ไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาลก็มักจะคุยกันแต่เรื่องไร้สาระ เพราะไม่คิดว่าแม่จะจากเธอไป ก็เลยไม่รู้ความปรารถนาของแม่เลย แต่อย่างไรเสีย เธอก็จำได้ว่าตอนที่แม่ยังแข็งแรงอยู่ แม่จะไปเข้าโบสถ์ทุกสัปดาห์ ดังนั้น H ซัง จึงตัดสินใจจัดพิธีศพของแม่ขึ้นที่โบสถ์แห่งหนึ่ง โดยเธอหวังว่าการจัดงานศพที่โบสถ์อาจจะเป็นหนึ่งในความปรารถนาสุดท้ายของแม่เธอก็ได้

F ซัง ปัจจุบันมีลูกอายุ 7 ขวบ และ 11 ขวบ เธอเล่าว่า พ่อของเธอป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม แต่อาการยังไม่รุนแรง โดยมีแม่คอยช่วยดูแลอยู่ แต่ทว่า แม่ของเธอได้ป่วยเป็นโรคมะเร็งจึงต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล แต่เนื่องจากอาการทรุดลงไวมาก จึงทำให้แม่ของเธอเสียชีวิตลง หลังจากที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลได้ประมาณครึ่งปี

F ซัง เล่าต่อว่า ในวาระสุดท้ายของชีวิต แม่ได้พูดกับเธอว่า “ฝากดูแลพ่อด้วยนะ แต่เธอเองก็ต้องทำหน้าที่เลี้ยงลูกด้วย ดังนั้นก็อย่าหักโหมเกินไปล่ะ” แต่ทว่า ลูกสาวคนโตของ F ซัง มีความบกพร่องทางร่างกาย ลูกคนเล็กก็ยังเด็กอยู่มาก อีกทั้งยังมีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบอีก เธอจึงแทบไม่มีเวลาดูแลคุณพ่อของเธอเลย จนในที่สุด F ซัง จึงตัดสินใจขอให้พ่อของเธอไปอยู่ที่บ้านพักคนชราซึ่งอยู่แถวๆ บ้าน โดยพ่อของเธอก็เข้าใจเหตุผลและยอมไปแต่โดยดี แต่ลึกๆ แล้ว F ซัง รู้สึกเสียใจมากที่ไม่สามารถอยู่ดูแลพ่อตามความปรารถนาสุดท้ายของแม่

สรุปเนื้อหาจาก : maidonanews.jp