ชีวิตของ “คนเกาหลีที่ทำงานอยู่ในญี่ปุ่น” และความวิตกกังวลที่กำลังเผชิญอยู่

ณ ชั่วโมงนี้เกาหลีใต้ภายใต้การบริหารงานของประธานาธิบดีมุนแจอินก็ทำอะไรหลายอย่างที่ชวนพาให้ความสัมพันธ์เกาหลี-ญี่ปุ่นเลวลงฮวบๆ ทั้งเรื่องตัดสินคดีผู้หญิงปลอบขวัญ ทั้งเรื่องแต่งตั้งนายคัง คนแอนตี้ญี่ปุ่น ให้ไปเป็นทูตประจำญี่ปุ่นอีก แต่พูดไปนี่มันก็เรื่องของนักการเมืองเขา แล้วประชาชนคนธรรมดาของเกาหลีที่ข้ามฝั่งไปทำงานหาเงินที่ญี่ปุ่นล่ะ? ชีวิตพวกเขาจะเป็นอย่างไร ลองไปอ่านบทสัมภาษณ์แต่ก่อนของ “คนเกาหลีที่มาทำมาหากินอยู่ในญี่ปุ่น” กันนะครับ

คุณคิม อายุสามสิบปลายๆ ใกล้สี่สิบ เคยทำงานในสำนักงานสาขาในต่างประเทศของแบรนด์เสื้อผ้าญี่ปุ่นยี่ห้อดัง ได้เปลี่ยนงานมาทำงานด้านการส่งออกและบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ที่บริษัทเครื่องแต่งกายแห่งหนึ่งในภาคกลางของญี่ปุ่นเมื่อราวเจ็ดแปดปีก่อน

“คนเกาหลีรุ่นเราโตมากับนิตยสารแฟชั่นของญี่ปุ่นเช่น An An และ Non-no สมัยเรียนมัธยม ก็เลยชอบแฟชั่นญี่ปุ่นแล้วก็เลยเรียนภาษาญี่ปุ่น”

แต่ว่าในที่สุดคุณคิมก็ลาออกจากบริษัทดังกล่าวเมื่อปี 2019 เนื่องจากปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในที่ทำงาน

“ประธานฯ เวลามีงานอะไรก็ คิมซังๆ ตลอดจนโดนพนักงานเก่าแก่คนหนึ่งหมั่นไส้เอา ก็อดคิดไม่ได้ว่าเพราะฉันเป็นคนเกาหลีหรือเปล่า” แม้กระนั้นคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้แสดงความรังเกียจคุณคิม “ยกเว้นพนักงานคนหนึ่งแล้ว ทุกคนใจดี ตอนที่ไปบอกคุณตาคุณยายที่เป็นคนรับจ้างช่วงชิโกกุเพื่อบอกลาว่าจะออกจากบริษัทแล้วนะ แกยังมาจับมือให้กำลังใจฉันเลยว่าสู้ๆ นะ”

เมื่อถามถึงทัศนะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ “ประธานาธิบดีมุนนั้นออกจะผูกอำนาจไว้กับฝ่ายของตัวเองมากไป แข็งเกินไป ควรจะยืดหยุ่นกว่านี้อีกหน่อย เรื่องปัญหาประวัติศาสตร์ก็ อืม พูดยาก ฉันอยากจะให้รัฐบาลญี่ปุ่นใช้คำพูดที่อ่อนโยนกว่านี้ เพราะเหยื่อทุกคนอายุมาก ไม่ใช่เรื่องเงินหรอกนะ มันเป็นเรื่องของการขอโทษ การปลอบโยน เรื่องของความรู้สึกมากกว่า”

Hate Speech ที่ต้องได้เจอทุกวัน

เรื่องของการ “แอนตี้ญี่ปุ่น” ของคนเกาหลีนั้น บางทีก็มักจะมีอะไรที่ย้อนแย้ง เช่น หลังจากสื่อเกาหลีวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลญี่ปุ่นเสร็จ กลับมีคำตบท้ายว่า “ขอจงช่วยกันดูแลนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นดุจญาติมิตร” เสียอย่างนั้น แล้วถ้ากลับกันเป็นฝ่ายญี่ปุ่นบ้างล่ะ?

จากข้อมูลของกระทรวงยุติธรรม ณ สิ้นปี 2018 ชาวต่างชาติ 225,724 คนได้รับวีซ่าอย่างถูกต้อง (ด้านเทคโนโนโลยี มนุษยศาสตร์ กิจการระหว่างประเทศ) และทำงานให้กับบริษัทญี่ปุ่นเป็นพนักงาน white collar (คนละประเภทกับนักศึกษาฝึกงานในโรงงานอุตสาหกรรม) ในจำนวนนี้ เป็นชาวเกาหลี 24,602 คน โดยลำดับตามสัญชาติคือ จีนอันดับ 1 เวียดนามอันดับ 2 เกาหลีใต้อันดับ 3 ไต้หวันอันดับ 4 และอันดับ 5 สหรัฐฯ (หลังๆ เริ่มมีชาวอินเดียเพิ่มขึ้นมา) โดยมากมาทำงานในสายงานธุรกิจการค้า และงานด้านเทคโนโลยีจำพวกไอที ฯลฯ ที่ต้องใช้ความสามารถทางภาษาเป็นหลัก แต่อย่างว่า พวกคนจีน คนเกาหลี คนอินเดียที่โปรไฟล์สูงๆ นั้นมีหลายที่ในโลกที่อยากได้ บริษัทญี่ปุ่นเองก็ต้องขวนขวายหาคนต่างชาติที่มีสามารถสูงๆ สำหรับคนกลุ่มนี้ญี่ปุ่นก็เพียงตัวเลือกหนึ่งเท่านั้น

คุณปาร์ค อายุยี่สิบปลายๆ ทำงานดูแลสายงานต่างประเทศในบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักร เรียนวิชาเอกบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยในเกาหลี พูดภาษาญี่ปุ่นได้แทบจะเหมือนคนญี่ปุ่น และยังพูดภาษาอังกฤษกับภาษาจีนได้ด้วย

คุณปาร์คเล่าว่า “ฉันเป็นคนเกาหลีธรรมดาที่เรียนหนังสือมากจนเลือดกำเดาไหลตอนเป็นนักเรียน” แต่เธอบอกว่าเธอเรียนภาษาญี่ปุ่นและภาษาจีนในชั้นเรียนตอนเช้าที่โรงเรียนสอนภาษาในเมือง ตอนที่เธอกำลังเรียนอยู่ในวิทยาลัย

“เราไม่ได้ร่ำรวยขนาดนั้น จะไปเรียนเมืองนอกนานๆ คงไม่ไหว”

ตอนหางานก็หาดูไว้ทั้งบริษัทเกาหลีและบริษัทต่างชาติ ตอนได้งานบริษัทญี่ปุ่นก็ดีใจ “ฉันเคยไปเที่ยว (ญี่ปุ่น) มาหลายครั้งแล้วสนุกมาก ฉันชอบญี่ปุ่นมาตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน”

คุณปาร์คอยู่ญี่ปุ่นมาห้าปีแล้ว งานการก็ดี เรื่องมนุษยสัมพันธ์ก็ดีหมด “ในที่ทำงานหรือคู่ค้า ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-เกาหลี มันก็ดีแต่บางครั้งฉันก็ได้ยินคนด่าประเทศเกาหลีในชีวิตประจำวัน มันชักจะหนักข้อไปเรื่อยๆ ฉันกังวลกับเรื่องนี้”

ที่กังวลเป็นพิเศษ ก็คือเวลามีเพื่อนๆ มาจากเกาหลี

“ขนาดตอนนั่งรถไฟใต้ดินด้วยกัน ดันมีโฆษณาที่แขวนอยู่เขียนว่า “ขอให้เกาหลีล่มจม” หรือได้ยินคนด่าประเทศเกาหลีในบาร์เหล้า เพื่อนน่ะฟังภาษาญี่ปุ่นไม่รู้เรื่องก็เที่ยวเสร็จกลับบ้านไปไม่มีอะไร แต่ฉันนี่รู้สึกแย่”

ส่วนเรื่อง Hate Speech ล่ะ?  “โอ้ยมีทุกวัน ในช่องรีพลายในทวิตเตอร์แทบจะมีแต่สิ่งนี้ เช่นจู่ๆ ก็ “ฉันเกลียดคนเกาหลี แกกลับบ้านไปเลย” แล้วด่าๆๆ ยาวๆๆ หลังๆ เลยบล็อคซะเลย คนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประวัติศาสตร์มีเยอะนะ ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่น-เกาหลีหรอก ประวัติศาสตร์โลกยังไม่รู้เลย น่าสงสาร ฉันว่าการศึกษาของญี่ปุ่นมีปัญหานะ”

“ตอนนี้ยังไม่มีการพูดถึงร้านค้าที่ปฏิเสธไม่ให้นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีเข้าร้าน แต่ฉันกังวลว่านักท่องเที่ยว (ชาวเกาหลี) ที่รู้ภาษาญี่ปุ่นอาจไม่พอใจ อย่างคนที่รู้ภาษาญี่ปุ่นถ้าเดินไปร้านหนังสือ แล้วไปเจอหนังสือวิจารณ์เกาหลีวางโชว์บนชั้นหนังสือล่ะ?”

จริงๆ คนเกาหลีที่เข้ามาญี่ปุ่นไม่ได้มีแค่คนข้ามมาทำงานอย่างคุณคิม คุณปาร์ค หรือนักท่องเที่ยวเท่านั้น ยังมี “คนเกาหลีที่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น” มากมาย ก็คือคนเชื้อสายเกาหลีที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายพ่อแม่ (ที่เรียกว่า ไซนิจิ 在日 เหมือนนายซน มาซาโยชิ เจ้าของ Softbank นั่นไงครับ) ทุกวันนี้คนเกาหลีในญี่ปุ่นก็เริ่มจะหวั่นๆ แล้วว่า หากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเกาหลี-ญี่ปุ่นเลวลงเรื่อยๆ ชีวิตพวกเขาจะเป็นอย่างไร?

มาถึงตรงนี้ผู้เขียนรู้สึกสะกิดใจอยู่สามประเด็น

  1. คนเจน X อย่างคุณคิม คนเจนวาย Y อย่างคุณปาร์ค ก็เหมือนๆ กับคนเจนเดียวกันในหลายๆ ที่ในโลก คือโตมากับ pop culture ของญี่ปุ่น แฟชั่นวัยรุ่น วิดีโอเกม การ์ตูน ชอบอะไรที่เป็นญี่ปุ่น ได้เที่ยวญี่ปุ่นแล้วเป็นปลื้ม ฯลฯ ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จอย่างแรงในการส่งออกวัฒนธรรมของตัวเองแบบไม่มีอะไรกั้นจริงๆ ยกเว้นคนรุ่นเก่ามากๆ เจนเบบี้บูมที่ถูกหล่อหลอมให้ต่อต้านญี่ปุ่นโดยระบบการศึกษาของรัฐบาลเกาหลีจนกลายเป็นชาตินิยมเกาหลีมาถึงปัจจุบัน
  2. คนญี่ปุ่นก็คงเหมือนกับคนในหลายที่ในโลก เหมือนคนไทย เหมือนฝรั่ง คือไอ้เรื่องไม่ชอบ เหยียด ก็เรื่องนึง แต่โอเค มารยาท เจอกันติดต่องานการกันก็ต้องพูดดีไว้ก่อน ยิ่งเป็นนักท่องเที่ยวจะหวังเอาสตางค์จากเขาก็ต้องพูดดีไว้ก่อนเหมือนกัน
  3. แต่ที่ไม่เหมือนคนอื่นในโลกคือสองชาตินี้แรงใส่กันได้ใจจริงๆ ในบริบทการเมืองและโลกอินเตอร์เน็ต โลกอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะทวิตเตอร์นี่ล่ะตัวเสี้ยมเลย แต่พูดอีกทีเมืองไทยก็ใช่ย่อย ไหนเฟมทวิต ไหนจะความเห็นการเมือง โลกอินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องสร้างความแตกแยกได้ยิ่งกว่าการไปเขียนด่าประจานใครบนกำแพงเสียอีก

แต่ชีวิตไม่ว่าอย่างไรก็ต้องดิ้นรนทำมาหากินใช้ชีวิตกันต่อไป ก็ขอให้ทบทวนกันดีๆ ว่าเกลียดไปแล้วได้อะไร? รัฐบาล นักการเมือง อาจจะได้อะไรสักอย่างก็ได้ ได้ฐานเสียงเพราะพูดถูกใจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วประชาชนล่ะ ยิ่งคนกลุ่มน้อยล่ะ? ก็ขอให้คิดกันดีๆ นะครับ เราคนไทยก็เหมือนกัน ก่อนจะด่าใครหรืออะไรในเน็ตเอามัน วันหนึ่งคุณอาจสร้างแรงกระเพื่อมที่อาจสะท้อนกลับมาทำให้ชีวิตคุณพัง ทำมาหากินไม่ได้เลยก็ยังได้นะครับ “เพราะคุณเป็นคนหนึ่งที่มีส่วนก่อให้เกิดกระแสสังคมนั้นเอง” ฝากไว้แค่นี้แหละครับ

สรุปเนื้อหาจาก ismedia
ผู้เขียน TU KeiZai-man