ประสบการณ์การทำงานพาร์ทไทม์ยามค่ำคืนของเหล่าคุณแม่ชาวญี่ปุ่น

การใช้ชีวิตครอบครัวของชาวญี่ปุ่น โดยทั่วไปฝ่ายชายจะออกไปทำงานนอกบ้านเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว ส่วนฝ่ายหญิงก็จะเป็นแม่บ้านคอยรับผิดชอบงานบ้านต่างๆ รวมถึงทำหน้าที่เลี้ยงลูกอีกด้วย อย่างไรก็ดี ด้วยเหตุและปัจจัยที่แตกต่างกันของแต่ละครอบครัว ทำให้ในปัจจุบันยังคงมีเหล่าบรรดาคุณแม่ที่ต้องออกไปทำงานพาร์ทไทม์กะดึก โดยพวกเธอมองว่าการออกไปทำงานในช่วงกลางคืนน่าจะเหมาะสมมากที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่สามีกลับจากทำงานมาช่วยเลี้ยงลูกที่บ้าน แต่ทว่า ค่าตอบแทนที่พวกเธอได้รับนั้นคุ้มค่ากับความเหน็ดเหนื่อยหรือไม่ และพวกเธอรู้สึกอย่างไรกับการทำงานพาร์ทไทม์กะดึกกันบ้าง วันนี้ผมจะพาเพื่อนๆ ไปค้นหาคำตอบจากประสบการณ์ตรงของบรรดาคุณแม่เหล่านั้นกันครับ

ค่าตอบแทนอันแสนคุ้มค่าที่แลกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยยามค่ำคืน

U ซัง เล่าว่า ปัจจุบันเธออายุ 29 ปี มีลูกอายุ 2 ขวบ ก่อนที่จะคลอดลูกทั้งเธอและสามีต่างก็ออกไปทำงานด้วยกันทั้งคู่ แต่เนื่องจากบริษัทที่เธอเคยทำงานอยู่นั้นเป็นบริษัทขนาดเล็กและผู้บริหารมีแนวคิดค่อนข้างโบราณ หลังจากที่เธอคลอดลูกแล้วจึงตัดสินใจลาออกจากบริษัท แต่ลำพังเงินเดือนของสามีก็ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัว เงินเก็บก็แทบไม่มีเหลือ ส่งผลให้ชีวิตเริ่มยากลำบาก จึงตัดสินใจรีบหางานพาร์ทไทม์เพื่อช่วยสามีหาเงินมาจุนเจือครอบครัว

แต่ทว่า งานพาร์ทไทม์กะเช้าหรือกะบ่ายก็ไม่ได้หาง่ายอย่างที่คิด จริงๆ แล้วแถวย่านที่เธออาศัยอยู่มีเปิดรับสมัครพนักงานขายสินค้าซึ่งเป็นงานกะเช้าหรือไม่ก็กะบ่าย แต่เนื่องจากค่าตอบแทนรายชั่วโมงค่อนข้างน้อย หากไปทำงานก็ต้องเอาลูกไปฝากไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็ก ซึ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาอีก และไม่ได้ช่วยให้ค่าใช้จ่ายลดลงจากเดิมเลย จึงเริ่มคิดว่าคงมีทางเดียวคือต้องรอให้สามีกลับจากทำงานมาช่วยเลี้ยงดูลูกที่บ้านก่อน

ปัจจุบัน U ซัง ทำงานพาร์ทไทม์กะดึกที่ร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่ง ตั้งแต่ 3 ทุ่ม จนถึง ตี 4 โดยในหนึ่งสัปดาห์จะเข้าทำงาน 3 วัน สลับกันไปไม่ซ้ำวัน ส่วนค่าตอบแทนรายชั่วโมงอยู่ที่ 1,350 เยน (ประมาณ 386 บาท) ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงพอสมควร แต่เนื่องจากมีแขกมาใช้บริการค่อนข้างเยอะ จึงทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยมากกว่าที่คิดไว้

U ซัง เล่าต่อว่า รายได้ต่อเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 110,000 เยน (ประมาณ 31,500 บาท) สำหรับงานพาร์ทไทม์นับว่าเป็นรายได้ที่สูงเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่งานสบายๆ อย่างที่ใครๆ คิด เพราะการทำงานในร้านคาราโอเกะมักเจอกับลูกค้าขี้เมาอยู่เสมอ อีกทั้งยังต้องทำหน้าที่ช่วยเก็บร้านอีกด้วย จึงเป็นงานที่เหน็ดเหนื่อยเอาการเลยทีเดียว

นอกจากนี้การทำงานในช่วงเวลาดังกล่าวยังทำให้เธอพักผ่อนไม่เพียงพออีกด้วย จะมีเวลานอนได้เต็มอิ่มก็คือช่วงที่ลูกนอนกลางวันเท่านั้น แม้จะเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงแต่ก็ต้องพยายามฟื้นพลังกายให้เพียงพอเพื่อออกไปทำงานต่อให้ได้

U ซัง กล่าวต่อว่า หากลูกเข้าเรียนชั้นอนุบาลแล้ว ก็ตั้งใจจะทำงานกะบ่าย สัปดาห์ละ 5 วัน วันละประมาณ 4 – 5 ชั่วโมง เพื่อที่จะรักษาระดับรายได้ไม่ให้ต่ำไปกว่าปัจจุบัน แต่จะสามารถอดทนรอจนถึงวันนั้นได้รึเปล่า เป็นเรื่องที่ตัวเธอเองก็กังวลใจอยู่ไม่น้อย

กำลังใจที่ดีจากเพื่อนร่วมงานยามค่ำคืน

K ซัง อายุ 35 ปี มีลูกอายุ 5 ขวบ เธอเล่าว่า ลูกเธอเข้าเรียนชั้นอนุบาลแล้ว เลยลองหางานพาร์ทไทม์ทำ แต่ก็มีแต่งานประเภทพนักงานขายหรือไม่ก็พนักงานในร้านอาหารซึ่งค่าตอบแทนรายชั่วโมงค่อนข้างน้อย ก่อนหน้านี้ก็เคยทำงานเป็นพนักงานร้านขายเสื้อผ้ามาก่อน แต่กลับถูกพวกพนักงานวัยรุ่นตะคอกใส่เป็นประจำ เลยรู้สึกอึดอัดใจ แถมพอบอกกับผู้จัดการร้านว่าจะขออนุญาตลาพักผ่อนไปเข้าร่วมกิจกรรมกับลูกที่โรงเรียน ก็ถูกชักสีหน้าใส่แสดงความไม่พอใจ ทำให้เธอรู้สึกว่าไม่อยากทำงานที่นี่อีกแล้ว

K ซัง จึงลองไปปรึกษากับเพื่อนๆ ที่เป็นคุณแม่เหมือนกันว่าพอจะมีงานพาร์ทไทม์กะดึกที่ทำเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวันหรือไม่ ต่อให้ได้ค่าตอบแทนรายชั่วโมงน้อยก็ไม่เป็นไร และก็ได้รับการแนะนำให้ไปทำงานในศูนย์กระจายสินค้าของบริษัท logistic แห่งหนึ่ง พอลองเข้าไปทำดูก็พบว่ามีพนักงานที่เป็นผู้สูงอายุ และผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านเหมือนกับเธออยู่เยอะเลยทีเดียว และที่สำคัญคือหากเกิดปัญหาในการทำงาน ทุกคนก็ช่วยให้กำลังใจเธอเสมอ

K ซัง กล่าวต่อว่า ปัจจุบันออกไปทำงานสัปดาห์ละ 2 ถึง 3 วัน ตอนนี้ก็ตั้งใจว่าจะทำงานช่วงกลางคืนไปจนกว่าลูกจะเข้าเรียนชั้นประถม หลังจากนั้นก็ตั้งใจว่าจะกลับไปทำงานแบบฟูลไทม์อีกครั้ง

สู้เพื่อฝันของฉันและเธอ

S ซัง อายุ 36 ปี มีลูกอายุ 4 ขวบ เธอเล่าว่า ปัจจุบันสามีของเธอทำงานเป็นพ่อครัวอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่ง อนาคตเธอกับสามีตั้งใจว่าจะปรับปรุงชั้นหนึ่งของบ้านที่ได้รับมาจากคุณยายเพื่อทำเป็นร้านอาหารเล็กๆ จึงอยากออมเงินให้ได้สักระดับหนึ่งก่อน แต่ตัวเธอเองก็ไม่ได้มีการมีงานทำ หรือต่อให้ไปทำงานด้านธุรการที่สถานรับเลี้ยงเด็กในช่วงกลางวัน แต่พอหักค่าใช้จ่ายที่จะต้องฝากลูกไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็กในระหว่างที่เธอออกไปทำงานแล้ว ก็จะเหลือเงินติดมืออยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่หากทำงานในช่วงกลางคืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สามีกลับจากทำงานและสามารถช่วยเลี้ยงลูกได้ ก็ไม่จำเป็นต้องนำลูกไปฝากไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็ก ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างมาก

S ซัง กล่าวต่อว่า ปัจจุบันเธอทำงานพาร์ทไทม์เป็นพนักงานจัดเตรียมสินค้าในคลังสินค้าของศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง เข้าทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน วันละ 4 ชั่วโมง ตั้งแต่ตี 3 ถึง 7 โมงเช้า ซึ่งก่อนหน้านี้เธอเคยทำงานตั้งแต่ 4 ทุ่ม จนถึง ตี 5 แต่เธอรู้สึกว่ามันเหนื่อยเกินไป อีกทั้งพอกลับถึงบ้านก็ต้องดูแลลูกที่ยังเล็กอีก ทำให้เธอแทบไม่มีเวลาพักผ่อนเลย จึงทำให้เกิดอาการหน้ามืดอยู่บ่อยครั้ง จนท้ายที่สุดก็ต้องขอเปลี่ยนเวลาทำงานใหม่

หลังจากที่ให้ลูกทานอาหารเย็นแล้ว S ซัง จะเข้านอนตอนประมาณ 2 ทุ่ม แล้วตื่นนอนตอนตี 2 รวมแล้วเธอจะมีเวลานอนพักผ่อนได้วันละประมาณ 6 ชั่วโมง ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างเพียงพอต่อการพักฟื้นร่างกายจากความเหน็ดเหนื่อยในแต่ละวัน

สำหรับค่าตอบแทนรายชั่วโมงจะอยู่ที่ประมาณ 1,300 เยน (ประมาณ 370 บาท) ปัจจุบันเธอทำงาน สัปดาห์ละ 4 วัน วันละ 4 ชั่วโมง จึงทำให้มีรายได้ประมาณ 80,000 เยน (ประมาณ 23,000 บาท) ต่อเดือน แต่อย่างไรเสีย ก็ยังถือเป็นเรื่องยากลำบากอยู่ดี หากรวมเงินโบนัสของสามีกับเงินเดือนที่เธอได้รับ ก็ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 ปี ถึงจะมีเงินทุนเพียงพอไปใช้เพื่อปรับปรุงบ้านเป็นร้านอาหารตามความฝันของเธอกับสามี แต่เพื่อความฝันนั้น เธอก็จะขอพยายามต่อไป

สรุปเนื้อหาจาก : maidonanews.jp
ผู้เขียน : Aongsama