เมื่อฉัน (บุคลากรทางการแพทย์) ปฏิเสธไม่รับวัคซีน COVID-19

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มระดมฉีดวัคซีนให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 17 ก.พ. 2021 เป็นต้นมา แต่อย่างไรก็ดีกลับมีผู้คนจำนวนหนึ่งที่รู้สึกเคลือบแคลงใจในความปลอดภัยของวัคซีน เพราะยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบอะไรต่อร่างกายบ้าง แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น จึงเปรียบเสมือนเป็นการบีบบังคับให้ผู้คนเหล่านั้นต้องรีบตัดสินใจว่าจะรับวัคซีนหรือไม่ วันนี้ ผมจะพาเพื่อนๆ ไปฟังเรื่องราวของบุคลการทางการแพทย์ของประเทศญี่ปุ่นท่านหนึ่งซึ่งตัดสินใจปฏิเสธไม่รับวัคซีนป้องเชื้อไวรัส COVID-19 ครับ

หมายเหตุ : บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบถึงเหตุผลของผู้ที่ปฏิเสธไม่รับวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส COVID-19 เท่านั้น มิได้มีเจตนาสนับสนุนหรือยุยงปลุกปั่นให้ผู้อ่านไม่ไปรับวัคซีนแต่อย่างใด

จะฉีดหรือไม่ก็ตัดสินใจด้วยตัวเอง

A ซัง เป็นนางพยาบาลในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ปัจจุบันอาศัยอยู่กับลูก (B ซัง อายุ 17 ปี) เพียงสองคน เธอเล่าว่า ก่อนที่ทางรัฐบาลจะเริ่มระดมฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส COVID-19 ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ สื่อต่างๆ ได้พากันนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับความปลอดภัย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการรับวัคซีน จนกระทั่ง B ซัง ได้พูดกับเธอว่า “ผลกระทบของวัคซีนเนี่ยมันน่ากลัวเหมือนกันนะ”

หลายวันถัดมา A ซัง ก็ได้รับการสอบถามจากทางโรงพยาบาลที่เธอปฏิบัติหน้าที่อยู่ว่า เธอมีความประสงค์จะรับวัคซีนหรือไม่ โดยขอให้ตอบกลับภายใน 3 วัน และหากเกิดผลกระทบภายหลังจากที่ได้รับวัคซีน ก็จะได้รับการช่วยเหลือเยียวยาตามมาตรการที่รัฐบาลกำหนด

เนื่องจาก A ซัง เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย อีกทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้เธอคิดว่าควรจะเข้ารับการฉีดวัคซีนดีกว่า แต่อีกใจหนึ่งเธอก็รู้สึกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของวัคซีนเช่นกัน เพราะไม่มีใครรู้เลยว่าวัคซีนที่ฉีดในวันนี้ในอนาคตข้างหน้าจะส่งผลอะไรต่อร่างกายของเธอบ้าง

นอกจากนี้ A ซัง ยังได้รับแจ้งว่า ทางโรงพยาบาลไม่มีนโยบายบังคับให้บุคลากรของโรงพยาบาลต้องเข้ารับการฉีดวัคซีน หากบุคลากรท่านใดไม่สะดวกจะรับวัคซีนก็มีสิทธิปฏิเสธได้ แต่เนื่องจากวัคซีนที่ทางโรงพยาบาลได้รับการจัดสรรมานั้นมีปริมาณจำกัด หากปฏิเสธไม่รับวัคซีนแล้ว อาจไม่สามารถขอรับในภายหลังได้

เหตุผลที่ปฏิเสธไม่รับวัคซีน

A ซัง เล่าต่อว่า เธอหย่ากับสามีในตอนที่ B ซัง อายุเพียง 1 ขวบ หลังจากนั้นเธอก็ได้อุทิศชีวิตทุ่มเทให้กับการทำงานมาโดยตลอดเพื่อหาเงินมาส่งเสียเลี้ยงดูลูก และในเวลาที่ B ซัง มีเรื่องทุกข์ใจก็มักจะมาพูดคุยปรึกษากับเธอเสมอ จนถึงตอนนี้ก็ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเป็นเวลา 16 ปี แล้ว เรียกได้ว่าเป็นแม่ลูกที่สนิทสนมกันมาก

A ซัง ได้ระบายความกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องการรับวัคซีนให้ B ซัง ฟัง และคำตอบที่ได้รับกลับมาคือ “ไม่อยากให้แม่ฉีดวัคซีน เพราะยังไม่มีใครรู้ว่าในอนาคตมันจะส่งผลกระทบอะไรต่อร่างกายบ้าง แม่กับพวกบุคลากรทางการแพทย์ก็เหมือนเป็นหนูทดลองนั่นแหละ” แต่ A ซัง ก็พยายามอธิบายว่าตัวเธอต้องปฏิบัติงานใกล้ชิดผู้ป่วย หากไม่รับวัคซีนก็มีโอกาสติดเชื้อจนถึงขั้นอาการหนักได้ แต่ดูเหมือนว่า B ซัง จะยังคงไม่เห็นด้วย

ด้วยความรักที่มีต่อลูก และไม่อยากให้ลูกเก็บเรื่องนี้ไปคิดมากจนเกินไป อีกทั้งเธอเองก็รู้สึกกังวลต่อผลกระทบของวัคซีนเช่นกัน จึงทำให้ A ซัง ตัดสินใจไม่รับวัคซีน

ถ้าไม่ฉีดก็คงต้องย้ายส่วนงาน

หลังจากที่ A ซัง แจ้งกับทางโรงพยาบาลว่าเธอไม่ประสงค์จะเข้ารับการฉีดวัคซีน ทางผู้บริหารก็ได้ถามเธอว่า “แล้วแบบนี้ยังจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะบุคลากรทางการแพทย์ต่อไปอย่างนั้นหรือ ?”

ต่อมาในระหว่างที่เพื่อนร่วมงานของ A ซัง ต่างค่อยๆ ทยอยเข้ารับการฉีดวัคซีน ทางโรงพยาบาลก็ได้มีคำสั่งย้าย A ซัง ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในส่วนงานอื่นซึ่งไม่ต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วย โดยทางโรงพยาบาลได้ชี้แจงว่าสาเหตุของการโยกย้ายครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เธอตัดสินใจไม่รับวัคซีนแต่อย่างใด จริงๆ แล้ว A ซัง ไม่ได้อยากย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ในส่วนงานอื่นเลย แต่เธอก็ต้องทำใจยอมรับเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองติดเชื้อ

หลังจากที่บรรดาเพื่อนร่วมงานของ A ซัง ได้ทยอยเข้ารับการฉีดวัคซีนจนครบทุกคนแล้ว ก็ไม่มีใครเกิดอาการข้างเคียงที่รุนแรงเลย นอกจากนี้ A ซัง ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ทั้งหมอ พยาบาล เภสัชกร หรือบุคลากรทางการแพทย์ในตำแหน่งอื่นๆ ต่างก็รู้สึกกังวลต่อผลกระทบของวัคซีนด้วยกันทั้งนั้น แต่ด้วยภาระงานซึ่งต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยจึงต้องตัดสินใจรับวัคซีน ดังนั้น A ซัง จึงรู้สึกขอบคุณในความกล้าหาญของบุคลการทางการแพทย์ทุกท่านที่ตัดสินใจรับวัคซีนทั้งๆ ที่ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ว่าในอนาคตข้างหน้ามันอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบอะไรต่อร่างกายบ้าง

สรุปเนื้อหาจาก : maidonanews.jp