เด็กมัธยมญี่ปุ่นเรียนอะไรกัน? “คะเทกะ (家庭科)” วิชาคหกรรมศาสตร์ที่สอนตั้งแต่การทำอาหารไปจนถึงการดูแลผู้สูงอายุ

ในโรงเรียนมัธยมญี่ปุ่นวิชาหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจและไม่ค่อยเห็นในโรงเรียนที่ไทยก็คือวิชา คะเทกะ (家庭科) หรือแปลเป็นไทยได้ว่า วิชาคหกรรมศาสตร์ ดูจากชื่อวิชาแล้วอาจจะเข้าใจยากสักหน่อยว่าเรียนอะไรกันบ้าง ทำอาหารอย่างเดียวหรือเปล่า แต่มันมีมากกว่านั้นค่ะ ความจริงแล้ววิชาคะเทกะนี้เป็นวิชาในหลักสูตรภาคบังคับที่กระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของญี่ปุ่นกำหนดให้ทุกโรงเรียนต้องใส่ไว้ในหลักสูตรการสอนด้วย วันนี้ผู้เขียนอยากจะมาเล่าให้ฟังว่าวิชาคะเทกะในโรงเรียนมัธยมญี่ปุ่นเขาเรียนอะไรกันบ้าง แต่ต้องขอ บอกไว้ก่อนนะคะว่าเนื้อหาในบทความนี้รวบรวมมาจากประสบการณ์ของผู้เขียนเองและเพื่อน ๆ ที่รู้จัก ไม่ใช่ว่าทุกโรงเรียนในญี่ปุ่นจะเรียนเนื้อหาแบบนี้เสมอไปนะคะ

การทำอาหาร

ในวิชาคะเทกะ สิ่งที่หลายโรงเรียนจะนำมาสอนในหลักสูตรก็คือการทำอาหารค่ะ โรงเรียนของผู้เขียนก็ให้นักเรียนมาฝึกทำอาหารตามเมนูที่กำหนดไว้อาทิตย์ละครั้ง ซึ่งเมนูก็เป็นเมนูทั่วไปที่มักทำกินกันที่บ้าน เช่น ปลาย่าง ซุปมิโซะ ไข่ตุ๋น ซาลาเปา พิซซ่า เป็นต้น เด็กแต่ละคนจะต้องใส่ผ้ากันเปื้อนและผูกผ้าโพกหัวทุกครั้งก่อนเริ่มปรุงอาหาร และแบ่งกลุ่มกลุ่มละประมาณ 5 – 6 คน วางแผนว่าใครจะหั่นผัก ใครจะเตรียมเนื้อสัตว์ ใครจะคอยดูเวลา ส่วนคุณครูหลังจากอธิบายวิธีทำคร่าว ๆ แล้วก็จะเดินดูความเรียบร้อยของแต่ละกลุ่ม แนะนำวิธีการหั่นผักที่ถูกต้อง เตือนเรื่องการแยกเขียงผักและเขียงเนื้อสัตว์บ้างจนจบคาบค่ะ สำหรับอาหารที่ทำเสร็จแล้ว แน่นอนว่าก็ตกถึงท้องพวกเราเองนี่แหละค่ะ หลังจากกินกันเสร็จแล้วพวกเราก็ต้องเก็บล้างและแยกขยะเอาไปทิ้งกันเองด้วย เรียกได้ว่าสอนกันทั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการเลยล่ะค่ะ

การเย็บปักถักร้อย

การเย็บปักถักร้อยก็เป็นอีกหนึ่งวิชาที่หลายโรงเรียนสอนกัน แม้แต่โรงเรียนชายล้วนอันดับต้น ๆ ของญี่ปุ่นก็มีสอนเย็บปักถักร้อยเช่นกัน สำหรับโรงเรียนของผู้เขียนซึ่งเป็นโรงเรียนสหศึกษา คุณครู (คนเดียวกับที่สอนทำอาหาร) จะสอนการเย็บและสอยแบบต่าง ๆ ด้วยการใช้เข็ม รวมถึงการเย็บด้วยการใช้เครื่องเย็บผ้าด้วย ผลงานชิ้นสุดท้ายที่ต้องส่งเพื่อเป็นคะแนนสอบคือการปักตกแต่งผ้ากันเปื้อนของตัวเองให้มีความสวยงามโดยใช้ทักษะที่เรียนไปทั้งเทอมค่ะ ส่วนเพื่อนที่อยู่โรงเรียนชายล้วนก็เล่าว่าที่โรงเรียนเขาต้องทำและปักเสื้อยืดขึ้นมาเองเพื่อส่งเป็นคะแนนเช่นกัน ส่วนเพื่อนที่มาจากโรงเรียนหญิงล้วนอันดับต้น ๆ ของญี่ปุ่นก็บอกว่าที่โรงเรียนเขาต้องเอาเศษผ้ามาเย็บรวมกันเป็นผ้าผืนใหม่เพื่อส่งตอนจบเทอมเหมือนกัน นอกจากนี้ โรงเรียนหญิงล้วนที่มีประวัติมายาวนานตั้งแต่สมัยเมจิอย่างโรงเรียน Toshimagaoka นั้นให้นักเรียนทุกคนฝึกเย็บผ้าทุกวันตอนเช้า 5 นาทีในคาบโฮมรูมด้วยนะคะ

การดูแลผู้สูงอายุและผู้ทุพพลภาพ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าญี่ปุ่นเป็นสังคมผู้สูงอายุ และมีความต้องการเกี่ยวกับสินค้าและบริการเพื่อดูแลผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก ในโรงเรียนมัธยมเองก็ได้เห็นความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ จึงมีการฝึกภาคปฏิบัติในเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ เช่น วิธีการเข็นวีลแชร์ที่ถูกต้อง การยกเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุ เป็นต้น ส่วนโรงเรียนของผู้เขียนก็มีการฝึกภาคปฏิบัติแบบนี้เหมือนกัน แต่นอกเหนือจากการเข็นวีลแชร์แล้ว ยังมีการฝึกดูแลผู้ทุพพลภาพด้วย โดยตอนนั้นคุณครูให้นักเรียนจับคู่กันสองคน คนหนึ่งใช้ผ้าปิดตาไว้ให้มองไม่เห็น และอีกคนต้องคอยจูงเดินรอบโรงเรียนทั้งขึ้นลงบันได ก้าวผ่านประตู พร้อมกับเล่าไปด้วยว่าข้างหน้ามีอะไร กำลังจะเจออะไร จากนั้นก็ให้สลับบทบาทกันเพื่อให้นักเรียนได้รับรู้ถึงความรู้สึกของการมองไม่เห็นด้วยค่ะ

โภชนาการ

วิชาคะเทกะไม่ได้มีแค่ภาคปฏิบัติอย่างเดียวนะคะ ส่วนที่เป็นวิชาการก็มีเหมือนกัน เราต้องเรียนหลักโภชนาการตามหนังสือเรียน และทำข้อสอบข้อเขียนตอนจบเทอมด้วย ซึ่งเนื้อหาก็ไม่ใช่แค่หลักอาหาร 5 หมู่นะคะ แต่ยังรวมไปถึงชื่อสารต่าง ๆ ในวัตถุดิบ เช่น ผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ และคุณสมบัติของสารนั้น ๆ อีกด้วย จำได้ว่าตอนอ่านหนังสือสอบต้องนั่งท่องชื่อของสารต่าง ๆ ซึ่งเขียนด้วยอักษรญี่ปุ่นแบบคาตาคานะยาวเหยียดจนหัวฟูเลยล่ะค่ะ

การวางแผนชีวิตและครอบครัว

ส่วนที่เป็นวิชาการอีกอย่างหนึ่งคือการวางแผนชีวิตและครอบครัว ในส่วนนี้คุณครูจะสอนเรื่ององค์ประกอบของครอบครัว ความเปลี่ยนแปลงของครอบครัวตามยุคสมัย และการวางแผนทางการเงินให้เหมาะสมกับชีวิตตนเอง ซึ่งแน่นอนว่าก็คงต่างกันไปแต่ละบุคคล จำได้ว่าการบ้านปิดเทอมของวิชานี้คือการไปสัมภาษณ์ญาติผู้ใหญ่ของตัวเองเกี่ยวกับการใช้ชีวิตหรือการเลี้ยงดูลูกหลานว่าได้ผ่านอะไรมาบ้าง มีความยากลำบากอย่างไร และตัดสินใจในแต่ละช่วงชีวิตอย่างไร ส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าวิชานี้ทำให้เราเห็นภาพรวมใหญ่ ๆ ของชีวิต แม้ว่าบางทีชีวิตจริงเราอาจจะไม่ได้เดินตามแผนที่วางไว้เสมอไป แต่การรู้จักวางแผนไว้ล่วงหน้า การปรับเปลี่ยนแผนไปตามสถานการณ์ ก็ทำให้เรารู้ว่าต้องทำอะไรต่อไปเพื่อที่จะถึงจุดมุ่งหมายนะคะ