นักเรียนประถมญี่ปุ่นกับ “การเรียนออนไลน์” ในยุคโควิด

ในขณะที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเราพยายามจะเคลมว่า “การเรียนออนไลน์” นั้นดี เวิร์ค มีประสิทธิภาพ ท่ามกลางเสียงคัดค้านของนักวิชาการบางท่าน และเสียงโอดครวญของพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องขวนขวายหาซื้อมือถือ แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ค ให้ลูกใช้เรียน (ซึ่งพ่อแม่บางคนก็ไม่พร้อม) แต่ในเมืองไทยเราดูเหมือนเราจะสนใจพูดกันถึงแค่เรื่องตัวการเรียนเท่านั้น ราวกับว่าเราคิดว่าเราส่งเด็กๆ แค่เพื่อ “ไปเรียนหนังสือ” แต่ท่านผู้อ่านเคยคิดไหมว่า สำหรับเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กประถมแล้ว โรงเรียนเป็นมากกว่าแค่ที่เรียนหนังสือ?

สำหรับเด็กๆ การที่ไม่ได้ไปโรงเรียน เท่ากับว่าพวกเขาไม่ได้พบปะและเล่นกับเพื่อนๆ ด้วย!

บริษัท Kracie Foods ได้ทำการสำรวจโดยจัดทำแบบสอบถามเด็กๆ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 และคุณแม่ของเด็กๆ เหล่านี้ในประเทศสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น ว่าเด็กๆ ในทั้งสามประเทศดังกล่าวใช้เวลาในแต่ละวันอย่างไรในยุคโควิด ทั้งในเรื่องการเรียนและอื่นๆ ซึ่งได้ผลการตอบแบบสอบถามดังนี้

1. นักเรียนในสหรัฐฯ ราว 20% ไม่ได้ไปโรงเรียนมานานเกินหกเดือน ส่วนนักเรียนในจีนราว 27% และนักเรียนในญี่ปุ่นราว 28.5% ไม่ได้ไปโรงเรียนราวๆ สามเดือน สรุปคือนักเรียนในจีนและญี่ปุ่นไม่ได้ไปโรงเรียนอย่างมากแค่สามเดือน แต่นักเรียนในสหรัฐฯ ที่ไม่ได้ไปโรงเรียนเป็นเวลานานถึงครึ่งปีนั้นมีถึง 2 ใน 10 คน

2. นักเรียนในสหรัฐฯ และจีน 90% ได้เรียนออนไลน์ช่วงที่ไม่ได้ไปโรงเรียน ในขณะที่นักเรียนในญี่ปุ่นที่ได้เรียนออนไลน์นั้นมีแค่ 15.5% ซึ่งคำตอบนี้สัมพันธ์กับรูปแบบการเรียนที่ต่างกันในแต่ละประเทศ ในขณะที่ในสหรัฐฯ และจีน เน้น “การเข้าชั้นเรียนออนไลน์ (ของที่โรงเรียน)” เป็นหลัก ตามด้วยการ “ทำการบ้านที่โรงเรียนแจก” (ซึ่งสำหรับเมืองจีนนั้น นอกจากจะมีชั้นเรียนออนไลน์ของโรงเรียนแล้ว ยังมีชั้นเรียนออนไลน์ของโรงเรียนสอนพิเศษ หรือชั้นเรียนออนไลน์อื่นๆ อีก) รูปแบบการเรียนในญี่ปุ่นนั้นกลับเน้นการ “ทำการบ้านที่โรงเรียนแจก” เป็นหลัก ตามด้วยการ “อ่านหนังสือตำราที่ขายในท้องตลาด”

3. การใช้เวลาเมื่ออยู่กับบ้าน ในสหรัฐฯ เด็กประถมส่วนใหญ่ (73.0%) ใช้เวลาไปกับการ “เล่นเกม” มากที่สุด รองลงมาคือการ “ดูทีวี” (63.0%) “ดู YouTube” และ “วาดรูป” (51.0%) ส่วนเด็กประถมของจีนนั้นใช้เวลาไปกับการ  “เรียน” มากที่สุด (71.0%) รองลงมาคือ “เล่นเกม” และ “ดูอนิเมะ” (68.0%) ส่วนเด็กประถมญี่ปุ่นนั้นใช้เวลาไปกับการ “ดูทีวี” มากที่สุด (72.8%) รองลงมาคือ “เล่นเกม” (65.8%) และ “เรียน” (60.8%)

4. การ “ทำงานฝีมือ” เวลาอยู่กับบ้าน เด็กประถมอเมริกันนั้นทำ “งานหัตถกรรม” มากที่สุด (38.2%) รองลงมาคือ “ทำอาหาร” (35.3%) และ “ทำขนม” (30.9%) เด็กประถมจีนนั้นทำ “งานหัตถกรรม” มากที่สุด (62.8%) รองลงมาคือ “งานประดิษฐ์เล็กๆ” (60.6%) และ “ทำของเล่น” (44.7%) ส่วนเด็กประถมญี่ปุ่นนั้น “ทำขนม” มากที่สุด (39.5%) รองลงมาคือ “ทำอาหาร” (37.9%) และ “งานประดิษฐ์เล็กๆ” (22.1%)

5. การริเริ่มทำกิจกรรมใหม่ๆ ในครอบครัวช่วงที่บุตรหลานต้องอยู่บ้าน (ไม่ได้ไปโรงเรียน) นั้น คุณแม่ชาวญี่ปุ่นต่างก็ให้คำตอบกันต่างๆ มากมาย เช่น “ทำขนม” “ออกกำลังกาย” “เล่นเกมกระดานหรือเกมไพ่” แถมยังมีคำตอบแปลกๆ แหวกแนวจำพวก “เกมเก็บกวาดบ้าน” “เล่นบทเป็นเทศกาลฤดูร้อน” “เล่นบทเป็นโรงเรียน” “เล่นบทเป็นกางเต๊นท์ตั้งแคมป์”

6. กับคำถามที่ว่าเด็กๆ เวลาอยู่กับบ้านมีความเปลี่ยนแปลงในทางบวกอย่างไรบ้าง คุณแม่ชาวอเมริกันตอบว่าลูก “ช่วยเหลืองานบ้าน” มากที่สุด (47.0%) รองลงมาคือ “ตั้งใจเรียน” (44.0%) และ “อยู่กับบ้าน” (41.0%) คุณแม่ชาวจีนตอบว่าลูก “ตั้งใจเรียน” มากที่สุด (62.0%) รองลงมาคือ “รู้จักการป้องกันการติดเชื้อ เช่นการล้างมือ” (58.0%) และ “รู้จักทำในสิ่งที่ทำเองได้” (55.0%) คุณแม่ชาวญี่ปุ่นตอบว่าลูก “รู้จักใช้ชีวิตให้ถูกต้องตามระเบียบ” มากที่สุด (54.5%) รองลงมาคือ “ตั้งใจเรียน” (53.3%) และ “รู้จักการป้องกันการติดเชื้อ เช่นการล้างมือ” (47.5%)

7. กับคำถามที่ว่ามีความเปลี่ยนแปลงในทางบวกในครอบครัวอย่างไรบ้างช่วงระหว่างการอยู่บ้าน คำตอบที่พบมากที่สุดในทุกประเทศคือ “ได้ใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น” (สหรัฐฯ: 71.0%, จีน: 68.0%, ญี่ปุ่น: 60.8%) รองลงมาคือ “มีเวลาเล่นกับครอบครัวมากขึ้น” ทั้งหมด (สหรัฐฯ: 51.0%, จีน: 50.0%, ญี่ปุ่น: 34.3%) “มีการพูดคุยกันในครอบครัวมากขึ้น” (สหรัฐฯ: 41.0%, จีน:  52.0 %, ญี่ปุ่น: 36.0%)

8. กับคำถามที่ว่าบุตรหลานของท่านอยากทำอะไรกับครอบครัวมากที่สุดถ้าพ้นโควิด คุณแม่ชาวอเมริกันและชาวจีนตอบว่า “ไปเล่นในสวนสาธารณะ” คุณแม่ชาวญี่ปุ่นตอบว่า “เดินทางท่องเที่ยว” ส่วนเด็กๆ อเมริกันตอบว่า “เล่นเครื่องเล่นในสวนสาธารณะ” มากที่สุด (67.0%) รองลงมาคือ “เดินทางท่องเที่ยว” (56.0%) และ “ไปเที่ยวสวนสนุก” (55.0%) เด็กๆ ชาวจีนตอบว่า “ไปเล่นในสวนสาธารณะ” มากที่สุด (76.0%) รองลงมาคือ “ไปเที่ยวสวนสนุก” (74.0%) และ “เข้าร่วมอีเวนท์ต่างๆ” (60.0%) เด็กๆ ชาวญี่ปุ่นตอบว่า “เดินทางท่องเที่ยว” และ “ไปเที่ยวสวนสนุก” มากที่สุด (61.8%) รองลงมาคือ “ไปเล่นในสวนสาธารณะ” (48.8%)

คำตอบที่ได้จากการสำรวจด้วยแบบสอบถามครั้งนี้แม้ว่าไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมด เพราะเป็นเพียงการตอบแบบสอบถามทางอินเทอร์เน็ต (ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามเป็นเด็กประถมและแม่ชาวอเมริกัน 100 คู่ เด็กประถมและแม่ชาวจีน 100 คู่ เด็กประถมและแม่ชาวญี่ปุ่น 400 คู่) แต่จากคำตอบที่ได้ เราก็พอจะมองเห็นวิถีชีวิตและค่านิยมที่แตกต่างกันในแต่ละชนชาติดังนี้

1. พ่อแม่ผู้ปกครองชาวจีนเป็นพวก “บ้า (ให้ลูก) เรียน” ในระดับที่ว่ายิ่งกว่าคนญี่ปุ่นที่ว่าพ่อแม่พยายามตีกรอบให้ลูกเรียนดีๆ ตามสูตร “เข้าโรงเรียนดีๆ มหาลัยดีๆ จะได้เข้าบริษัทดีๆ” เสียอีก พูดง่ายๆ คือในหัวพ่อแม่คนจีนนั้นลูกต้องเรียนดีมาก่อน ส่วนพ่อแม่ชาวอเมริกันและชาวญี่ปุ่นนั้นให้ราคากับการให้ลูกโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีเสียมากกว่า เพียงแต่ว่าคำว่าผู้ใหญ่ที่ดีนั้นต่างกัน “ผู้ใหญ่ที่ดี” ตามค่านิยมของพ่อแม่ชาวอเมริกันคือ “ช่วยทำงานบ้าน” กล่าวคือ “มีความรับผิดชอบต่อกิจการงาน” ส่วนของคนญี่ปุ่นการเป็นผู้ใหญ่ที่ดีคือ “เคารพกฎระเบียบของสังคม”

2. ระบบการเรียนและค่านิยมการเรียนแบบคนญี่ปุ่นนั้นเน้นการนั่งอ่านหนังสือ ทบทวนตำราด้วยตัวเองกันตั้งแต่เด็ก แนวคิดตรงนี้ต่างจากที่อื่นๆ ที่มองว่าการเรียนของเด็กเป็นเรื่องที่ต้อง “มีคนเข้าไปสอน” เมื่อค่านิยมในวิธีการศึกษาเล่าเรียนของคนญี่ปุ่นเป็นแบบนี้ (คือเน้นการศึกษาด้วยตนเอง) การเรียนออนไลน์ที่เป็นการให้นักเรียนเข้าไปนั่งฟังครูสอน จึงไม่ใช่ของจำเป็นนัก คนญี่ปุ่นให้ราคากับ “การศึกษาด้วยตนเอง” สูงแค่ไหน ไม่ต้องดูอื่นไกล ให้ดูรูปปั้นเด็กชายนิโนะมิยะ คินจิโร่ (二宮 金次郎) เอาไว้ คนญี่ปุ่นเขายกย่องคนอย่างนี้ ที่แม้เกิดมากำพร้ายากจน ต้องปากกัดตีนถีบทำงานใช้แรงเดินแบกฟืน ก็ยังแบกฟืนไป เดินอ่านตำราไปด้วย จนประสบความสำเร็จในชีวิต ได้นำความรู้ของตนมาช่วยชาติบ้านเมือง

รูปปั้นของ นิโนะมิยะ คินจิโร่ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบางประเทศจงดูไว้ ถ้าเราปลูกฝังให้เด็กนักเรียนมีจิตสำนึกรู้จักอ่านตำราศึกษาด้วยตนเองแล้ว พ่อแม่ก็ไม่ต้องเดือดร้อนหาแท็บเล็ตกับอินเตอร์เน็ตให้ลูก โรงเรียนก็ไม่ต้องเหนื่อยยากนั่งทำคอนเทนต์ออนไลน์

หันกลับมาดูประเทศไทยแล้วก็อเนจอนาถใจเหลือจะกล่าว ก่อนจะมาคุยโวเรื่องเรียนออนไลน์ แล้วเชิดหน้าว่าโอ ประเทศไทย ทันสมัย ยุค 4.0 แล้ว การเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต คือความทันสมัย เคยหันมาคิดไหมครับว่า คนไทยในฐานะคนเป็นพ่อแม่คน เราอยากให้ลูกโตมาเป็นคนแบบไหน ผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการศึกษา เคยถามตัวเองไหม ว่าเราควรจะปลูกฝังค่านิยมให้เด็กรู้จักรับผิดชอบอ่านหนังสือทบทวนตำราด้วยตัวเองอย่างคนญี่ปุ่นเขาดีไหม? แต่ถึงจะคิดไปอย่างที่ว่า ก็คงป่วยการ เพราะพ่อแม่คนไทยยังมีอีกมากที่ยังก้าวไม่พ้นเส้นความยากจน จึงเคยมีข่าวที่เหมือนจะน่ารักน่าหัวร่อแต่จริงๆ ผู้เขียนว่าน่าสังเวชและสมเพชไปพร้อมๆ กันเสียมากกว่า เมื่อครูคนหนึ่งโทรศัพท์ไป ได้คุยถามนักเรียนเรื่องการเรียนออนไลน์ อย่าว่าแต่คอมพิวเตอร์เลยทีวียังไม่มี และอย่าว่าแต่จะเรียนออนไลน์เลย นักเรียนอยู่กับบ้านยังไม่ได้กินข้าวเลย ไม่มีข้าวกิน เดือดร้อนครูต้องซื้อข้าวเอาไปให้นักเรียนกินถึงบ้าน

ขนาดข้าวยังไม่มีกิน สำมะหาอะไรกับเรียนออนไลน์?

เปลี่ยนค่านิยมให้เด็กรู้จักการอ่านตำราด้วยตัวเอง ง่ายกว่าเรียนออนไลน์ไหม?

สรุปเนื้อหาจาก dime.jp
ผู้เขียน TU KeiZai-man