ที่มาของตาราง 50 เสียงและการเรียงลำดับ “อะอิอุเอะโอะ” ในภาษาญี่ปุ่น

ใครที่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่น เมื่อเริ่มเรียนตัวอักษร ก็ต้องคุ้นเคยกับการท่อง あいうえお かきくけこ… (อะอิอุเอะโอะ คะคิคุเคะโคะ…) หรือหากท่องเป็นวรรคก็จะท่องว่า あかさたな はまやらわ (อะคะสะทะนะ ฮะมะยะระวะ) แล้วทุกคนเคยสงสัยกันไหมคะ ว่าทำไมถึงต้องมีการเรียงลำดับในลักษณะนี้ ดูเหมือนว่าจะได้รับอิทธิพลจากภาษาอื่นมาด้วยนะ!

ก่อนที่จะไปทราบที่มาของการเรียงลำดับตัวอักษร เรามาทำความรู้จักตาราง 50 เสียงกันก่อน 50 เสียงหรือ 五十音 (โกะจูอน) เป็นคำที่ใช้เรียกจำนวนพยางค์ในภาษาญี่ปุ่นพื้นฐาน มีตัวอักษรคานะทั้งหมด 46 ตัว ประกอบด้วยสระ 5 ตัว คือ あいうえお (อะอิอุเอะโอะ) ในแนวนอน และพยัญชนะ 10 วรรค คือ あかさたな はまやらわ (อะคะสะทะนะ ฮะมะยะระวะ) ในแนวตั้ง รวมกันออกมาเป็นตาราง 50 เสียง

ตาราง 50 เสียงในภาษาญี่ปุ่น

แต่ละพยางค์ในภาษาญี่ปุ่นจะเป็นการผสมพยัญชนะและสระ อย่างเช่น วรรค k + เสียงสระ a = ka แทนด้วยตัว か หรือ วรรค s + เสียงสระ u = su แทนด้วยตัว す

สำหรับที่มาของการผสมพยัญชนะกับสระและการเรียงลำดับตัวอักษร ต้องย้อนกลับไปในอดีต มีพระภิกษุชื่อเมียวกาคุ (หรือเมคาคุ) จากนิกายเทนไดในศาสนาพุทธ ท่านเดินทางไปยังวัด Hieizan Enryakuji และเรียนรู้อักษรสิทธัม ซึ่งเป็นตัวอักษรแบบหนึ่งของอินเดียตอนเหนือที่นิยมใช้เขียนภาษาสันสกฤต

ตัวอย่างอักษรสิทธัม

สาเหตุที่ต้องเรียนรู้อักษรสิทธัมเนื่องจากในสมัยนั้นพระไตรปิฎกหรือตำราต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่เขียนด้วยอักษรจีนและภาษาสันสกฤต หากพระภิกษุต้องการศึกษาตำรา จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ทั้งอักษรจีนและอักษรสิทธัมเพื่อให้ศึกษาคำสอนได้อย่างแตกฉาน

ต่อมาในช่วงครึ่งหลังของสมัยเฮอัน ท่านได้ย้ายมายังวัด Yakuoin Onsenji จังหวัดอิชิคาว่า และสร้างงานเขียนมากมายเกี่ยวกับการศึกษาอักษรสิทธัม รวมทั้งงานเขียนที่ถอดตำราคำสอนจากภาษาจีนเป็นเสียงอ่านแบบญี่ปุ่น เช่น 悉曇要訣 (ชิทตังโยเคทสึ), 梵字形音義 (บงจิเกียวองกิ) รวมทั้ง 反音作法 (ฮันอนสะโฮ) จากปี 1093 ว่ากันว่านี่เป็นผลงานที่นำมาเป็นต้นแบบของระบบ 50 เสียงในภาษาญี่ปุ่นปัจจุบัน

反音作法 (ฮันอนสะโฮ)

สำหรับอักษรจีนนั้น หากไม่มีการกำกับคำอ่านก็จะไม่ทราบวิธีออกเสียง ใครที่เรียนภาษาจีนคงจะคุ้นเคยกับระบบพินอินที่ใช้กำกับวิธีการอ่านในปัจจุบัน แต่ในสมัยโบราณ จะใช้ระบบ Fanqie ซึ่งเกิดประมาณคริสศตวรรษที่ 3 ระบบนี้เป็นการใช้อักษรจีน 2 ตัวมาเขียนกำกับไว้ โดยตัวแรกแทนเสียงพยัญชนะ ตัวที่ 2 แทนเสียงสระและวรรณยุกต์ ก็จะแสดงวิธีการออกเสียงของตัวอักษรจีนตัวนั้น ๆ ได้ เช่นตัว 東 (dōng) จะเขียนกำกับด้วย 德紅反 คือใช้เสียง d จากตัวแรก เสียง ōng จากตัวที่ 2 และตัวที่ 3 เป็นตัวปิด หรืออย่างตัว 唐 (táng) จะเขียนกำกับด้วย 徒郎 คือใช้เสียง t จากตัวแรก เสียง áng จากตัวที่ 2

วิธีอ่านตัวอักษรจีนด้วยระบบ Fanqie

และระบบนี้ก็ถูกถ่ายทอดมาใช้กับอักษรคานะในภาษาญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น วรรค k + เสียงสระ a = ka ดังที่กล่าวไปนั่นเอง

แล้วเหตุใดเสียงสระจึงเรียงลำดับเป็น あいうえお (อะอิอุเอะโอะ) และพยัญชนะเรียงลำดับตามวรรค あかさたなはまやらわ (อะคะสะทะนะ ฮะมะยะระวะ) ที่มาไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะเป็นการเรียงลำดับตามอักษรในภาษาสันสกฤตนั่นเอง แต่นอกจากระบบตาราง 50 เสียงของเมียวกาคุแล้ว ในอดีตยังเคยมีระบบตารางรูปแบบอื่น ๆ ที่จัดลำดับแตกต่างกันไปอีกมากมาย เช่น กลอน iroha ที่หลาย ๆ คนน่าจะเคยเห็นผ่านตากันมาบ้าง

กลอน iroha

ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าระบบการผสมเสียงในภาษาญี่ปุ่นจะลึกซึ้งและน่าสนใจขนาดนี้ ไม่ว่าจะภาษาไหนก็ต้องดึงเอาเอกลักษณ์จากภาษาอื่น ๆ มาบ้างไม่มากก็น้อย และปรับใช้จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เมื่อรู้ที่มาแล้ว น่าจะช่วยให้ทุกคนเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นได้สนุกยิ่งขึ้นนะคะ ^^

สรุปเนื้อหาจาก mag.japaaan