เคยสงสัยไหม ทำไมคนญี่ปุ่นชอบใช้คำพูดอ้อมค้อมจัง ?

Last updated:

การสื่อสารเป็นเครื่องมือสำคัญที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน การสื่อสารที่สำคัญคือการสื่อความหมายของสิ่งที่ต้องการจะสื่อไปได้อย่างครบถ้วน เพราะหากสื่อสารผิดๆ ก็จะเกิดผลเสียตามมาได้หลายทาง ซึ่งอุปสรรคในการสื่อสารกับคนญี่ปุ่นนั้นส่วนใหญ่แล้วเรามักตีความไม่แตกฉานเพราะคนญี่ปุ่นชอบใช้คำ “พูดอ้อมค้อม” แทนที่จะใช้คำพูดตรงๆ นั่นเองค่ะ ส่วนนี้อาจเป็นความแตกต่างด้านวัฒนธรรมที่ยากจะเข้าใจแต่ก็ต้องทำความเข้าใจให้ได้ แต่ว่าแม้แต่คนญี่ปุ่นด้วยกันเองบางครั้งก็ยังไม่เข้าใจกันเลยเนี่ยสิ แล้วเราจะเข้าใจได้ยังไง? เพื่อให้เข้าใจคนญี่ปุ่นให้ได้มากขึ้นจึงขอสรุปที่มาที่ไปและตัวอย่างคร่าวๆ ให้ได้ทราบกันค่ะ

พูดอ้อม

ทำไมคนญี่ปุ่นชอบพูดอ้อมค้อม

หากใครที่คบค้าสมาคมกับคนญี่ปุ่นอยู่ก็อาจจะทราบกันดีกว่าคนญี่ปุ่นมักจะไม่ใช้คำพูดที่แสดงการเจาะจงมากเกินไป ซึ่งเหตุผลบางส่วนนั่นก็เพราะต้องการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้การสนทนาและความสัมพันธ์เป็นไปได้อย่างราบรื่น ซึ่งการหลีกเลี่ยงที่จะพูดตรงๆ นั้นติดเป็นนิสัยของคนญี่ปุ่นบางคนไปซะแล้ว

ศิลปะทาง “การสื่อสาร” ที่อาจสื่อไปไม่ถึงผู้ฟัง

คนญี่ปุ่นที่มักหลีกเลี่ยงการแสดงออกหรือไม่ใช้คำพูดที่ตรงไปตรงมา โดยเฉพาะตอนที่จะปฏิเสธนั้นก็จะไม่ใช้คำว่า “ไม่” ออกมาตรงๆ แต่ใช้การปฏิเสธในรูปแบบอื่นแทน เพราะความจริงแล้วคนญี่ปุ่นนั้นมีความอ่อนน้อมถ่อมตนและสุภาพมากๆ หากมองจากลักษณะความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นที่อยู่ด้วยกันแบบปรองดองและรักสงบด้วยแล้ว การพูดคำว่า “ไม่” ออกไปตรงๆ จะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจและส่งผลต่อความปรองดองนั้นได้ ส่วนด้านการทำงานนั้นมองว่าการใช้ประโยคอ้อมๆ นี่แหละจะเป็นการแสดงมารยาทในการสื่อสารทางธุรกิจสำหรับคนญี่ปุ่นที่ช่วยสร้างความประทับใจต่ออีกฝ่ายได้ด้วย ซึ่งคนต่างชาติอาจจะไม่เข้าใจในจุดนี้ และหลายครั้งที่การพูดแบบอ้อมๆ นี้ทำให้อีกฝ่ายงงงวยกับความหมายแต่ไม่กล้าถาม สุดท้ายกลับกลายเป็นกำแพงระหว่างภาษาที่ทำให้คนญี่ปุ่นถูกมองว่าเข้าถึงยากไปเสียอีก

จากตัวอย่างข้างต้นนี้ คือผู้ใช้ทวิตเตอร์ที่สอบถามชาวทวิตคนอื่นๆ ว่าขณะที่เจรจาธุรกิจกับคู่ค้าที่เป็นคนเกียวโต แล้วถูกบอกว่า 「良い時計してますなぁ」 (ii tokei shitemasu na) = นาฬิกาสวยจังเลยนะครับ อันนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆ เลยล่ะค่ะ  เพราะความหมายที่แท้จริงไม่ใช่ต้องการชมเรื่องนาฬิกา แต่อีกฝ่ายต้องการสื่อว่า “คุยกันมานานแล้ว”  ซึ่งเป็นการบอกนัยๆ ว่าให้ดูนาฬิกาจะได้รู้ว่าเวลาล่วงเลยมาเท่าไหร่แล้วนั่นเองค่ะ แบบนี้ก็อ้อมเกินไปไหมคะเนี่ย (^ ^;)

ประเภทของการพูดอ้อมค้อมของคนญี่ปุ่น

ไม่ได้

เมื่อต้องการปฏิเสธ

จะมีประโยคที่มักได้ยินกันบ่อยๆ เช่น เมื่อถูกชวนไปดื่มแล้วคนญี่ปุ่นตอบว่า「今日はちょっと、、、」(Kyou wa chotto…) = วันนี้ไม่สะดวก ซึ่งเจ้าตัวอาจจะไม่อยากไปแต่เลี่ยงที่จะพูดคำว่า “ไม่” เพราะหากปฏิเสธตรงๆ อีกฝ่ายจะรู้สึกแย่ได้ จึงเปลี่ยนเป็นการปฏิเสธในเชิงที่ว่า “ไม่สามารถไปได้” ซึ่งเป็นการปฏิเสธอย่างสุภาพแทนโดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลด้วย เช่น กรณีที่ถูกชวนไปดูหนังแต่ไม่อยากไป ก็จะใช้ประโยคประมาณว่า 『あいにく休みがとりにくくって、行けないんだよね。私の分も楽しんできて』(Ainiku yasumi ga torinikukutte, ikenaindayone. Watashi no bun mo tanoshindekite) แปลได้ประมาณว่า “น่าเสียดายจัง ลางานยากมากก็เลยไปไม่ได้อะ ฝากดูเผื่อด้วยนะ” ซึ่งอีกฝ่ายก็จะเข้าใจว่างานยุ่งเลยไปไม่ได้

หรือในกรณีที่ทำงานก็จะไม่มีการพูดปฏิเสธว่าทำงานนี้ไม่ได้ แต่จะใช้เป็น 「頑張ってみます」(Ganbattemimasu) แปลว่า ”จะลองพยายามดูค่ะ / ครับ” หรือ「検討させて頂きます」(Kentousaseteitadakimasu) ”จะขอพิจารณาดูค่ะ / ครับ”

อีกตัวอย่างที่คนญี่ปุ่นมักใช้คำพูดอ้อมๆ แทนการบอกเหตุผลจริงๆ คือใช้ตอนลางานค่ะ เช่น

× 祖母が倒れた (ยายป่วย) → ○ 家庭の事情で (ธุระทางบ้าน)
× 急に親で上京して (พ่อแม่มาหากระทันหัน) → ○ 急な差しつかえができて (ไม่สะดวก, มีธุระ)
× 家が水漏れで (ที่บ้านน้ำรั่ว) → ○ よんどころない事情で (มีเหตุสุดวิสัย)

นอกจากนี้ยังมีการหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำพูดตรงๆ ของคนญี่ปุ่นอีกรูปแบบหนึ่งคือการใช้รูปประโยคที่มีคำสละสลวย หรืออยู่ในรูปแบบของคำสุภาพที่แสดงความเกรงใจอีกฝ่ายขั้นสุด แต่การใช้คำเหล่านั้นก็ชวนให้สงสัยเสียจริงเชียวว่าคนญี่ปุ่นจะสุภาพไปถึงไหน? คนต่างชาติบางคนก็อาจจะมองว่าคนญี่ปุ่นใช้คำซ้ำซ้อนเกินไปด้วยล่ะค่ะ

พูดอ้อม

ใช้รูปแบบคำที่สละสลวย

ส่วนมากการใช้รูปแบบนี้จะเป็นเชิงธุรกิจมากกว่าค่ะ โดยการเพิ่มประโยคแสดงความถ่อมตัวขั้นสุดเพื่อแสดงความเกรงใจและสื่อว่าให้การเคารพอีกฝ่ายมากๆ ซึ่งเป็นมารยาทที่จำเป็นในการทำงานร่วมกับผู้อื่นด้วย

เช่น ประโยคขอร้องมักจะใช้คำเหล่านี้เกริ่นในประโยคว่า
「恐れ入りますが」(osoreirimasuga) แปลว่ารู้สึกเกรงใจหรือขอบคุณ,
「お手数ですが」(otesuudesuga) แปลว่า ขอโทษในความยุ่งยากหรือทำให้ลำบาก,
「申し訳ございませんが」(moushiwakegizaimasen) แปลว่า ขอประทานโทษ
เพื่อทำให้ประโยคแลดูมีความสุภาพและแสดงความถ่อมตัวมากกว่าการใช้ประโยคตรงๆ ที่ดูทื่อๆ และบางครั้งอาจดูเหมือนเสียมารยาทค่ะ

ยกตัวอย่างประโยคขอร้องที่คนญี่ปุ่นใช้ เช่น เมื่อต้องการขอให้อีกฝ่ายตอบอีเมลกลับภายในวันที่… ประโยคทั่วไปจะพูดว่า・・・日までに返信よろしくお願いします。(…hi madeni henshin yoroshiku onegaishimasu)
→ 恐縮ですが、○日までに返信いただけるとありがたいです。(Kyoushukudesuga …hi madeni henshin itadakeru to arigataidesu) แปลว่า “รู้สึกเกรงใจ (ที่รบกวน), หากสามารถตอบกลับให้ภายในวันที่…จะขอบคุณมากเลย” เป็นต้น

หรือกรณีที่ทำงานผิดพลาดจนทำให้ลูกค้าเกิดความเสียหายก็อาจใช้ประโยคว่า 本件、度重なるご不便をお掛けしており、誠に申し訳ございませんが、よろしくお願い致します。(Honken, tabikasanaru gofuben wo okakeshiteori, makotoni moushiwakegozaimasenga, yoroshikuonegaiitashimasu) ถ้าให้แปลตรงตัวจะมีความหมายประมาณว่า “ครั้งนี้ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ขอความกรุณาด้วยครับ” ซึ่งความหมายก็คือการกล่าวขอโทษในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นโดยใช้ประโยคซ้อนประโยค “ขอโทษ” ลงไป

ตัวอย่างการใช้คำสละสลวยอื่นๆ เช่น  ในที่สาธรณะป้ายห้องน้ำอาจไม่ใช้คำว่า「トイレ」(Toire) แต่จะใช้คำว่า 「洗面所」(Senmenjo),「化粧室」(Keshoushitsu),「お手洗い」(Otearai) ได้ค่ะ

คำพูดอ้อมค้อมที่แสดงความไม่พอใจ

ตัวอย่างสถานการณ์ในออฟฟิศเมื่อหัวหน้างานทักว่า “ทำเล็บมาสวยจังเลยนะ” ลูกน้องผู้ไม่รู้ความหมายก็ตอบว่า “อ๋อทำที่ร้านค่ะ” แต่ความหมายที่หัวหน้าคนนั้นถามคือเป็นการบอกนัยๆ ว่า “ไม่ให้ทำเล็บมาทำงาน” นั่นเองค่ะ

หรือเหตุการณ์ในร้านที่ลูกค้าพูดกับพนักงานว่า “แก้วกาแฟสวยจังนะคะ” แต่ความหมายนั้นไม่ได้เป็นคำชมแม้แต่นิด แต่ลูกค้าคนนั้นกำลังโกรธอยู่ เพราะความหมายแฝงในประโยคนั้นคือ “แก้วที่เสิร์ฟน่ะมีรอยเปื้อนนะ!” เป็นต้นค่ะ

ข้อควรระวังในการใช้คำ

ถึงแม้เราอาจจะตั้งใจใช้คำสละสลวยเพื่อให้ดูสุภาพ แต่หากใช้อย่างไม่ระมัดระวังก็อาจให้ผลที่ตรงกันข้ามเลยก็ได้ค่ะ

1. อย่าใช้มากเกินไป

การใช้คำที่ไม่เหมาะสม แทนที่จะสร้างความประทับใจอาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกตรงกันข้ามเลยก็ได้ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้การสื่อสารไม่ราบรื่นด้วยล่ะค่ะ

2. จำเป็นต้องใช้ให้ถูกกาละเทศะด้วย

กรณีที่เราใช้คำสละสลวยเพื่อแสดงความสุภาพกับเจ้านายหรือผู้ที่มีอายุมากกว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องค่ะ แต่หากเราใช้ประโยครูปแบบเดียวกันกับเพื่อนร่วมงานอาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเราแสดงความห่างเหินกับเขาอยู่ก็ได้ค่ะ

3. ควรระวังอย่างยิ่งโดยเฉพาะการเขียนอีเมล

เนื่องจากการสื่อสารกันผ่านอีเมลนั้นไม่สามารถเห็นสีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายได้ หากเราใช้คำไม่เหมาะสมก็อาจทำให้อีกฝ่ายเข้าใจความหมายที่ต้องการสื่อผิดไปได้โดยง่าย

จากที่สรุปข้างต้นนี้คิดว่าคงจะพอเข้าใจกันได้ไม่มากก็น้อย คนไทยเองบางทีก็ชอบพูดอ้อมๆ หรือพูดประชดเหมือนกันใช่ไหมล่ะ แต่การพูดอ้อมหรือประชดแบบคนญี่ปุ่นนี่เข้าใจยากจริงๆ นั่นล่ะค่ะ แม้แต่คนญี่ปุ่นด้วยกันเองยังไม่เข้าใจเลย ส่วนการใช้คำสละสลวยก็เป็นการแสดงออกถึงวัฒนธรรมและความมีจิตวิญญาณแบบคนญี่ปุ่นที่แสดงความใส่ใจและการเห็นคุณค่าของการแสดงมารยาทได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ ทั้งนี้เรามองว่าเป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่เราต้องทำความเข้าใจเพื่อการสื่อสารที่ราบรื่นด้วยเช่นกันค่ะ

สรุปเนื้อหาจาก 1200irori.jpmayonez.jpnews.mynavi.jpnippon.com