บอกต่อประสบการณ์ทำงานในญี่ปุ่นกับ Japanmase ยูทูบเบอร์ไทยแดนปลาดิบ

japanmase cover

“ทำงานที่ญี่ปุ่นดีไหม” “อยากไปทำงานญี่ปุ่น ต้องเตรียมตัวยังไง” “สอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นยากแค่ไหน” “ทำงานกับคนญี่ปุ่นเครียดหรือเปล่า” ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนกำลังหาคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้อยู่ล่ะก็ ขอบอกว่ามาถูกทางแล้วล่ะค่ะ

เพราะทีมงาน ANNGLE ได้มีโอกาสมาพูดคุยกับ คุณจักรและคุณเอมมี่จากช่อง Japanmase (เจแปนมาเสะ) คู่สามี-ภรรยายูทูปเบอร์ไทยแดนปลาดิบผู้หลงใหลในเสน่ห์ประเทศญี่ปุ่นและได้ออกเดินทางทำ Content และรายการท่องเที่ยวญี่ปุ่นมากว่า 8 ปี จากความชื่นชอบเปลี่ยนมาเป็นแรงผลักดันในการเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น จนปัจจุบันทั้งคู่ได้ทำงานและอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่น เป็นทั้งยูทูปเบอร์และพนักงานประจำชาวไทยเพียง 2 คนในบริษัทญี่ปุ่นภายใต้เครือ JR EAST ด้วย

วันนี้ทั้งคู่จะมาตอบทุกคำถาม แถมบอกเคล็ดลับการไปทำงานที่ญี่ปุ่นกันแบบหมดเปลือก ผ่านประสบการณ์การทำงานจริงในบริษัทญี่ปุ่นกับคนญี่ปุ่น ใครสนใจอยากไปเปิดโลกเปิดประสบการณ์ผ่านการทำงานที่ญี่ปุ่น มาล้อมวงฟังกันได้เลยค่ะ

จุดเริ่มต้นของการไปทำงานที่ญี่ปุ่น

Japanmase 1

ANNGLE : สวัสดีค่ะ

คุณจักร/คุณเอมมี่ : สวัสดีครับ/ค่ะ

ANNGLE : ก่อนอื่นอยากทราบจุดเริ่มต้นของการไปทำงานที่ญี่ปุ่นของคุณจักรและคุณเอมมี่หน่อยค่ะ

คุณจักร : ย้อนกลับไปประมาณเมื่อ 4 – 5 ปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้มาญี่ปุ่นครั้งแรก ก่อนหน้านั้น ผมเคยทำงานเป็นพิธีกร แล้วก็ทำรายการท่องเที่ยวญี่ปุ่นทางเคเบิ้ลทีวีด้วย แต่เวลาไปถ่ายทำตามเมืองต่าง ๆ กลับพบปัญหาว่าไม่สามารถสื่อสารกับผู้คนได้เลย พูดได้คำเดียวว่า “โออิชิ” ก็เลยคิดว่าถ้าสื่อสารเป็นภาษาญี่ปุ่นได้จะสนุกมากขึ้นหรือเปล่า เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจในการเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น

คุณเอมมี่ : ตอนนั้นเป็นช่วงที่เพิ่งออกจากงานที่เคยทำอยู่พอดี และรู้สึกอยากพัฒนาตัวเอง บวกกับตัวเองชอบญี่ปุ่นอยู่แล้ว และได้ทำรายการกับจักรด้วย ก็เลยเกิดไอเดียที่จะเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น และชวนจักรไปเรียนด้วยกัน

คุณจักร : เราเคยเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ไทยสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง เป็นเวลา 1 ปี แต่กลับไม่ได้อะไรเลย ก็เลยตัดสินใจบินไปเรียนที่ญี่ปุ่นเลย

คุณเอมมี่ : ตอนแรกกะจะเรียนแค่ 3 เดือน แล้วกลับไทยมาทำรายการทีวีต่อ แต่เอาเข้าจริง ช่วง 3 เดือนแรกที่ต้องเรียนไปด้วย ถ่ายรายการทีวีส่งเทปกลับมาไทยไปด้วย มันเหนื่อยมาก จึงตัดสินใจเปลี่ยนมาทำ YouTube เพราะรู้สึกว่ามีคนเข้ามาดูเยอะกว่า และรับรู้ฟีดแบคได้ดีกว่าด้วย ตอนจบคอร์สภาษาญี่ปุ่น 3 เดือน ก็รู้สึกยังอยากเรียนต่อ จึงต่อคอร์สไปอีก 1 ปี ระหว่างนั้นก็มีโอกาสได้ไปทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านเสื้อผ้าและร้านอาหารฟาสต์ฟูดด้วย

คุณจักร : พอใกล้จบคอร์ส 1 ปี เราก็คุยกันว่าอยากเก่งภาษาญี่ปุ่นมากขึ้นกว่านี้ อยากจะใช้ชีวิตในญี่ปุ่นมากกว่านี้ และคิดว่าหากทำงานที่ญี่ปุ่นก็จะได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นอีกแบบหนึ่งที่ไม่เหมือนกับในห้องเรียน เลยตัดสินใจกันว่าจะหางานทำที่ญี่ปุ่น

การหางาน การเตรียมตัว และประสบการณ์ทำงานที่ญี่ปุ่น

Japanmase 2

ANNGLE : พอตัดสินใจว่าจะหางานทำที่ญี่ปุ่นแล้ว คุณจักรกับคุณเอมมี่มีการเตรียมตัวอย่างไรบ้างคะ

คุณจักร : ต้องเตรียมตัวเรื่องภาษาญี่ปุ่น พยายามจำตัวคันจิ ในห้องเรียนก็จะถามอาจารย์ตลอด อย่างเช่น ศัพท์คำนี้ใช้อย่างไร ภาษาญี่ปุ่นที่คนญี่ปุ่นใช้จริง ๆ เป็นยังไง

ANNGLE : แล้วเรามีวิธีการหางานยังไงบ้างคะ

คุณจักร : ตอนที่กำลังหางาน พอดีไปเจอในเว็บไซต์ว่าลานสกีกาล่ากำลังหาพนักงานคนไทย เพราะเขากำลังจะมีโปรเจกต์ใหม่เป็นโปรเจกต์สอนสกีเป็นภาษาไทย ก็เลยลองสมัครไป คุยกันสองสามรอบ มีการสัมภาษณ์ด้วย เขาก็เห็นว่าเราเป็นยูทูบเบอร์และเล่นสกีเป็น จะได้มาช่วยโปรโมตลานสกีและโปรเจกต์ใหม่นี้ด้วย

คุณเอมมี่ : ตอนนั้นต้องเปลี่ยนจากวีซ่านักเรียนเป็นวีซ่าทำงานทันที ซึ่งยากมาก ตอนแรกวีซ่าไม่ผ่านด้วย เลยต้องเตรียมเอกสารกันใหม่ สิ่งที่สำคัญมากเลยคือต้องเขียนว่าทำไมถึงอยากทำงานที่ญี่ปุ่น ซึ่งเราต้องเขียนรายละเอียดเยอะมาก ๆ โชคดีที่ตอนนั้นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นช่วยตรวจให้ สุดท้ายวีซ่าก็ผ่าน

ANNGLE : เรื่องเอกสารขอวีซ่าก็ถือเป็นขั้นตอนสุดหินสำหรับการเตรียมตัวมาทำงานที่ญี่ปุ่นเหมือนกันนะคะเนี่ย พอได้ทำงานแบบฟูลไทม์แล้ว แตกต่างกับการทำงานพาร์ตไทม์ไหมคะ ต้องปรับตัวยังไงบ้าง

คุณเอมมี่ : ถ้าเป็นพาร์ตไทม์เราแทบไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย แค่เข้างานให้ตรงเวลาก็พอแล้ว ไม่ต้องแบกงานกลับบ้าน แต่พอเป็นฟูลไทม์เราต้องรู้เรื่องทุกอย่างขององค์กร

คุณจักร : อีกอย่างคืองานและความรับผิดชอบก็มากขึ้น ส่วนเรื่องภาษาญี่ปุ่นก็จะเป็นอีกรูปแบบหนึ่งด้วย

Japanmase 3

ANNGLE : แล้วการทำงานกับคนญี่ปุ่นมีความยากง่ายยังไง เราต้องปรับตัวอะไรหรือเปล่าคะ

คุณเอมมี่ : โห ยากมากค่ะ เพราะว่าแผนกสอนสกีให้คนไทยและคนจีนที่ทำอยู่ดันไปอยู่ใกล้ ๆ กับประชาสัมพันธ์ ทำให้ลูกค้าเข้าใจผิดมาถามนู่นถามนี่เราเยอะมาก ซึ่งเราก็ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง เราก็รู้สึกไม่ดีที่ตอบเขาไม่ได้ แต่ก็อยากจะใช้ภาษาญี่ปุ่นที่ถูกต้องตอบลูกค้าให้ดี รวมทั้งแสดงออกท่าทางนอบน้อม ให้เขาเห็นว่าเรากำลังพยายามเต็มที่ด้วย อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก

คุณจักร : เพื่อนร่วมงานก็ไม่ค่อยเหมือนที่ไทย บรรยากาศเวลาทำงานค่อนข้างตึงเครียด ตอนแรก ๆ ก็คิดเหมือนกันว่าต้องขนาดนี้เลยหรอ แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้ว เหมือนเป็นเรื่องปกติ แรกๆ เราพยายามเคร่งเครียดตามคนญี่ปุ่น แต่ผ่านมาสองสามปี ทุกคนก็ยอมรับผลงานของเรา เราก็เลยเริ่มกลับไปเป็นตัวเองเหมือนเดิม

คุณเอมมี่ : ต้องปรับตัวมาก ๆ ทั้งกับการดูแลลูกค้าและกับคนญี่ปุ่นที่ทำงานร่วมกัน แต่คนไทยน่าจะปรับตัวง่ายเพราะเราชอบยิ้มร่าเริงอยู่แล้ว

ANNGLE : แล้วเราเคยมีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานคนญี่ปุ่นไหม หรือเราเคยทำอะไรผิดพลาดแบบสุด ๆ จนไม่ลืมเลยไหมคะ

คุณเอมมี่ : ตอนทำพาร์ตไทม์แรก ๆ ก็เยอะนะคะ เพราะตอนนั้นภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เลย เราเคยเอาเนื้อไปใส่ช่องฟรีสจนเนื้อติดกันเป็นแพ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วคุณป้าเจ้าของร้านเขาให้เราเอาไปละลายน้ำแข็ง 555

คุณจักร : ตอนทำฟูลไทม์ ช่วงแรก ๆ เคยตื่นสายเข้างานไม่ทัน เพราะมันหนาวมาก นอนเพลิน แต่ทางบริษัทก็ไม่ได้โทรตามนะครับ เหมือนทุกคนก็เข้าใจ เพราะเมืองที่อยู่มันมีแต่หิมะ แค่มีคนมาทำงานที่เมืองนี้เขาก็ขอบคุณแล้ว ทางบริษัทเลยค่อยข้างยืดหยุ่น

คุณเอมมี่ : แต่พอเราทำพลาดแล้วก็ต้องเรียนรู้ เก็บเป็นประสบการณ์ ถ้าเราฟังอะไรไม่เข้าใจ ก็ต้องถามให้รู้ว่าสิ่งที่เราจะทำมันถูกต้อง

สิ่งที่ได้จากการทำงานที่ญี่ปุ่นและคำแนะนำที่ฝากถึงแฟน ๆ ANNGLE

Japanmase 4

ANNGLE : คุณจักรกับคุณเอมมี่คิดว่าการทำงานที่ญี่ปุ่นให้อะไรเราบ้างคะ

คุณเอมมี่ : สไตล์การทำงานที่คิดเป็นระบบ เช่น ที่ญี่ปุ่นมีคู่มือในการตอบเวลาลูกค้าเคลมเพื่อให้ตอบลูกค้าได้ดีที่สุดและป้องกันตัวพนักงานเองด้วย แต่ถ้าที่ไทยอาจจะต่างคนต่างแก้ปัญหากันเอง (ที่ญี่ปุ่นนั้น) ระบบค่อนข้างดีมาก ๆ ทุกคนทำตามระบบ เลยไม่มีปัญหาอะไรมาก

คุณจักร : ระบบค่อนข้างดีครับ มีคู่มือสำหรับทุกอย่าง ถ้าเราทำตัวไม่ถูกหรือมีปัญหาอะไรก็สามารถปรึกษาธุรการได้ตลอด

คุณเอมมี่ : มันทำให้เรามีสเต็ปในการคิด คอยระมัดระวังมากขึ้นด้วย แล้วก็เรื่องเวลา คนญี่ปุ่นบอกเป๊ะมาก น่ารักมาก ทำให้เราได้เตรียมตัว รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป การสื่อสารและแชร์ข้อมูลก็ดีมาก เวลาส่งอีเมล์เขาจะแนบไฟล์ แนบรูปภาพละเอียดมาก ทุกคนอ่านแล้วเข้าใจได้เลย

คุณจักร : การสื่อสารดีมาก ๆ เพราะเวลาใครจะส่งอีเมล์อะไรก็จะ cc กันตลอด ตอนนี้นอกจากอีเมล์แล้ว ยังมีแอปพลิเคชั่นของญี่ปุ่นที่คล้าย ๆ LINE ใครมีอะไรก็สามารถส่งกันในแอปพลิเคชั่นอัพเดตกันได้เลย

ANNGLE : อยากฝากคำแนะนำอะไรถึงคนที่อยากไปทำงานที่ญี่ปุ่นไหมคะ

คุณเอมมี่ : ถ้าคนที่ได้ภาษาอยู่แล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหา มีแค่เรื่องปรับตัวในออฟฟิศ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ภาษาต้องบอกว่าจะหนักมาก ต้องฝึกภาษาและจำคำศัพท์ให้ได้เร็วที่สุด แล้วก็จะมีเรื่องวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นอย่าง Body Language ด้วย

คุณจักร : ภาษาคือปัจจัยหลักอยู่แล้ว อยากให้ทุกคนเตรียมตัวเรื่องภาษาในการทำงาน และอาจจะต้องศึกษาเพิ่มเติมด้วยว่า เราจะทำบริษัทเกี่ยวกับอะไร มีศัพท์เฉพาะอะไรบ้าง ที่อยู่อาศัยของเรา ภาษาถิ่น ส่วนเรื่องการทำงานคิดว่าคนไทยเจ๋งอยู่แล้ว เรื่องการปรับตัวเชื่อว่าคนไทยรอดอยู่แล้ว ยิ้มสู้ไว้ช่วยได้ครับ

คุณเอมมี่ : พยายามมองโลกในแง่ดีไว้ค่ะ ถึงจะกลัวกังวลแต่ก็ขอให้ลงมือทำ ไม่ต้องเก็บมาคิดมาก พอทำงานไปสักพักก็ต้องคอยปกป้องตัวเองด้วย เราต้องศึกษากฎต่าง ๆ ให้ดีก่อน แล้วเราถึงจะสามารถปกป้องตัวเองได้ อย่าไปกลัว

Japanmase 5

ANNGLE : สุดท้ายนี้ อยากให้เล่าข้อดีหรือความประทับใจในการใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นหน่อยค่ะ

คุณเอมมี่ : ข้อดีคือได้ทำ Youtube ได้เที่ยว ยิ่งพอได้ภาษาเราก็เที่ยวสนุกมากขึ้น ได้ไปในที่ที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยไปกันด้วย

คุณจักร : ได้กินอาหารญี่ปุ่น ได้เที่ยวเยอะมาก และข้อดีของการทำงานบริษัทญี่ปุ่นคือเขาจะมีโบนัสให้ 2 ครั้งต่อปี อีกอย่างถ้าเราเป็นพนักงานประจำจะไม่มีการไล่ออก เพราะถ้าจะไล่ออกบริษัทต้องจ่ายค่าชดเชย เราสามารถทำงานได้จนเกษียณ

คุณเอมมี่ : อากาศที่ญี่ปุ่นก็ดี แถมผักก็สดมากด้วย จักรที่ไม่ชอบกินผัก ตอนนี้คือกินผักเก่งมาก

คุณจักร : ข้อดีอีกอย่างของการอยู่ญี่ปุ่นก็คือเราเก่งสกีและสโนว์บอร์ดมากขึ้น ถ้าใครสนใจอยากเรียนสกีหรือสโนว์บอร์ด ก็สามารถติดต่อเพจ Japanmase ได้นะครับ

คุณเอมมี่ : ใช่แล้วค่ะ มีครูจักรสอนสกี/สโนว์บอร์ดได้

คุณจักร : แล้วก็มีครูเอมมี่สอนสกี และเรามีทีมคนไทยที่เก่งสกี/สโนว์บอร์ดด้วย ตอนนี้ขนาดไม่มีเพื่อน ๆ จากไทยมา เราก็มีนักเรียนเยอะพอสมควรเลยเป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น

ANNGLE : โอ้โห ดีจริง ๆ เลยค่ะ ไว้ถ้าทีมงาน ANNGLE ไปลานสกีกาล่าเมื่อไหร่ จะขอไปเป็นลูกศิษย์คุณจักรคุณเอมมี่ด้วยนะคะ วันนี้ต้องขอบคุณคุณจักรกับคุณเอมมี่มาก ๆ เลยค่ะ

คุณจักร/คุณเอมมี่ : ขอบคุณครับ/ค่ะ

การสอบวัดระดับทักษะทางภาษาญี่ปุ่น JFT-Basic

ปัจจุบัน มีการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น JLPT สำหรับคนที่อยากไปเรียนต่อญี่ปุ่น หรือ JFT-Basic การสอบใหม่ล่าสุดสำหรับคนที่อยากไปทำงานที่ญี่ปุ่นและต้องการใช้ภาษาญี่ปุ่นในระดับการสื่อสารในชีวิตประจำวัน แน่นอนว่าของใหม่แบบนี้มีข้อดีและข้อแตกต่างจากการสอบประเภทอื่น ๆ ที่ผ่าน ๆ มา อย่างแรกเลยคือการสอบ JFT-Basic นี้มีจัดสอบทุกๆ เดือน (*ถ้าเคยสอบ ต้องเว้น 45 วันนับจากวันสอบจึงจะสมัครรอบต่อไปได้) แถมสอบเสร็จปุ๊บก็รู้ผลทันทีว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่ว่าเพื่อน ๆ จะมีกำหนดไปทำงานที่ญี่ปุ่นช่วงไหน ก็มีผลสอบไปส่งทันแน่นอนค่ะ แถมผลสอบ JFT-Basic ยังสามารถใช้ประกอบการยื่นขอวีซ่าแรงงานทักษะเฉพาะทาง (SSW: Specified Skilled Worker) หมายเลข 1 ได้อีกด้วยนะคะ

สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่ไม่เคยสอบวัดระดับทางภาษาเลย ไม่ต้องกลัวไปค่ะ เพราะการสอบ JFT-Basic นี้เขาเน้นเฉพาะเนื้อหาระดับการสื่อสารในชีวิตประจำวันเท่านั้น ไม่ได้ยากเท่า JLPT สำหรับผู้ที่ไปเรียนต่อ โดยการสอบ JFT-Basic จะประเมินว่าเรามีความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นในระดับผู้ใช้ภาษาญี่ปุ่นขั้นพื้นฐาน A2 ตามมาตรฐานของ The JF Standard for Japanese-Language Education หรือไม่ ส่วนตัวข้อสอบก็ครอบคลุมทั้งตัวอักษรและคำศัพท์ บทสนทนาและสำนวน การฟัง และการอ่าน รวมทั้งหมดแล้วมีเพียง 60 ข้อเท่านั้น ใช้เวลาสอบทั้งหมด 60 นาที ไม่จำกัดเวลาทำข้อสอบในแต่ละส่วนด้วย อยากจะจัดสรรเวลาทำข้อสอบอย่างไร หรือใครอยากกลับมาทบทวนตรวจสอบแก้ไขคำตอบก็ทำได้ตลอดเวลา แถมเขายังมีตัวช่วยแปลคำถามเป็นภาษาไทยได้อีกด้วย มือใหม่หัดสอบสบายใจได้เลย เอาล่ะค่ะ ใครกำลังตัดสินใจอยู่ว่าตัวเองควรจะสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นแบบไหนดี ไม่ต้องกังวลไปค่ะ เพราะ ANNGLE ได้รวบรวมข้อมูลมาเสิร์ฟให้ถึงที่แล้ว

JFT Japanese Test Summary

ญี่ปุ่นกับความต้องการแรงงานจากต่างประเทศที่สูงขึ้น

นอกจากเรื่องภาษาญี่ปุ่นที่เป็นปัจจัยสำคัญในการไปทำงานที่ญี่ปุ่นแล้ว เรื่องการหางานก็สำคัญไม่แพ้กัน บางคนอาจจะกังวลอยู่ว่า แล้วที่ญี่ปุ่นมีงานอะไรให้ทำบ้าง เขาต้องการแรงงานจากต่างประเทศเยอะแค่ไหน ความสามารถของเราเป็นที่ต้องการบ้างหรือเปล่า ขอบอกเลยว่าทุกคนมีโอกาสแน่นอนค่ะ เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าญี่ปุ่นเป็นสังคมผู้สูงอายุ เด็กเกิดใหม่ก็มีน้อย ทำให้ขาดแคลนแรงงานอย่างมาก เขาจึงต้องการดึงดูดแรงงานจากต่างประเทศเข้ามาซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป

เมื่อปี 2019 ญี่ปุ่นได้กำหนดประเภทวีซ่าขึ้นใหม่เรียกว่า “แรงงานทักษะเฉพาะทาง” หรือ Tokutei Ginou ซึ่งครอบคลุมถึง 14 ทักษะเลยทีเดียว อย่างเช่น งานพยาบาล งานก่อสร้าง อุตสาหกรรมชิ้นส่วน เครื่องจักรและเครื่องมือ การต่อเรือและเครื่องจักรเรือ การบิน การเกษตร การประมง อาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น

หากเพื่อน ๆ มีความสนใจใน 14 อาชีพนี้ และเตรียมตัวเพื่อผ่านการสอบวัดระดับทักษะและการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น ยิ่งมีผลสอบของ JFT-Basic ซึ่งเป็นที่น่าเชื่อถือและยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐและบริษัทญี่ปุ่นแล้วล่ะก็ มั่นใจได้เลยว่าบริษัทญี่ปุ่นอยากได้เพื่อน ๆ ไปทำงานร่วมกันแน่นอนค่ะ ใครที่อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบ JFT-Basic สามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดตามช่องทางเหล่านี้ได้เลยค่ะ

Website: www.jpf.go.jp/jft-basic
Facebook : JFT-Basic
Email : info-jftb@jfbkk.or.th

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณคุณจักรและคุณเอมมี่จาก Japanmase ที่สละเวลามานั่งคุยกับ ANNGLE และตอบข้อสงสัยสำหรับคนที่อยากไปทำงานที่ญี่ปุ่นกันอย่างสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อน ๆ คนไหนอยากเจอหรือพูดคุยกับคุณจักรและคุณเอมมี่ตัวจริงก็อย่าลืมแวะไปทักทายทั้งคู่ได้ที่ลานสกีกาล่า ยูซาว่า (GALA Yuzawa) ในจังหวัดนีกาตะกันได้นะคะ

Japanmase 6

Japanmase เจแปนมาเสะ
Facebook: Japanmase เจแปนมาเสะ
YouTube: Japanmase
Instagram: @japanmase

GALA Yuzawa
Website (ภาษาอังกฤษ): gala.co.jp
Facebook (ภาษาไทย): GALA Yuzawa