คำญี่ปุ่นสไตล์ไทย กับความหมายที่อาจไม่เคยมีใครบอกคุณ

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ก่อนที่จะมีคอร์สเรียนภาษาญี่ปุ่นและคำญี่ปุ่นที่บูมจนคนไทยรู้จักมากเท่าตอนนี้ เราเคยได้ยินคำที่ฟังดูญี่ปุ่นคำไหนบ้าง? “ขี้เหร่เนะ” “คิขุอาโนเนะ” “ชิเมโจได” น่าจะเป็นคำแรกๆ ที่เรานึกถึงกัน ในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักคำญี่ปุ่นสไตล์ไทยและเทียบความหมายจริงๆ ของภาษาญี่ปุ่นและความหมายที่คนไทยใช้ ไว้เป็นเกร็ดความรู้ขำๆ เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นกันค่ะ

1. ขี้เหร่เนะ

ขี้เหร่เนะ มาจากคำญี่ปุ่นว่า “kirei ne (きれいね)” ที่เป็นคำชมว่า “สวยเนอะ” แต่ด้วยความที่คำว่า “kirei” พ้องเสียงกับคำว่า “ขี้เหร่” ในภาษาไทย “ขี้เหร่เนะ” จึงกลายเป็นคำแซวของคนไทยที่ตรงข้ามกับความหมายในญี่ปุ่นไป

2. โออิชิ

คนไทยเรารู้จักคำว่าโออิชิกันอย่างแพร่หลายจากแบรนด์ชาเขียวโออิชิ กรีนทีที่ต่อมาขยายเป็นธุรกิจอาหารญี่ปุ่น โดยคนไทยหลายคนรู้ว่า “โออิชิ” แปลว่า “อร่อย” ในภาษาญี่ปุ่นและไม่มีการนำไปใช้ในความหมายอื่นแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เราคุ้นเคยกับการออกเสียง “โออิชิ” ตามชื่อแบรนด์มากกว่าการออกเสียง “โออิชี่ (美味しい)” ที่เป็นการออกเสียงคำจริงๆ ในภาษาญี่ปุ่น

3. ชิเมโจได

จากคำสะกดจิตของน้องหนอนชาเขียวในโฆษณายูนิฟ กรีนที จนถึงเพลงคาถาขอใจของหลิว อาจารียา คำว่า “ชิเมโจได” กลายเป็นคำที่ฮิตกันอยู่ช่วงหนึ่งในกลุ่มคนไทย ซึ่งที่เราเคยเห็นใช้กันคงไม่พ้นการพูด “ชิเมโจได” เมื่อเล่นทำทีเป็นสะกดจิตคนอื่นให้ส่งของมาให้

ชิเมโจได หรือที่จริงคือ “ชินเมะ โจได” มีความหมายตรงกับในโฆษณาคือ “ขอยอดอ่อน (ต้นชา) นะ” โดยแต่ละคำมีความหมายดังนี้

“ชินเมะ (新芽)” หมายถึงยอดอ่อนหรือใบที่แตกใหม่ของพืชชนิดใดๆ ก็ตาม

“โจได (ちょうだい)” เป็นสำนวนใช้ในการขอ ไม่ว่าจะเป็นการขอสิ่งๆ หนึ่งหรือการขอให้อีกฝ่ายทำอะไรให้

รวมกันแล้วจึงเป็นการบอก “ขอยอดอ่อน (ต้นชา) นะ”

4. เซมากูเตะ

เซมากูเตะน่าจะเป็นคำญี่ปุ่นสไตล์ไทยคำหนึ่งที่มีมานานมาก และเคยฮิตใช้กันในกลุ่มรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเราในความหมายทำนองว่า “อย่าพลาดแล้วกัน เดี๋ยวจะซ้ำเติมให้” แต่บางทีเราก็ได้ยินคนญี่ปุ่นพูดคำนี้กันอยู่จริงๆ ด้วย ถ้างั้น “เซมากูเตะ” มีความหมายว่าอะไรกันแน่?

“เซมากูเตะ” หรือ “semakute” เป็นรูป te ของคำ Adjective “semai (狭い)” ที่แปลว่าแคบ โดยการผัน Adjective เป็นรูป te นั้นสามารถใช้ได้เพื่อเชื่อมคำว่า “สิ่งๆ หนึ่งแคบ (และมีคุณสมบัติอื่นอีก)” เช่น “heya ha semakute, furui (部屋は狭くて、古い)” ที่แปลว่า “ห้องแคบและเก่า” เป็นต้น

5. คิขุอาโนะเนะ

คิขุอาโนเนะ คำที่แค่ฟังเสียงก็รู้สึกน่ารักแล้วนี้ เป็นคำที่คนไทยนิยมใช้เพื่อชมว่า “น่ารักสไตล์ญี่ปุ่น” อยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งบางทีก็มีคนใช้แค่ “น่ารักคิขุ” ก็มี แต่ที่จริงแล้วคำว่า “คิขุอาโนเนะ” ไม่มีความหมายในภาษาญี่ปุ่นจึงทำให้บางครั้งคนญี่ปุ่นก็สับสนได้เหมือนกัน ถึงอย่างนั้น คำว่า “คิขุ” และ “อาโนะเนะ” ต่างมีความหมายในตัวเองดังนี้

“คิขุ (kiku)” สามารถพ้องเสียงได้กับหลายคำ เช่น kiku (菊) ที่แปลว่าดอกเบญจมาศ kiku (聞く) ที่แปลว่าฟัง หรือ kiku (効く) ที่แปลว่าได้ผล

“อาโนเนะ” เป็นคำที่คนญี่ปุ่นใช้ในความหมายว่า “คืองี้นะ / แบบว่านะ” เป็นเชิงบอกให้คู่สนทนาให้ฟังคำพูดต่อจากนี้

ดังนั้น เมื่อรวมทั้งสองคำนี้เข้าด้วยกันแล้ว ถึงจะฟังดูเป็นคำญี่ปุ่นจ๋า แต่คนญี่ปุ่นก็อดสงสัยไม่ได้ว่าคนไทยที่พูดอยากจะให้เขาฟังอะไรกันแน่ แม้ว่าผู้พูดแค่อยากจะบอกคนญี่ปุ่นว่าเขาน่ารักสไตล์ญี่ปุ่นก็ตาม ในปัจจุบันที่เราคุ้นเคยกับภาษาญี่ปุ่นมากขึ้นผ่านสื่อต่างๆ ของญี่ปุ่นที่เข้ามาในบ้านเรา เราคงไม่ค่อยได้ยินคนพูดคำนี้เมื่อชมคนญี่ปุ่นแล้ว แต่จะเป็นคำว่า “คาวาอี้ (可愛い)” แทน ซึ่งเป็นคำง่ายๆ และสามารถสื่อความตั้งใจชมของเราไปถึงคนญี่ปุ่นได้โดยไม่สร้างความสับสน

แม้ปัจจุบันเราจะไม่เห็นการนำคำญี่ปุ่นมาใช้ในแบบเฉพาะตัวของคนไทยแล้ว แต่เรายังเห็นการเล่นกับคำญี่ปุ่นของคนไทยในลักษณะของการแปลงคำญี่ปุ่นให้เป็นคำไทยอยู่ เช่นตัวอย่างล่าสุดที่เห็นคือ “ซื้อยาคูลท์” ที่มาจากคำว่า “tsuyoku (強く)” ในเพลงเปิดของ Kimetsu no Yaiba เป็นต้น ซึ่งตราบใดที่กำแพงภาษายังมีอยู่ เรื่องราวสนุกๆ ของการเล่นคำจากภาษาญี่ปุ่นก็ยังคงมีให้เห็นแน่นอน