Maji! (マジ), Yabai! (ヤバい) ศัพท์สแลงวัยรุ่นยุคใหม่ ใช้กันมาตั้งแต่ยุคเอโดะแล้ว จริงดิ!?

Maji (マジ) จริงดิ!?, มาก ๆ
Mukatsuku (ムカつく) หมั่นไส้!
Yabai (ヤバい) แย่แล้ว!, สุดยอด!
Bibiru (ビビる) น่ากลัว, น่าขนลุก

คำศัพท์สแลงยอดฮิตของเด็กวัยรุ่นญี่ปุ่นในยุคปัจจุบันที่เราได้ยินบ่อย ๆ ทั้งในชีวิตประจำวันและสื่อบันเทิงทั่วไป หลายคนอาจเข้าใจว่าคำศัพท์สแลงเหล่านี้เพิ่งฮิตติดปากวัยรุ่นญี่ปุ่นและถูกคิดขึ้นมาใหม่เมื่อไม่กี่สิบปีก่อน แต่ความจริงคือ ทั้ง 4 คำที่เรายกตัวอย่างมานั้นถูกใช้ในความหมายเดียวกันมาตั้งแต่ยุคเอโดะแล้ว!

ศัพท์สแลงวัยรุ่นที่ใช้กันมาตั้งแต่ยุคเอโดะ

Maji (マジ)

มาเริ่มกันที่ “Maji” (マジ) คำ ๆ นี้เป็นคำที่เหล่านักแสดงคาบูกิในยุคเอโดะใช้พูดสื่อสารกันหลังม่าน หลังฉากการแสดง กล่าวคือ เป็นศัพท์เฉพาะที่เกิดขึ้นและใช้กันในอาชีพนักแสดง “Maji” ในยุคนั้นมีความหมายว่า “จริง ๆ, จริงจัง” เช่นเดียวกับความหมายในปัจจุบัน ย่อมาจากคำว่า “Majime” (真面目=เอาจริงเอาจัง)

หลังจากนั้น แม้ว่าชาวญี่ปุ่นจะเลิกใช้ “Maji” ไประยะเวลาหนึ่งแล้วก็ตาม แต่ช่วงปี 1980 คำศัพท์นี้ก็ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งตามหนังสือการ์ตูนและในหมู่คนในวงการบันเทิง ซึ่งทำให้ “Maji” ถูกใช้กันแพร่หลายไปทั่วญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นคำศัพท์ที่ใช้กันในชีวิตประจำวันมาจนถึงปัจจุบัน

Mukatsuku (ムカつく)

“Mukatsuku” (ムカつく) เป็นคำที่ใช้กันมาตั้งแต่อดีต มักใช้แสดงความรู้สึกเมื่อมีอาการอาการคลื่นไส้ อาการเสียดท้องแน่นหน้าอก ยกตัวอย่างประโยค เช่น “Icho ga Mukatsuku” (胃腸がむかつく= รู้สึกมวนท้อง พะอืดพะอม คลื่นไส้)

จากนั้นความหมายของ “Mukatsuku” ก็ถูกใช้ผิดเพี้ยนไป โดยชาวญี่ปุ่นแถบภูมิภาคคันไซในยุคเอโดะนำ “Mukatsuku” มาใช้ในความหมายว่า “น่ารังเกียจ, น่าโมโห, น่าหมั่นไส้” เช่นเดียวกับความหมายที่ถูกใช้กันในปัจจุบัน

Yabai (ヤバい)

“Yabai” (ヤバい) ในยุคเอโดะ เป็นคำศัพท์ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่าเรื่องตลก เรื่อง “Toukaidouchu Hizakurige” (東海道中膝栗毛) ของนักเขียนชาวญี่ปุ่นนามปากกาว่า “Jippensha Ikku” โดยปรากฏประโยคว่า “Yaba na Koto” (やばなこと = เรื่องอันตราย)

ถึงแม้ว่า “Yabai” (ヤバい) จะมีคำอธิบายเกี่ยวกับที่มาอยู่หลายทฤษฎีก็ตาม แต่มีอยู่หนึ่งทฤษฎีที่ดูน่าเชื่อถือได้เขียนอธิบายเอาไว้ว่า ในยุคเอโดะ เบื้องหลังของ “Yaba”(矢場) หรือ สนามฝึกยิงธนู เป็นแหล่งซ่องสุมค้าประเวณี หากใครพลั้งเผลอบังเอิญไปอยู่ที่นั่น อาจตกอยู่ในอันตรายเพราะถูกจับตามองจากเจ้าหน้าที่รัฐ จึงเกิดเป็นคำศัพท์ “Yabai” ที่หมายถึง “อันตราย” ขึ้นมานั่นเอง ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีนั้น “Yabai” เป็นคำศัพท์ที่ใช้พูดกันในหมู่โจรผู้ร้าย จึงทำให้สื่อต่าง ๆ เช่น สื่อหนังสือพิมพ์, สื่อโทรทัศน์ หลีกเลี่ยงการจะใช้คำ ๆ นี้มาจนถึงปัจจุบัน

Bibiru (ビビる)

ในบรรดาคำศัพท์ที่เรานำเสนอมานั้น “Bibiru” (ビビる) อาจเป็นคำศัพท์เดียวที่หลายคนคาดไม่ถึงเลยว่าถูกใช้มาตั้งแต่ในอดีตแล้ว และที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือ “Bibiru” เป็นศัพท์ที่เริ่มใช้กันมาตั้งแต่ “ยุคเฮอัน” แล้ว!

ในการเคลื่อนกองทัพขนาดใหญ่เพื่อสู้รบในศึกสงคราม จะเกิดเสียงเสียดสีกันของชุดเกราะนักรบ เสียงดัง “Binbin” (ビンビン) ชาวญี่ปุ่นจึงเรียกเสียงนั้นว่า “Bibiru Oto” (びびる音)

และยังมีเรื่องเล่าหนึ่งที่อธิบายความหมายของ “Bibiru” เอาไว้ว่า ใน “สมรภูมิฟุจิงะวะ” ระหว่างตระกูลมินาโมโตะกับตระกูลไทระนั้น จู่ ๆ ฝูงนกก็บินขึ้นพร้อมเพรียงกันจนเกิดเสียงอึกทึกครึกโครม ฝั่งตระกูลไทระได้ยินเสียงนั้นก็เห็นท่าไม่ดี ทึกทักคิดเข้าใจผิดไปเองว่า “นั่นต้องเป็นเสียงยกทัพของทหารตระกูลมินาโมโตะเป็นแน่!” ด้วยเหตุนี้ ทหารตระกูลไทระจะเคลื่อนทัพหนีไปด้วยความตกใจเสียอย่างนั้น และนั่นก็คิอที่มาของ “Bibiru” ที่หมายถึง “ตกใจ, กลัว” นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม “Maji”, “Mukatsuku”, “Yabai” และ “Bibiru” เป็นคำศัพท์สแลงของวัยรุ่นญี่ปุ่นที่สามารถแปลได้หลายความหมาย ขึ้นอยู่กับบริบทนั้น ๆ ยกตัวอย่างคำว่า “Yabai” ที่ใช้ได้แทบจะทุกสถานการณ์เลยก็ว่าได้ เช่นคำว่า “แย่แล้ว” ก็สามารถพูดว่า Yabai! ได้, “อร่อย” = Yabai!, “น่ารัก” = Yabai!, “สุดยอด” = Yabai! ฯลฯ แม้ว่าจะเป็นคำศัพท์ที่ชาวญี่ปุ่นใช้กันในชีวิตประจำวัน แต่ก็ขอให้เพื่อน ๆ ที่กำลังเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่ ระมัดระวังการใช้คำศัพท์สแลงเหล่านี้เวลาพบปะกับผู้ใหญ่หรือในสถานการณ์ที่ดูเป็นทางการด้วยนะคะ!

สรุปเนื้อหาจาก: gendai