ทำความรู้จักกับคาร์ลอส กอส์น: ชายผู้เป็นตำนานที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบยุติธรรมญี่ปุ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนส่งท้ายปี 2019 เลยทีเดียว เมื่ออดีต CEO ของบริษัทนิสสัน มอเตอร์ (Nissan Motor) นายคาร์ลอส กอส์น ผู้เป็นตำนานแห่งโลกยานยนต์ที่ได้รับฉายาว่า “นักลดต้นทุนตัวฉกาจ” (Cost Killer) ได้เดินทางหลบหนีออกประเทศญี่ปุ่นด้วยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว อันเนื่องมาจากคดียักยอกทรัพย์สินของบริษัทที่ยังคงค้างคากันอยู่ในชั้นศาล ซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งของญี่ปุ่นในช่วงนี้เลยก็ว่าได้ เพราะกอส์นเป็นหนึ่งในผู้บริหารกลุ่มพันธมิตรของบริษัทยานยนต์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดแหน่งหนึ่งของโลกอย่าง Renault-Nissan-Mitsubishi Alliance

นอกจากชื่อเสียงในวงการธุรกิจแล้ว กอส์นยังเป็นบุคคลที่ได้รับความนิยมจากสาว ๆ ในญี่ปุ่นเป็นอันดับต้น ๆ อีกด้วย โดยมีโพลสำรวจผลความคิดเห็นหนึ่งระบุว่า กอส์นนั้นเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงญี่ปุ่นอยากแต่งงานด้วยที่สุด อีกทั้งผลสำรวจความคิดเห็นในด้านการเมืองที่ว่า ‘ชาวญี่ปุ่นอยากให้บุคคลใดมาบริหารประเทศมากที่สุด’ ในปี 2011 ยังระบุว่า กอส์นนั้นได้รับคะแนนโหวตมากเป็นลำดับที่ 7 แซงหน้าอดีตประธาธิบดีสหรัฐฯ อย่างบารัค โอบาม่า ที่ได้คะแนนโหวตตามมาเป็นลำดับที่ 9 อีกด้วย

จากเด็กพลัดถิ่น สู่ตำแหน่งผู้บริหารบริษัทยานยนต์ระดับโลก

กอส์น เกิดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 1954 ที่เมืองเล็ก ๆ ในประเทศบราซิล ปัจจุบันอายุ 65 ปี กอส์นนั้นมีพ่อและแม่เป็นชาวเลบานอนที่ย้ายมาอยู่บราซิล เขาเกิดและใช้ชีวิตในวัยเด็กที่ประเทศบราซิลนานถึง 6 ปี จากนั้นมารดาของเขาจึงย้ายกลับไปอยู่ที่เมืองเบรุต ประเทศเลบานอน และปัจจุบันถือสัญชาติฝรั่งเศส

กอส์นเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมที่วิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงปารีส และเข้าศึกษาต่อด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่ École Polytechnique ในปี ค.ศ. 1974 และ Éole des Mines de Paris ในปี ค.ศ. 1978  ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ผลจากการเติบโตมากับสังคมที่หลากหลาย ทำให้กอส์นสามารถพูดได้หลายภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ สเปน อิตาเลียน โปรตุเกส ฝรั่งเศส และญี่ปุ่นอีกเล็กน้อย ทำให้เขาสามารถทำงานในวงการนี้ได้อย่างราบรื่น

ส่วนพรสวรรค์ในด้านยานยนต์นั้น มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า กอส์นนั้นเป็นผู้ที่เกิดมาเพื่อบริหารโลกของยานยนต์โดยแท้ เขาสามารถแยกแยะรุ่นรถได้ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เพียงแค่ได้ยินเสียงแตรเท่านั้น

เติบโตในวงการยานยนต์ พร้อมฉายา “นักลดต้นทุนตัวฉกาจ” (Cost Killer)

กอส์นนั้นเข้าสู่วางการยานยนต์ด้วยการเริ่มต้นทำงานกับบริษัทผลิตยางรถยนต์ชื่อดังของฝรั่งเศสอย่างมิชลิน (Michelin) และสั่งสมประสบการณ์อยู่ที่นี่ยาวนานถึง 18 ปี ก่อนจะย้ายไปร่วมงานกับเรโนลท์ (Renault)ในปี 1996 ด้วยข้อเสนอที่ท้าทายความสามารถของเขามากยิ่งขึ้น โดยเขาถูกส่งไปทำงานกับเรโนลท์ในอเมริกาใต้ที่กำลังประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก

การปฏิรูปองค์กรในรูปแบบของกอส์นส่งผลให้เรโนลท์กลับขึ้นมามีกำไร จากนั้นเขาจึงได้รับฉายาแบบหยิกแกมหยอกว่า “นักลดต้นทุนตัวฉกาจ” (Cost Killer)

จุดเริ่มต้นในการเริ่มงานกับนิสสัน

พูดถึงชื่อบริษัทนิสสัน (Nissan) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่นที่มีประวัติมาอย่างยาวนาน คงมีน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก ซึ่งชื่อ Nissan นั้นมาจากคำว่า 日本産業 (อ่านว่า นิปปอนซังเกียว) ที่แปลว่า กลุ่มอุตสาหกรรมญี่ปุ่น และทราบหรือไม่ว่านิสสันนั้นได้มอบสิทธิ์การขายนอกประเทศญี่ปุ่นให้คนชาติอื่นควบคุมครั้งแรกที่ประเทศไทยนี่เอง โดยอยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มธุรกิจที่ชื่อว่า สยามกลการ

นิสสันนั้นจึงเป็นหนึ่งในความภาคภูมิในของญี่ปุ่น ในยุคที่สินค้า Made in Japan เฟื่องฟู จนเมื่อปี ค.ศ. 1999 นิสสันประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องตลอด 7 ปี เรโนลท์มองเห็นโอกาส จึงเข้ามาซื้อหุ้นของนิสสัน และภายใต้การนำของกอส์น เขาได้ทำการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งปิดโรงงาน หรือการสั่งปรับลดจำนวนพนักงาน จนนิสสันกลับมามีกำไร และกลายเป็นบริษัทยานยนต์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากโตโยต้า, โฟล์คสวาเกน, ฮุนได, และฟอร์ด ตามลำดับ จนกอส์นได้รับการบันทึกชื่อลงใน Japan Automotive Hall of Fame หรือหอเกียรติยศด้านยนตรกรรมของของญี่ปุ่น อีกด้วย

ด้วยกลยุทธ์การบริหารแบบปรับโครงสร้างและลดต้นทุนของกอส์น นอกจากจะทำให้นิสสันรอดพ้นวิกฤตการณ์ทางการเงินต่าง ๆ แล้ว กอส์นยังได้นำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่าง Nissan Leaf เป็นเจ้าแรกของโลก ที่มีความเร็วมากกว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าเจ้าอื่น ๆ และขึ้นแท่นเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลก

ข่าวอื้อฉาวที่นำไปสู่การจับกุม

แม้ว่าจะมีผลงานให้เห็นเป็นรูปธรรม แต่กอส์นก็ไม่วายจะตกเป็นที่วิพากวิจารณ์ในเรื่องของผลตอบแทนที่เขาได้รับหลังจากก้าวขึ้นมาคุมบังเหียนของนิสสัน ไม่ว่าจะเป็นรายได้หลังจากการขึ้นนั่งตำแหน่ง CEO ที่รายรับสูงกว่าสองร้อยล้านบาทต่อปี หรือการใช้ทรัพย์สินของบริษัทเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

กอสน์นถูกจับกุมโดยตำรวจจากกรมสอบสวนคดีพิเศษญี่ปุ่นที่กรุงโตเกียวในเดือนพฤศจิกายน 2018 เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในเดือนเมษายนปี 2019 และอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดี (ก่อนที่จะทำการหลบหนี) ด้วยข้อหาที่เกี่ยวพันกับการทุจริตต่าง ๆ ไม่ว่าเป็นการยักยอกเงินส่วนต่างจากอัตราแลกเปลี่ยนไปไว้ที่นิสสัน แล้วโอนเงินเงินดังกล่าวไปยังอีกบริษัทหนึ่งในประเทศโอมานเพื่อการใช้จ่ายส่วนตัว และยังรวมไปถึงการรายงานค่าตอบแทนของตำแหน่งที่ต่ำกว่าความเป็นจริงกว่า 44.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งมีความผิดฐานละเมิดกฎหมายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนของญี่ปุ่น

ทนายของกอส์นได้วางเงิน 1,5oo ล้านเยนเพื่อขอประกันตัว ทำให้กอส์นได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว โดยที่ศาลได้สั่งกักบริเวณและห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

เส้นทางการหลบหนีออกนอกประเทศญี่ปุ่นของนายคาร์ลอส กอส์น

กอส์นตกเป็นข่าวใหญ่ส่งท้ายปีแบบช็อคโลกอีกครั้ง เมื่อทางการเลบานอนได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่านายคาร์ลอส กอส์น จำเลยในคดียักยอกเงินของบริษัทนิสสันได้เดินทางถึงกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2019

สำนักข่าวในประเทศญี่ปุ่นได้รายงานแผนการหลบหนีของกอส์นว่า แผนการทั้งหมดน่าจะถูกวางแผนมาเป็นอย่างดีโดยภรรยาของกอส์นเอง (ซึ่งภายหลังกอส์นได้ออกมาปฏิเสธว่าเขาเป็นคนวางแผนทั้งหมดเพียงผู้เดียว) โดยมีการสันนิษฐานว่าแผนทั้งหมดได้เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 25 ธันวาคม 2019

ผลจากการกักบริเวณเนื่องด้วยคำสั่งศาล บุคคลที่เดินทางเข้า-ออกบ้านพักหรูของกอส์นในย่านมินาโตะนั้นจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบ นางแครอล ภรรยาของกอส์น จึงได้ทำทีว่าจ้างวงดนตรีออสเครสตร้าเข้าไปจัดแสดงที่งานเลี้ยงภายในบ้านเนื่องในวันคริสต์มาส จากนั้นในวันเกิดเหตุกอส์นจึงได้ซ่อนตัวในกล่องไม้สำหรับใส่เครื่องดนตรีที่นำเข้ามาในบ้านในช่วงวันคริสต์มาสที่ผ่านมาเพื่อใช้หลบหนีออกบ้านพัก

โดยในวันที่ 29 ธันวาคม 2019 กล้องวงจรปิดสามารถจับภาพชายชาวต่าง 2 เดินทางออกจากบ้านพักหรูย่านมินาโตะของกอส์นไปยังโรงแรมแห่งหนึ่งในย่านรปปงหงิซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล

ข้อมูลจากสำนักข่าว Independent เปิดเผยว่า การหลบหนีของกอส์นนั้น ได้มีการวางแผนอย่างมาอย่างรอบคอบ โดยได้ว่าจ้างอดีตทหารสัญชาติอเมริกัน-เลบานอน ที่เคยทำงานในกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ และลาออกมาตั้งบริษัทด้านการจัดการรักษาความปลอดภัยเอกชน เพื่อเข้ามาช่วยพานายกอส์นหลบหนีออกจากญี่ปุ่นไปยังตุรกี และเปลี่ยนเครื่องต่อไปยังเลบานอน โดยปฏิบัติการอันอุกอาจและท้าทายอำนาจระบบยุติธรรมของญี่ปุ่นอย่างไม่ไว้หน้านี้กระทำโดยอดีตทหารของสหรัฐเพียงแค่ 2 นายเท่านั้น!

ในวันเดียวกัน เวลาประมาณ 16.00 นาฬิกา กอส์นและอดีตทหารอีก 2 นายได้เดินทางไปยังสถานีชินากาว่า (Shinagawa Station) เพื่อขึ้นรถไฟชินกันเซ็นไปยังโอซาก้า  โดยทั้ง 3 เดินทางถึงสถานีรถไฟชินโอซาก้า(Shin-Osaka) ในช่วงเวลาประมาณ 19.30 นาฬิกา จากนั้นจึงเดินทางต่อไปยังโรงแรมหรูแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับสนามบินนานาชาติคันไซ (KIX)

เวลาประมาณ 20.30 นาฬิกา อดีตทหารรับจ้างได้ทำการเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมเพียง 2 นาย พร้อมด้วยกล่องไม้สีดำขนาดใหญ่ ที่มีกอส์นซ่อนอยู่ข้างใน

เวลาประมาณ 22:30 นาฬิกา อดีตทหารรับจ้างทั้ง 2 นายได้ทำการขนย้ายกล่องไม้ดังกล่าวมายังส่วนของผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศสำหรับเครื่องบินส่วนตัว ซึ่งมีการตรวจหนังสือเดินทางและเอกซเรย์สัมภาระดังเช่นผู้โดยสารทั่วไป แต่เนื่องจากกล่องไม้ที่ขนมามีขนาดใหญ่เกินไปไม่สามารถผ่านเครื่องเอกซ์เรย์ของทางสนามบินได้ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจเช็คโดยการใช้เครื่องตรวจวัตถุโลหะแบบถือเท่านั้น ซึ่งเครื่องมือชนิดนี้มีไว้สำหรับค้นหาวัตถุระเบิด ดังนั้น ร่างของนายกอส์นที่อยู่ภายในกล่องถึงไม่ถูกตรวจพบโดยเจ้าหน้าที่ อีกทั้งอดีตทหารรับจ้างทั้ง 2 นายยังได้เตรียมการมาอย่างดี โดยสำแดงแก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรว่าสิ่งของภายในกล่องนั้นเป็นเครื่องดนตรี ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่รู้สึกสงสัยใด ๆ  เพราะทางญี่ปุ่นค่อยข้างไว้ใจและอำนวยความสะดวกแก่บุคคล VIP ที่เดินทางโดยเครื่องบินส่วนตัวอยู่แล้ว ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ถือว่าค่อนข้างร้ายแรงมาก ๆ

ส่วนสาเหตุที่เลือกไปลงที่เลบานอนแทนที่จะเป็นฝรั่งเศสนั้น ได้มีการคาดเดากันว่าเป็นเรื่องของอิทธิพลทางการเมือง เนื่องจากธุรกิจหลายอย่างของกอส์นที่เลบานอนนั้นมีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลเลบานอน อีกทั้งยังเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเขา จึงคาดว่าเขาน่าจะมีอิทธิพลทางการเมืองในเลบานอนอยู่มากพอสมควร

หนังสือพิมพ์ Financial Times ของอังกฤษรายงานว่า นายกอส์นได้เดินทางถึงเลบานอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่คืนวันที่ 30 ธันวาคม 2019 โดยคาดว่าว่าน่าจะใช้ชื่อปลอม หนังสือเดินทางปลอม หรือใช้หนังสือเดินทางสัญชาติอื่นในการเดินทางออกจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นเองก็ได้สอบถามไปยังตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินนานาชาติคันไซ และพบว่าในระบบฐานข้อมูลของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่นนั้น ไม่ปรากฏชื่อของนายกอส์นในรายชื่อผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ จึงมีความเป็นไปได้สูงว่านายกอส์นนั้นใช้หนังสือเดินทางปลอมและชื่อปลอมในการหลบหนีออกนอกประเทศ

ในวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา กอส์นได้ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านทนายชาวอเมริกันว่าเหตุที่เขาต้องหลบหนีไม่ได้หมายความว่าเขาทำผิด เพียงแต่เขารู้สึกว่าไม่สามารถต่อสู้ในระบบยุติธรรมแบบญี่ปุ่นต่อไปได้ เพราะเขารู้สึกว่าระบบยุติธรรมญี่ปุ่นในตอนนี้นั้นไม่มีความเป็นกลางและมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เขาต้องตกเป็นเหยื่อในเกมการเมืองนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจากนี้ไปเขาจะได้ขึ้นต่อสู้ในชั้นศาลที่มีความยุติธรรมมากกว่านี้

นอกจากนี้ กอส์นยังได้กล่าวถึงช่วงเวลาที่ยากลำบากเมื่อตอนที่เขาถูกควบคุมตัวอยู่ที่ศูนย์ควบคุมตัวในโตเกียวว่า เขาต้องถูกสอบปากคำโดยที่ไม่มีทนายตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นั่นอีกด้วย

บทสรุปของการหนีข้ามโลกในครั้งนี้จะจบลงเช่นไร?

ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนนั้นคาดว่าการจับกุมตัวกอส์นในครั้งนี้คงไม่ใช่แค่เรื่องเกมธุรกิจในระบอบทุนนิยม แต่อาจจะรวมไปถึงเกมการเมืองในแบบชาตินิยมอีกด้วย เพราะในเกมนี้มีตัวแปรที่เป็นรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังที่เห็นในแผนภาพด้านบน

รัฐบาลฝรั่งเศสเข้ามาถือหุ้นของเรโนลท์ไว้ 15 % เรโนลท์ถือหุ้นนิสสันไว้ 43% ในขณะที่นิสสันเองก็ถือหุ้นของมิตซูบิชิไว้มากถึง 34% จะเห็นได้ว่า ถ้าหากพันธมิตรแห่งยานยนต์ทั้ง 3 ควบรวมกันสำเร็จตามแผนการของกอส์น นิสสันและมิตซูบิชิจะตกเป็นของรัฐบาลฝรั่งเศสทันทีค่ะ ซึ่งถ้าพูดถึงในแง่จิตใจของชนชาติที่มีความเป็นชาตินิยมสูงอย่างญี่ปุ่นแล้วมันคงน่าเจ็บใจไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะบริษัททั้งสองก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคใหม่ ที่นำพาญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาเป็นชาติผู้นำทางด้านเทคโนโลยีในระดับโลก

ย้อนกลับไปดูสิ่งที่กอส์นได้ทำกับนิสสันไว้ในช่วงที่มีเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรให้พลิกกลับมามีกำไรนั้น สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรของญี่ปุ่นไปด้วยก็คือการเปลี่ยนภาษาหลักในองค์กรจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ทำให้นิสสันอยู่ในสภาวะกระอักกระอ่วนภายใต้การนำของกอส์น แม้ว่าหลังการปรับโครงสร้างองค์กรแล้วนิสสันจะสามารถทำกำไรได้มากกว่าโรเนลท์ก็ตาม แต่ด้วยสัดส่วนการถือหุ้นที่น้อยกว่าก็ทำให้ไม่มีสิทธิ์มีเสียงใด ๆ อยู่ดี อีกทั้งยังต้องแชร์นวัตกรรมต่าง ๆ ของนิสสันให้เรโนลท์ในฐานะพันธมิตรอีก จึงได้มีการวางแผนที่จะซื้อหุ้นของนิสสันที่ขายให้เรโนลท์ไปกลับมาคืนมา แต่ด้วยความกลัว ที่ฝรั่งเศสกลัวจะศูนย์เสียแหล่งเงินทุนสำคัญไป จึงเสนอตำแหน่ง CEO ให้กับกอส์นเพื่อแลกกับการแปรพักตร์มาสนับสนุนฝรั่งเศส

ในเมื่อโรโนลท์คือผู้กุมอำนาจในนิสสัน และผู้ที่สามารถความคุมโรนัลท์ได้ด้วยสัดส่วนการถือหุ้น 15% ก็คือรัฐบาลฝรั่งเศส (โดยมีชื่อของกอส์นเป็นฉากบังหน้า) หากรัฐบาลฝรั่งเศสเป็นผู้คุมเกมอย่างที่ว่าแล้ว ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในเกมนี้ก็คือ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสนั่นเอง

เมื่อกอส์นถูกจับกุม จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดรัฐบาลฝรั่งเศสจึงต้องแสดงท่าทีกังวลใจ และถ้าหากรัฐบาลญี่ปุ่นไม่สามารถหาหลักฐานมามัดตัวกอส์นได้สำเร็จ ก็คงต้องเตรียมตัวรับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทางรัฐบาลฝรั่งเศส

อนึ่ง ประเทศเลบานอนที่กอส์นได้ทำการหลบหนีเข้าไปนั้น ไม่ได้มีสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกับญี่ปุ่น อีกทั้งเลบานอนยังไม่มีนโยบายเนรเทศคนสัญชาติเดียวกันออกนอกประเทศอีกด้วย เรื่องราวอันสลับซับซ้อนของเกมธุรกิจและเกมการเมืองครั้งนี้จะจบลงเช่นไร คงต้องจับตาดูกันต่อไป

อ้างอิงเนื้อหาจาก: Business-career, NHK, AFP, BBC, Sankei
ผู้เขียน: A Housewife Wannabe